ศิริราชต้องปรับการจราจร

ศิริราชต้องปรับการจราจร

 siriraj1

               ความเจ็บไข้ได้ป่วยไม่เข้าใครออกใคร เจ็บป่วยแต่ละทีไม่พ้นต้องพึ่งหมอพึ่งพยาบาล ไปโรงพยาบาลกันให้ควั๊ก นั่งรอคิวเรียกชื่อ คิวตรวจ คิวเสียตังค์ คิวรับยา ทุกกิจกรมเต็มไปด้วยคิว ไปโรงพยาบาลแต่ละทีก็ได้รับ ไฮคิว” กันตาม ๆ  กันไป เสียเวลามาก   สำหรับผู้ป่วยรายได้น้อยก็อาศัยโรงพยาบาลของรัฐ ส่วนผู้มีเงินหนาจำพวก    “ไฮโซ” ก็จะมุ่งหน้ามาโรงพยาบาลเอกชนจะได้รับความสะดวกสบายระดับ “โลว์คิว” ไม่ต้องรอคอยเข้าคิวนานเหมือนโรงพยาบาลของหลวง

               โรงพยาบาลศิริราชเป็นโรงพยาบาลของรัฐที่เป็นที่มีการเรียนการสอนวิชาแพทย์ ผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรักษาโรคต่าง ๆได้ดีราวกับเป็นหมอเทวดา คนไข้ยอมรับในฝีมือการรักษาของบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลแห่งนี้ ผลที่ตามมาก็คือ ปริมาณคนไข้ที่เพิ่มขึ้นมากมาก ทั้งไฮโซ โลว์โซ ต่างก็อยากมาหาหมอเทวดาช่วยรักษาชีวิตและสุขภาพของตนไว้ เพราะไม่ว่ายากดีมีจนอย่างไรมนุษย์เดินดินทั้งหลายต่างก็รักชีวิต รักตัวกลัวตายด้วยกันทั้งนั้น

               การมาพบแพทย์ของแต่ละคนน้อยนักที่จะเดินทางมาคนเดียว เพราะมีคำว่า      ” ผู้ป่วย “ติดตัว  จึงต้องมีผู้ติดตามที่มักจะเป็นญาติพาผู้ป่วยมาโรงพยาบาล อย่างน้อยก็ 1 คน จำนวนคนจึงล้นโรงพยาบาล  คนจำนวนมากนี้มักจะเดินทางมาโรงพยาบาลโดยทางรถยนต์ส่วนตัวบ้าง รถสาธารณะบ้าง  ปัญหาจราจรติดขัดโดยรอบบริเวณโรงพยาบาลจึงตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   ลองเรียกรถแท็กชี่ตอนเช้าหรือเย็นจากที่ใดก็ได้แล้วถามดูว่า “ไปศิริราชมั้ย” คำตอบที่ได้จะสะท้อนถึงสภาพจราจรบริเวณนี้เป็นอย่างดี

               การเดินทางเดินทางของผู้ป่วยทางรถยนต์ ผู้พาผู้ป่วยมักจะนำรถมาจอดส่งคนไข้บริเวณทางลาดขึ้น-ลงตึกผู้ป่วยนอก เมื่อส่งผู้ป่วยแล้วะนำรถลงทางลาดเลี้ยวออกประตูโรงพยาบาลด้านใกล้แยกศิริราชเพื่อเลี้ยวซ้ายเข้าโรงพยาบาลอีกรอบด้านประตูตึกอุบัติเหตุ เพื่อทะลุไปหลังโรงพยาบาลหรือเลี้ยวซ้ายขึ้นอาคารจอดรถ หาที่จอดรถ หากเดินสำรวจพื้นที่บริเวณดังกล่าวจะพบว่าหากโรงพยาบาลสามารถให้รถที่จอดส่งคนไข้ที่ตึกผู้ป่วยนอกเลี้ยวทะลุผ่านอาคารจอดรถโดยไม่ต้องออกไปผ่านแยกศิริราช โดยอาจนำรถไปจอดในอาคารจอดรถได้เลยหรือไม่ก็เลาะใต้อาคารจอดรถแล้วเลี้ยวซ้ายผ่านตึกอุบัติเหตุก็จะสามารถนำรถไปจอดด้วนหลังโรงพยาบาลได้โดยไม่ต้องนำรถไปติดสัญญานไฟที่แยกศิริราช จะช่วยแก้ปํญหาจราจรติดขัดที่แยกนี้ได้มาก

               โรงพยาบาลอาจต้องลงทุนทำทางจากตึกผู้ป่วยนอกเชื่อมกับอาคารจอดรถ แต่ทั้งนี้เรื่องเงินคงไม่เป็นปัญหากับโรงพยาบาลมากนักเพราะได้ขึ้นค่าใช้บริการของผู้ป่วยอยู่แล้ว เงินที่มีอยู่ก็เห็นใช้ปรับปรุงอาคารแต่ละอาคารได้อย่างสวยงามดูทันสมัยไม่น่ากลัวเหมือนโรงพยาบาลยุคเก่า ถ้าจะเจียดเงินส่วนนี้หรือส่วนไหนก็ตามแต่(ที่อาจจะมาจากการรับบริจาคก็ได้) มาปรับปรุงระบบจราจรภายในโรงพยาบาลก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการและช่วยไม่ให้มีผู้ต้องทนทุกข์กับปัญหารถติดรอบโรงพยาบาล ถ้าปรับการจราจรโดยให้รถเดินทางเดียวจากแยกตึก 84 ปี มายังตึกสลากเพื่อออกประตูด้านถนนอรุณอมรินทร์ (ประตู 4 )หรือจะเลี้ยวซ้ายขึ้นไปรับ-ส่งผู้ป่วยบนทางลาดตึกผู้ป่วยนอกอีกด้วยแล้ว การจราจรก็จะยิ่งน่าลื่นไหลได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ที่ประตูลงทางลาดตึกผู้ป่วยนอกก็ให้ตำรวจหรือสำนักการจราจรมาติดสัญญานไฟจราจรไว้แบบที่สยามพารากอนทำไว้เป็นตัวอย่าง เปิดสัญญานไฟเขียวให้รถเลี้ยวขวาขึ้นสะพานอรุณอมรินทร์ได้ เท่านี้รถก็จะไม่ไปอออ้อมขึ้นสะพานด้านหลังโรงพยาบาลแล้ว

               ที่บอกมาทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์ผู้อื่นทั้งนั้น และไม่เกี่ยวกับงานทางการแพทย์ แต่ข้องแวะกับประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์   ท่านผู้บริหารโรงพยาบาลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีอำนาจบริหารจัดการ ไม่ทราบว่ายังจำคำที่ว่า

ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์เพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง

ได้อยู่หรือไม่

siriraj2

               เป็นเสียงน้อย ๆ จากคน ศิริราช ที่ไม่ใช่บุคลากร ศิริราช แนะมาครับ

ทางรถไฟสายอดีต

ทางรถไฟสายอดีต

IMG_201407291860 

               ในระบบขนส่งที่ปัจจุ บันมีชื่อเรียกที่ดูทัน

สมัยว่า ระบบโลจิสติกส์” นั้น เป็นที่ยอมรับกันว่า การขนส่งทางรางเป็นการขนgส่งที่มีต้นทุนต่ำ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตรงที่ปtล่อยคาร์บอนไดออกไชค์ต่ำกว่าการขนส่งประเภทอื่น ระบบขนส่งทางรางในประเทศไทยเริ่มต้นจาก การสร้างทางรถไฟเอกชนสายกรุงเทพถึงปากน้ำ(สมุทรปราการ) จากนั้นรัฐก็จัดให้มีการสำรวจแนวทาง6สร้างรถไฟหลวงขึ้นมา เริ่มจากสาย กรุงเทพ-นครราชสีมา มีทางแยกไปจังหวัดลพบุรีถึงจังหวัดเชียงใหม่ แยกจากอุตรดิตถ์ถึงท่าเดื่อริมแม่น้ำโขง สายเชียงใหม่-เชียงราย-เชียงแสน ค่าจ้างสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2430 คือ ไมล์ละ 100 ปอนด์

               รถไฟหลวงเริ่มสร้างจริงโดยวางศิลาฤกษ์หรือที่เรียกกันว่า ปักหมุด” ที่สถานีกรุงเทพ โดยพระปิยะมหาราช เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2434 โดยสร้างสายกรุงเทพถึงนครราชสีมา เปิดเดินรถได้ช่วงแรกก่อนระหว่างกรุงเทพถึงสถานีอยุธยา เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439

               การสำรวจเส้นทางรถไฟมีมาโดยลำดับหลายสายทั้งในสภาวะปกติและสภาวะสงคราม ทางรถไฟสายมรณะเกิดขึ้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างเชื่อมต่อทางรถไฟสายใต้ไทยไปประเทศพม่าผ่านจังหวัดกาญจนบุรีด้านด่านเจดีย์สามองค์ ทางรถไฟสายนี้ผ่านการสำรวจ สร้าง และใช้งานจริง แต่ยังมีทางรถไฟบางสายเป็นได้แค่โครงการในกระดาษ อาจมีการสำรวจ แต่ไม่มีการก่อสร้าง หรืออาจมีการสร้างแต่สร้างได้ไม่เต็มเส้นทาง เช่นทางรถไฟไปภูเก็ตสร้างได้แค่สถานีคีรีรัฐนิคม โครงการทางรถไฟสายตะวันตก จากบ้านหนองปลาดุกถึงจังหวัดตากก็สร้างได้แค่ชุมทางหนองปลาดุกถึงสุพรรณบุรี โครงการรถไฟสายบ้านดารา-สวรรคโลค-ตาก-เมาะละแหม่งสร้างได้แค่สวรรคโลค เส้นทางสายบัวใหญ่-นครพนม ไม่ได้สร้างแต่อย่างใด

               ปัจจุบันมีการรื้อฟื้นโครงการสำรวจแนวเส้นทางระบบไฟที่คนรุ่นเก่าทำไว้ ทางสายอุดร-สกลนคร-นครพนม ถูกผนวกรวมกับทางสายบัวใหญ่-มุกดาหาร-นครพนม กลายร่างเป็นแนวทางรถไฟสายบ้านไผ่-มหาสารคาม-มุกดาหาร-นครพนม อาจจัดได้ว่าวิสัยทัศน์ของคนรุ่นเก่ากว้างไกลมาก คนรุ่นปัจจุบันที่พยายามจะใช้รถไฟให้เป็นประโยชน์ทั้งจากการสำนึกได้ของประโยชน์ของรถไฟเองหรือเพราะการตามกระแสความนิยมของโลกก็ตาม ไม่ว่าจะอย่างไรการจะสร้างการขนส่งระบบรางขึ้นใหม่ก็ไม่พ้นการหยิบยืมแนวคิดพื้นฐานแนวทางที่คนรุ่นเก่าทำไว้ เช่นการใช้แนวทางบัวใหญ่-นครพนม เป็นพื้นฐานในการสำรวจออกแบบเส้นทางสาย บ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม การเตรียมสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของก็ไม่พ้นแนวคิดเก่าเมื่อปี 2430 แม้กระทั่งรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่วิ่งไปบางใหญ่นั้น จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าในอดีตเคยมีรถไฟสายบางบัวทองมาแล้ว โดยมีจุดเริ่มต้นทางจากแถววัดลิงขบ ไปสุดปลายทางแถววัดละหาน จ.ปทุมธานี จวบจนปัจจุบันก็ต้องสร้างระบบขนส่งมวลชนไปชานเมืองแถบบางบัวทองซ้ำรอยอดีต เชื่อหัวไอ้เรืองคนหัวโบราณมั้ย

               ที่จริงแล้วเรื่องทำเลที่ตั้งไม่มีปัจจุบันไม่มีโบราณจะมาอ้างว่าทฤษฎีเก่าแล้วใช้ไม่ได้นั้นใช้ไม่ได้สำหรับเรื่องนี้ ทำเลที่ตั้งมีธรรมชาติ ลักษณะเฉพาะตัว ร้อยปีที่แล้วเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็เป็นอย่างนั้น เมืองเชียงของ เชียงแสนก็ยังเป็นเมืองชายแดนอยู่อย่างนั้น เกริ่นมาซะนาน ที่จริงแล้วอยากให้มีการปัดฝุ่นโครงการ หนองปลาดุก-บ้านภาชี การที่ปัจจุบันหยุดหัวรถจักรไว้ที่มาลัยแมนย่อมไม่มีประโยชน์มากกว่า หยุดหัวใจไว้ที่เธอ  ช่วยกันต่อให้ถึงอยุธยาหน่อยเถอะ แล้วเชื่อเถอะ ทางรถไฟสาย อยุธยา-สุพรรณบุรี นี้จะเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบขนส่งทางรางของไทยต่อไป ช่วยเจียดเงินที่จะสร้างรถไฟรางคู่ที่ค่าก่อสร้างเฉลี่ยกิโลเมตรละ 140 ล้านบาทมาสร้างทางสายนี้เถอะ ไหนๆ ก็ซ่อมรางหนองปลาดุก-สุพรรณด้วยราคาที่ประมาณ กิโลเมตรละ 14 ล้านบาทไปแล้ว จะได้ใช้ทางที่ซ่อมให้คุ้มค่ากว่าไว้วิ่งรถวันละสองขบวน อีกอย่าง ถ้ามองให้ดีทางรถไฟสายสุพรรณ-อยุธยานี้จะเป็นเขื่อนและแก้มลิงช่วยป้องกันน้ำท่วม อยุธยา ปทุมธานี นครปฐม ได้ด้วยนะครับ

ถ้าออกแบบให้ดี

วงแหวนระบบรางขั้นที่ ๒ : คุ้มค่ากว่าเงินที่ถูกโกง

              ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ระบบรางทางรถไฟไทยถูกทำลายจากไฟสงคราม   สะพานพระราม ๖ ซึ่งเป็นสะพานที่ใช้เชื่อมต่อรถไฟสายเหนือกับสายใต้ได้ถูกทำลายลงจากการทิ้งระเบิด ช่องทางส่งกำลังบำรุงของกองทัพญี่ปุ่นในสมัยสงครามระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีจึงถูกตัดขาดลงไปด้วย ด้วยเหตุนี้จึงน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งของการสร้างทางรถไฟสายสุพรรณบุรี ที่เริ่มสำรวจเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ปีเดียวกับที่ซ่อมสะพานพระราม ๖ สำเร็จ  แนวเส้นทางสายนี้เริ่มจากทางรถไฟสายใต้ที่ชุมทางหนองปลาดุก จังหวัดราชบุรี ขึ้นเหนือไปสิ้นสุดที่ใกล้วัดป่าเลไลย์ อ.เมืองสุพรรณบุรี และมีโครงการสร้างต่อไปเชื่อมทางรถไฟสายเหนือที่ ป่าหวาย จังหวัดลพบุรี

                ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ถึงกับมีพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในท้องที่ อ.เมืองสุพรรณบุรี อ.ศรีประจันต์ อ.สามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี อ.วิเศษไชยชาญ อ.เมืองอ่างทอง อ.ไชโย อ.โพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง อ.เมืองลพบุรี อ.ท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี อ.พรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อรองรับทางรถไฟสายสุพรรณ-ป่าหวาย(ตามราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๗๒ ตอน ๔๕ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๘) อันสอดคล้องกับที่ได้เคยเขียนไว้ใน “วงแหวนระบบรางขั้นที่ ๑” ที่ให้ความเห็นว่าควรเชื่อมต่อระบบรางจากจังหวัดสุพรรณบุรีกับพระนครศรีอยุธยา

               ทางด้านใต้ มีทางรถไฟ ๒ สายทางที่น่าได้รับการพัฒนาและเยียวยาอย่างเร่งด่วน ทางนั้นได้แก่  ทางรถไฟสายธนบุรี-นครปฐม-ราชบุรี-เพชรบุรี และสายทางวงเวียนใหญ่-มหาชัย(ระยะทาง ๓๑ กม.) และเส้นทางสายบ้านแหลม-แม่กลอง(ระยะทาง ๓๔ กม.)   ถ้ามีการเชื่อมต่อระหว่างมหาชัยกับบ้านแหลมโดยสร้างสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน และสร้างรางใหม่จากแม่กลองข้ามแม่น้ำแม่กลองเชื่อมทางรถไฟสายใต้ระหว่างราชบุรีกับเพชรบุรีอาจเป็นที่แยกวังมะนาวหรือสถานีปากท่อ ด้านต้นทางก็เชื่อมสถานีหัวลำโพงกับสถานีวงเวียนใหญ่มาตามแนวคลองผดุงกรุงเกษมแล้วข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากคลองสาน จากนั้นใช้แนวเส้นทางเดิมคือถนนเจริญรัถถึงสถานีวงเวียนใหญ่ สิ่งที่ได้จากที่กล่าวไว้ข้างต้นคือเส้นทางระบบรางที่เป็นวงกลม ซึ่งจะขอเรียกว่า “วงแหวนระบบรางขั้นที่ ๒” ถ้าวนขวาก็จากหัวลำโพง-วงเวียนใหญ่-มหาชัย-บ้านแหลม-แม่กลอง-ปากท่อ-ราชบุรี-หนองปลาดุก-นครปฐม-ตลิ่งชัน-บางซื่อ-หัวลำโพง วงแหวนวงนี้นอกจากจะช่วยแบ่งเบาภาระทางถนน(ของเส้นทางพระรามสองที่ปัจจุบันในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ รถจะติดมากแถวๆแยกคลองโคนถึงกทม.)แล้ว ยังช่วยย่นระยะทางรถไฟสายใต้ได้หลายสิบกิโลเมตร

               ส่วนค่าก่อสร้างเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าคงไม่แพงเพราะมีแนวเส้นทางเดิมอยู่บ้างแล้ว แต่ก็ไม่น่าถูกเพราะต้องข้ามแม่น้ำใหญ่ถึงสามสาย และน่าทำเพราะคิดว่าไม่ว่าจะถูกจะแพงอย่างไรเสียคงไม่เกิน ๕ แสนล้านที่รัฐไทยเคยเสียไปกับการโกง “จำนำข้าว” ที่มีคนได้ประโยชน์ไม่กี่ครอบครัว ถ้ารัฐไทยจะลงทุนอีกสักครั้งกับ “วงแหวนระบบรางขั้นที่ ๒” นี้ ประโยชน์จะตกกับคนหลายร้อยพันหมื่นครัวเรือน

คุ้มไม่ใช่หรือกับเงินแค่ไม่ถึงที่เคยถูกโกง   

railwayที่มา : http://www.railway.co.th/intranet/srt/civil/wwwroot/rail_map.html

ทางรถไฟสายดาวตก : รถไฟไอพิษ

ดาวตก๑

ไม่เขียนถึงคงไม่ได้แล้วสำหรับวรรณกรรมท่องเที่ยวเล่มล่าของ  ทรงกลด  บางยี่ขัน  ด้วยปกหน้ารูปรถไฟสีเขียวที่ถ้าคาดไม่ผิดคงเป็นฝีมือ  เอจิ  มิโตะโอะกะ  แสดงเด่นอยู่ถ้วนทั่วร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป  กับการเดินทางทั่วเกาะคิวชู  ด้วยขบวนรถไฟที่ทำให้หัวใจเต้นแรง  จั่วหัวไว้ซะอย่างงั้น  คนหัวใจเต้นโรยแรงจะไม่เขียนถึงได้ไง

แต่ก่อนอื่นใดขอย้อนวัยซักกะนิด  ขอเปิดเพลง  “มนต์ไทรโยค”  ประกอบจังหวะ

“วาว วาว  เสียงรถไฟวิ่งไป ฤทัยครื้นเครง เรามันคนกันเองไม่ต้องเกรงใจใคร”

ทางรถไฟสายดาวตก เป็นหนังสือเชิญชวนจนอาจเข้าข่าย  โฆษณาชวนให้เชื่อให้ท่องเที่ยวทางรถไฟทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่นในภาค(เกาะ)คิวชู  ลักษณะพิเศษของเรื่องอยู่ที่  ความพิเศษของแต่ละขบวนรถไฟท่องเที่ยวเหล่านั้น  ที่นักออกแบบรถไฟนามอุโฆษ  “เอจิ  มิโตะโอะกะ”  บรรจงออกแบบไว้อย่างพิถีพิถัน  ใส่ใจทุกรายละเอียด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้พยายามทวงคืนสิ่งที่ความเจริญทางวัตถุได้ทำลายไปให้กลับคืนมา  สำหรับ  เอจิ  มิโตะโอะกะแล้ว  ความรีบเร่งมาพร้อมความเจริญ  ควบรวมไว้ด้วยความเหินห่างระหว่างบุคคลในครอบครัว    จึงตั้งใจใส่ความช้าไว้ในรถไฟที่เขาออกแบบ  เพื่อบ่มเพาะความรักให้ก่อเกิด  ความรักเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาคือความเชื่องช้าบ่มเพาะ  ถ้าบรรยากาศบนรถไฟเร็วเกินกว่าจะสบตาทัน  แล้วจะรักกันได้ยังไง

นั่นเป็นตัวอย่างสาระในเล่ม  ที่คนไม่ชอบภาษาญี่ปุ่นที่มักมี  งึ  งึ  งะ  งะ  บึ๊  บ๊ะ๊  โตะ  เอะ  เบะ  ตะ  อ่านสะกดยากพอกับภาษาจีน  อ่านแล้วพลอยให้  งึก  งึก  งัก  งัก  จังซี้มันต้องถอนตามไปด้วย  ถึงกระนั้นก็เพียรอ่านจนจบแบบซื้ออ่านไม่ได้แอบอ่านแบบ  “wish us luck  ขอให้เราโชคดี ”  มีทั้งได้และเสียหลังการอ่าน

ที่คิดว่าได้คือหนังสือเล่มนี้ได้ผู้อยู่ในแวดวงการออกแบบ  เขียนบรรยายแนวคิดการออกแบบของนักออกแบบระดับปรมาจารย์  ได้ซึมซับรับรู้ด้านการออกแบบจากการอ่านแบบไม่รู้ตัว(ว่าได้เรียนรู้)  ไม่นับเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ กับวิธีคิดออกแบบเพื่อสาธารณะ  ที่ว่า  “นักออกแบบควรทำงานในลักษณะที่เป็นผู้รับใช้สาธารณะ”  หรือ  “การสร้างความทรงจำที่ดีให้เด็ก ๆ เป็นหน้าที่ของผม”  นั้นเป็นคำสอนระหว่างบรรทัดที่ได้จากการเรียนนอกหลักสูตรจากหนังสือเล่มนี้  เพราะการใส่ใจกัน  สังคมจึงดีงาม  กล่าวเช่นนี้ไม่น่าผิด  เพราะผู้ใหญ่ใส่ใจเด็ก  ปลูกฝังให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี  ก็เพราะมี  ความทรงจำในอดีต(วัยเด็ก)ที่ดี  เมื่อเป็นผู้ใหญ่ที่ดีแล้วจะรับใช้สาธารณะ  ที่ญี่ปุ่นอบรมสั่งสอนกันอย่างนี้  ไม่ใช่แค่ในห้องเรียนแต่โดยถ้วนทั่วทุกสิ่งแวดล้อมไม่เว้นแม้บนรถไฟ  ล้วนสอนสั่งบ่มเพาะให้ญี่ปุ่นเจริญทางวัตถุอย่างมาก  จึงไม่แปลกที่เมื่อญี่ปุ่นประสบภัย  สึนามิ  ครั้งล่าสุดเสียหายอย่างหนัก  จึงมี คนญี่ปุ่นสมัคร  ตาย  เพื่อกู้เตาปฏิกรณ์ปรมณู

ส่วนที่คิดว่าเสียสำหรับหนังสือเล่มนี้อาจเกิดเพราะการถ่ายบาปจากภาคแรก  อันได้แก่  “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  ที่เป็นวรรณกรรมท่องเที่ยวที่อ่านสนุกแต่ไม่มีรูป  มาภาคต่อเรื่อง ทางรถไฟสายดาวตก  จึงเต็มไปด้วยรูป  แทบจะทุกหน้า  ไม่ใช่ว่ารูปไม่สวยแต่จะดีมากหากพิมพ์ด้วยหมึกที่ถนอมจมููก  แม้จะไม่ใช้กระดาษที่ถนอมสายตาก็ตามทีเถอะ  แนะนำให้”ไม่”ซื้ออ่านโดยพลัน  ควรรอให้กลิ่นสีคลายจางอยู่คู่ร้านหนังสือชั้นนำไปก่อนแล้วจึงหยิบฉวยหาไว้เป็นเจ้าของ  ถ้าอดไม่ไหวอย่างผมที่เจอรูปรถไฟเป็นต้องควักกระเป๋าจ่ายตังค์ซื้อแล้ว  ก็ควรอ่านวันละบทพอครับ 

ไม่เช่นนั้นแล้วท่านอาจพบกับประสบการใหม่ของรถไฟพ่นไอพิษเล่มนี้  อาจต้องเสียเงินรักษาปอดจนไม่พอจ่ายค่าตั๋ว  รถไฟสายเจ็ดดาว ก็เป็นได้

วิจารณ์กันด้วยฤทัยครื้นเครง  แบบไม่เกรงใจใครกันหล่ะครับ

ดาวตก๒

ข้อมูลหนังสือ

ชื่อหนังสือ          ทางรถไฟสายดาวตก

ผู้เขียน                ทรงกลด  บางยี่ขัน

ปีพิมพ์                 พิมพ์ครั้งที่ 2  มีนาคม 2557

สำนักพิมพ์          a book

ราคา                    245        บาท

จำนวนหน้า         272        หน้า

 

 

พระราชประวัติ สมเด็จพระญาณสังวร

พระราชประวัติ

สมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังฆปรินายก

 

               ขอนอบน้อมแด่พระพุทธ  พระธรรม และเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร(สุวฑฒนมหาเถร  เจริญ  คชวัตร)

IMG_3992m

               วันที่  ๓  ตุลาคม  ๒๕๕๖  เป็นวันที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังปรินายก  ทรงเจริญพระชันษา  ๑๐๐  ปี  วันอันเป็นมงคลเช่นนี้  คณะ “ทุน ๒๑  เมษายน”  ได้จัดพิมพ์พระราชประวัติเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช  แจกแก่ผู้มีจิศรัทธาร่วมบุญร่วมกุศลทอดผ้าป่าสามัคคีร่วมสร้างเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลจุฬาฯ  เนื้อหาในหนังสือที่ผ่านการแก้ไขเพิ่มเติมจากการพิมพ์ครั้งก่อนหน้านี้ครบถ้วน  พร้อมเพิ่มภาพประกอบมากขึ้น  พระราชจริยาวัตรและพระกรณียกิจทั้งปวงของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ  ควรแก่การยึดถือเป็นแบบอย่าง 

               “แม้ว่าเจ้าพระคุณสมเด็จฯ จะทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ในสมณเพศมาโดยตลอด  แต่ความเป็นไปในพระชนม์ชีพของพระองค์สามารถยึดถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตที่ดีได้สำหรับทุกคน  ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์  เพราะแก่นแท้ของชีวิตหรือว่าส่วนที่เป็นความดีของชีวิตที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่างในการสร้างความดีให้กับตนเองและสังคมนั้น  ก็คือ  คุณธรรม  และคุณธรรมนั้น  ไม่ว่าจะเป็นคุณธรรมของบรรพชิตหรือคุณธรรมของคฤหัสถ์  ก็คือคุณธรรมอันเดียวกัน  เช่น  เมตตา  กรุณา  ไม่ว่าจะเป็นเมตตา  กรุณา  ที่มีอยู่จิตใจพระหรือมีอยู่ในจิตใจชาวบ้าน  ก็เป็นเมตตา  กรุณาอันเดียวกัน”

               วรรคบนเป็นส่วนหนึ่งที่หยิบยกมาให้อ่านกัน  คงต้องขอประทานกราบทูลยืมคำ  “เล่มนี้เขาเขียนดี  น่าอ่าน”  มาใช้สำหรับหนังสืออันทรงคุณค่าเล่มนี้ แทบไม่น่าเชื่อว่าบุคคลผู้บวชแก้บนในวัยเด็กจะมีเหตุปัจจัยให้เติบใหญ่ในทางธรรมทั้ง  “คันถธุระ”อันได้แความรอบรู้พระคัมภีร์คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  และ “วิปัสสนาธุระ”  อันเป็นการอบรมจิตใจให้รู้แจ้ในธรรมและกำจัดกิเลส กระทั่งทรงดำรงสมณศักดิ์ในฐานะประมุขแห่งสงฆ์  จนชาวพุทธทั่วโลกแซ่ซ้องถวายตำแหน่ง  “ผู้นำสูงสุดแห่งโลกพระพุทธศาสนา”  คงเป็น ปุพเพกตปุญตา  การสั่งสมบุญในอดีตจึงเป็นเหตุปัจจัยให้เป็นเช่นนั้นเอง  เราชาวพุทธผู้มีบุญได้พบพระพุทธศาสนาควรทำกุศลให้ถึงพร้อมจากการศึกษาผู้เป็นต้นแบบที่ดีเช่นนี้

               คงไม่อาจกล่าวอะไรมากไปกว่านี้ สำหรับเนื้อหาสาระดี ๆ ตลอดจนเกร็ดเล็ก  เกร็ดน้อย ในเล่ม  ผู้มีใจใฝ่ศึกษาธรรมคงต้อง  รู้ได้เฉพาะตน  จากการอ่าเองเท่านั้น  แล้วคงต้องกล่าวว่า บุคคลนี้ท่านดีจริงและจนจริง  น่าเลียนแบบ

               “เป็นพระต้องจน”  นะจ๊ะตุ๊เจ้า  นี่เป็นคำสอนฯ


ข้อมูลหนังสือ

ชื่อหนังสือ          พระราชประวัติ  สมเด็จพระญาณสังวร 

                              สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังฆปรินายก

ผู้เขียน                  ทุน  ๒๑  เมษายน

ปีพิมพ์                 พิมพ์ครั้งที่ ๓  กรกฎาคม  ๒๕๕๖

สำนักพิมพ์          ธรรมดา

ราคา                     ๐             บาท (บริจาค)

จำนวนหน้า         ๑๕๖       หน้า

 

ดาวหางเหนือทางรถไฟ : ทางรถไฟสายหลายแง่งาม

         ดาวหาง๑
         เท่าที่รู้ในภาคภาษาไทยมีผู้เขียนเรื่องเกี่ยวกับเส้นทางรถไฟสาย  ทรานส์ไซบีเรีย  ในแง่มุมการท่องเที่ยวอยู่สามเล่ม  ผลิตในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันอันจัดว่าร่วมสมัยกัน  หนึ่งในนั้นเป็นแรงบันดาลใจของอีกหนึ่งที่ฉันเคยเขียนถึง  ฉันกำลังจะเขียนถึงต้นเรื่องแรงบันดาลใจของ “ขอให้เราโชคดี  (wish us luck)” ของ  แวววรรณ  หงษ์วิวัฒน์    “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  โดย  ทรงกลด  บางยี่ขัน  เป็นแรงบันดาลใจให้  “ขอให้เราโชคดี”  ถือกำเนิดขึ้นบนพื้นบรรณภพ  หากนำสถานะภาพทางเพศมาร่วมวิเคราะห์เจาะลึกก็คงบอกได้ว่า  ดาวหางเหนือทางรถไฟก็คือบิดาของ  ขอให้เราโชคดี  เขียนเรื่องของลูกไปแล้วคราวนี้คงเป็นทีของพ่อบ้าง
          ถึงแม้ว่าฉันจะมีเหตุให้ต้องเดินทางข้ามคลองบางยี่ขันอยู่บ่อย ๆ  ก็ไม่เป็นเหตุให้ต้องไปข้องเกี่ยวกับชายตาตี่(ที่ไม่รู้ว่าหนุ่มน้อยหรือหนุ่มมาก)ที่ชื่อ  ทรงกลด  บ่องตงเลยว่าไม่รู้จัก  แต่ด้วยความชอบรถไฟและเรื่องเกี่ยวกับรถไฟเป็นเหตุให้ต้องมาข้องแวะกับทั้ง  “ขอให้เราโชคดี”  ลูกสาว  และ  “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  ผู้พ่อ  และยังไม่นับอีกหนึ่งเล่มที่จับตาอ่านอยู่ที่เป็นของตากล้องคู่บารมีพิธีกรอารมณ์ดี  เรย์  แมคโดแนลด์  อย่างที่บอกไว้แต่ต้น  ทั้งสามล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางบนเส้นทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียทั้งสิ้น  เพียงแต่เล่มสามไม่อาจกล่าวถึงตอนนี้ได้เพราะยังย่อยไม่หมด
         ต้นทางที่ต่างกันของหนังสือสองเล่ม  “ขอให้เราโชคดี”  มีปลายทางที่บ้านเกิดของผู้เขียนอันได้แก่ประเทศไทยโดยมีต้นทางที่เมืองหลวงแห่งสหราชอาณาจักรที่รู้จักมักคุ้นกันในนามประเทศ  อังกฤษ  ส่วน  “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  นั้นผู้เขียนตั้งเป้าไว้ว่าเป็นการเดินทางโดยรถไฟสาย  ทรานส์ไซบีเรีย  ปลายทางก็คือด้านปลายของเส้นทางรถไฟที่เมืองมอสโคว์ประเทศรัสเซีย  โดยมีจุดเริ่มต้นเดินทางที่ประเทศไทย  ทั้งสองผู้เขียนของสองเล่มหนังสือที่ถูกฉันจัดให้เป็นญาติสนิททางวรรณกรรมนี้เดินทางสวนกัน  คนหนึ่งไปต่างประเทศ  คู่หนึ่งกลับเมืองไทย  แม้จะต่างทิศทางการเดินทางแต่ดูเหมือนมีอะไรที่คล้ายกัน  เที่ยวเมืองเดียวกัน  ทะเลเดียวกัย  บนรถไฟสายเดียวกัน  ต่างกันตรงมุมมอง  ทัศนะที่มีต่อเหตุต่าง ๆ  ที่พานพบ  และที่ไม่ต่างกันนักคือต่างตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกันในต่างแดน  คู่หนึ่งถูกหลอกเรื่องที่พักในอูลันบาตอร์  ขณะที่อีกคนหนึ่งถูกฉกของสำคัญสองครั้งในสองเมืองใหญ่
          “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  ถูกจัดให้เป็นวรรณกรรมเดินทาง  ข้อมูลที่จำเป็นประกอบการเดินทางในหนังสือเล่มนี้คงมีบ้างแต่อยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ  ดังนั้นหากจะใช้ดาวหางต่างดาวเหนือเพื่อช่วยส่องทางอย่างนักเดินเรือ เดินป่า คงพึ่งพาอาศัยได้อย่างยาก  ถ้าต้องการเช่นนั้นควรหยิบจับ  คู่มือท่องเที่ยว (guide book)  ประเภท lonely planet หรือ poorly planet  จะเหมาะกว่า  แต่หากต้องการอรรถรสทางวรรณกรรม  “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  มีให้อย่างเปี่ยมล้น  บอกได้เลยว่า  ทรงกลด  เล่นกับคำได้อย่างกับ  คนกำกับละครลิง  ที่สามารถฝึกลิงที่ลุกลี้ลุกล้นจนเชื่องจนให้เล่นละครตามท้องเรื่องได้  ประมาณว่าทำได้ไง  คิดได้ไง  กับคำง่าย ๆ  บางคำที่แค่สลับตำแหน่งก็เขียนได้เป็นคุ้งเป็นแคว  บางประโยค  บางวลี  แฝงเร้นไว้ด้วยนัยแห่ง  “สองแง่สองง่าม”  แต่ในเชิงงดงามไม่ใช่แนวอีโรติกแบบลำตัด  หวังเต๊ะ-แม่ประยูร  อักขระที่ทรงกลดบรรจงเรียงแถวเป็นแนวบรรทัดจัดเป็นวรรค  เป็นย่อหน้า  เป็นหน้า  เป็นเล่ม  จึงเต็มไปด้วยหลายแง่งาม  งามทั้งแง่คิด  และงามภูมิประเทศ  สมควรแล้วที่ถูกจัดเป็นวรรณกรรม  และไม่น่าแปลกใจเลยกับการพิมพ์ครั้งที่เจ็ด  จึงเป็นการสมควรแล้วที่ผู้ชื่นชอบการเดินทาง  ผู้ชอบวรรณกรรม  หรือผู้หลงใหลเสน่ห์ของรถไฟจะเสาะแสวงหามาอ่าน  โดยเฉพาะแฟนคลับของทรงกลดต้องไม่พลาด
          ไม่แน่ว่าการอ่าน  “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  บนรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียของคุณ  อาจสร้างแรงบันดาลใจให้เกิด  “ดาวหางเหนือทางด่วนไทย”  ที่แนะนำกิจกรรมอันพึงกระทำยามต้องติดอยู่บนทางด่วนไทย  หรืออาจมี  “ดาวไถเหนือทางหลวงไทย”  ที่ว่าด้วยกิจกรรมของผู้ใด  คงต้องสร้างจินตนาการตามใจบันดาลกันเองตามแต่คุณ ๆ  ท่าน ๆ ชอบ
ดาวหาง๒

ข้อมูลหนังสือ

ชื่อหนังสือ     ดาวหางเหนือทางรถไฟ

ชื่อผู้เขียน      ทรงกลด  บางยี่ขัน

ปีที่พิมพ์         กันยายน  ๒๕๕๕  (ครั้งที่ ๗)

สำนักพิมพ์     อะบุ๊ก

จำนวนหน้า    ๔๔๕    หน้า

ราคา               ๒๕๕   บาท

ทดสอบรัก

//

Wish us luck : ขอให้เราโชคดี

Wish us luck

ฉันยังคงจำคำ See another place once a year   ที่อาจารย์ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นเรียนได้เสมอ  หากแต่ปฏิบัติได้บ้างไม่ได้บ้าง  (ส่วนใหญ่จะไม่ได้ด้วยข้ออ้างต่าง ๆ นานา)  แต่กับขอให้เราโชคดี  ชื่อไทยของ  wish us luck  โดยแฝดแวววรรณ หงษ์วิวัฒน์  เป็นยิ่งกว่า another place  เพราะเธอเดินทางไปหลายที่หลาย place เหลือเกิน

ขอให้เราโชคดีเป็นหนังสือบันทึกเดินทางกลับบ้านของสองแฝดสาวที่เป็นทั้งพี่-น้องและเพื่อนร่วมเดินทางกลับบ้านจากลอนดอนโดยเส้นทางรถไฟสู่ประเทศไทย  วรรณแววคือเพื่อนร่วมทางของเธอมาตั้งแต่เกิดรวมทั้งการเดินทางครั้งนี้ด้วย  จากประเทศสู่ประเทศ  จากอังกฤษสู่ฝรั่งเศส  เยอรมัน  รัสเซีย  มองโกเลีย จีน เวียดนาม ลาว  กลับสู่ไทย

เมื่อแรกเรื่องผู้อ่านอาจจะงงกับบทสนทนาในเนื้อหาอยู่บ้างเพราะเดี๋ยวก็พี่แววว่างั้นและพี่วรรณว่างี้โดยที่จริง ๆ  แล้วผู้อ่านไม่รู้ว่าใครคือพี่ใครคือน้อง  แต่อ่านไปซักหน่อยก็จะเริ่มชินกันสำนวนเขียนของพี่แวว  ที่ประกาศตนไว้ตอนท้ายเล่มว่าเป็นเด็กเจนเนอเรชั่นวายที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่น่าจะมีคุณสมบัติทำไรได้ตามที่เขียนไว้แต่กลับทำสิ่งที่น่าประหลาดใจได้ทั้งการเดินทางและการเขียน

เส้นทางการเดินทางของเธอทั้งสองผ่านหนาวผ่านร้อนมากมาย  ทั้งหนาวกายทั้งร้อนใจ  ประสบการณ์อ้อมที่ได้จากพี่แววผ่านตัวหนังสือที่เธอบรรจงรวบรวมเรียบเรียงบางบทตอนชวนตื่นเต้นไปกับนางเอกของเรื่องที่ประสบไม่ว่าจะเป็นชายแปลกหน้าที่ต้องนั่งๆนอนๆในตู้รถไฟเดียวกันหลายวันหลายคืนจนนางเอกของเราต้องผจญบุรุษภัย  ช่วงเปลี่ยวเหงาที่ไม่เข้าใจตนเองว่าทำไมต้องเดินทางไกลให้ต้องลำบากตนเองและพวกพ้องอันได้แก่พี่-น้อง-เพื่อนตัวเอง  ความลวงของโลกอินเตอร์เน็ตที่ผู้ใช้มักคิดว่าให้ประโยชน์แต่หลงลืมโทษของมันไปด้วยเช่นกัน  ข้อมูลสำคัญของเมืองที่แวะผ่านแวะเที่ยวไว้มีไว้อย่างละเอียดให้ความรู้ได้เป็นอย่างดีสำหรับหนังสือนำเที่ยวเล่มนี้ 

สามสิบวันของการเดินทาง  บวกกับสามปีของการทิ้งร้างความทรงจำ  กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖จึงได้ฤกษ์งามยามเหมาะสมของการคลอดหนังสือท่องเที่ยวที่อัดแน่นด้วยความรู้รอบของผู้เขียนที่ค้นมาเรียงร้อยเป็นถ้อยคำแม้จะเป็นคำของสาววัยเบญจเพสที่สำนวนอาจจะฟังยากซักนิด (สำหรับชายผู้มีหลักกิโลชีวิตเข้าใกล้ดอนเมืองเข้าไปทุกที่  เช่น  ฉัน) แต่เป็นภาษาที่ก็ให้ความรู้สึกที่ง่าย ๆจริงใจและเป็นกันเองกับผู้อ่าน ทำให้เรา ๆ ท่าน ๆ อ่านกันได้อย่างเพลิน ๆ    นอกเหนือไปจากความอุดมไปด้วยความรู้สึกของเด็กเจนวายที่มักมีอะไร ๆให้ค้นในตัวเธอ 

ไม่ถึงสามสิบวันแต่ก็ใกล้เคียงที่ฉันขโมยอ่านงานของเธอตามร้านหนังสือ หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันไป  ใช่ว่าจะมีนิสัยดั้งเดิมเช่นนั้นก็หาไม่  ตัดสินใจอยู่ว่าจะซื้อไปเป็นสมบัติส่วนตัวที่บ้านดีหรือไม่  หากแต่เมื่ออ่านงานเธอได้สักพักวันละบทสองบท  มารู้ตัวอีกทีก็อ่านจบไปครึ่งเล่มแล้ว  อ่านเพลินหรือไม่ก็ต้องลองเก็บไปพิจารณากัน ไม่แนะนำให้ท่านไปเพลิน  เช่นฉันทำตามร้านหนังสือเกือบตลอดเดือนมานี้นะครับ  แนะนำว่าให้หามาครอบครองเป็นสมบัติส่วนตัวซะแล้วเข้าไปทำความรู้จักกันเธอผู้เขียนผู้เป็นนางเอกของเรื่อง  สนุกตื่นเต้น  บันเทิงใจ  จนบ้างครั้งอาจจะท้อใจไปกับเธอได้ในเล่มครับ 

การเดินทางในบางครั้งก็ไม่ต้องก้าวเท้า  และ  “ชีวิตว่าง ๆ  อาจสอนให้รู้ถึงความหมายของการใช้ชีวิต”  ส่วนเสี้ยวหนึ่งของความคิดแวววรรณว่าไว้งั้น

 

ข้อมูลหนังสือ :

Exif_JPEG_422

วงแหวนระบบรางขั้นที่ ๑

เป็นที่คาดหมายกันว่าในอนาคตประเทศไทยคงจะต้องมีรถไฟความเร็วสูงเป็นแน่  จากการกู้เงินประมาณสองล้านล้านบาทมาสร้าง  เหตุผลในการทำโครงการนี้นั้นหรือ  ง่าย ๆ  แค่เพียงเพิ่มศักยภาพในการขนส่งโดยมุ่งเน้นระบบราง  อันจะเป็นการลดต้นทุนโลจิสติก  ให้แข่งขันกับประเทศต่าง ๆ  ทั่วโลกได้  ประมาณว่าถ้าไม่มีระบบการขนส่งที่รวดเร็วอย่างเช่นรถไฟความเร็วสูงนี้แล้วประเทศไทยคงผลิตสินค้าสู้ชาว(ต่าง)บ้านไม่ได้

ในฐานะผู้เสียภาษีอันจะต้องมีส่วนต้องแบกรับหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า  ก็ขอแสดงความเห็นเล็ก ๆ  ไว้เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง  ขอเริ่มจากแนวคิดการตั้งถิ่นฐานเสียก่อน  เป็นที่ทราบกันดีสำหรับรูปแบบการตั้งถิ่นฐานหรือการเจริญเติบโตของเมืองในไทยจะมีรูปแบบกระจายตัวไปตามเส้นทางคมนาคม  ไล่มาตั้งแต่สมัยใช้คมนาคมทางน้ำผู้คนมักตั้งบ้านเรือนริมน้ำเพื่อสะดวกต่อการดำรงชีพ  เรื่อยมาจนเป็นถนนก็เปลี่ยนแปลงการตั้งถิ่นฐานไปเป็นอยู่ติดถนนแทน  ดังนั้นหากต้องการขยายเมืองหรือ กระจายความเจริญไปในทางใดก็สามารถใช้เส้นทางคมนาคมเป็นตัวกำหนดทิศทางได้

กลับมาที่เรื่องรถไฟความเร็วสูงที่มักมีผู้เรียกเพี้ยนเสียงเป็นรถไฟความเลวสูงว่าทำไมจึงมีระยะทางสั้น ๆ  แค่ กรุงเทพถึงหัวหิน  กรุงเทพถึงนครราชสีมา  และกรุงเทพถึงพิษณุโลก   ต้องเข้าใจก่อนว่าความเร็วสูงจะมีประโยชน์ต่อเมื่อระยะทางยาว ๆ  เช่นกรุงเทพถึงหนองคาย  หรือลงใต้ไปถึงปาดังเบซาร์  ดังนั้นโครงการที่จะขอใช้เงินหลายล้านล้านบาทน่าจะให้ประโยชน์ได้น้อยเมื่อเทียบกับการปรับปรุงและเพิ่มเส้นทางรถไฟที่มีอยู่แค่เดิม

หากเอาแผนที่มากางดูแนวทางรถไฟจะพบว่า  ภาคกลางจากอยุธยาลงมากรุงเทพแล้วมุ่งไปทางทิศตะวันตกไปทางนครปฐมจากนั้นขึ้นเหนือไปสู่สุพรรณบุรีนั้นมีเส้นทางรถไฟอยู่แต่เดิมแล้ว  และที่สุพรรณบุรีอยู่ในทิศเหนือในระดับ(เส้นรุ้ง)เดียวหรือใกล้เคียงกับอยุธยา  ดังนั้นหากเจียดเงินเล็ก ๆน้อย ๆ  สร้างทางรถไฟสายใหม่จากอยุธยาไปสุพรรณบุรี  เราอันหมายถึงประเทศไทยก็จะมีวงแหวนระบบราง(รถไฟ)เส้นแรก   ครอบคลุมพื้นที่มากกว่าวงแหวนอุตสาหกรรมสาย  9 ประมาณ 4 เท่ากว่าๆ  และมีค่าดัชนีความกลมใกล้ 1  อันหมายถึงแต่ละบริเวณในพื้นที่วงแหวนระบบรางนี้มีความสามารถเข้าถึงระบบรางพอ ๆ กัน

ถ้าเราอันหมายถึงการรถไฟหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นใดที่อาจเกิดขึ้นพัฒนาวงแหวนระบบรางนี้ให้ดีมีประสิทธิภาพก็จะสามารถ  ขนนักศึกษาจากสุพรรณมาเรียนที่  ม.กรุงเทพ  ม.รังสิต  หรือ ม.ธรรมศาสตร์รังสิต ในตอนเช้าและส่งกลับสุพรรณในตอนเย็น  นอกจากนี้อาจารย์ม.ศิลปากรทับแก้วที่ย้ายบ้านหนีความจอแจของเมืองหลวงไปอยู่ทีผักไห่ก็อาศัยขบวนรถไฟสายนี้ไปสอนหนังสือได้ทันในตอนเช้าแล้วกลับบ้านพร้อมลูกที่เรียนที่ม.มหิดลศาลายาบนรถไฟขบวนเดียวกัน  ลุงมีก็สามารถจับปลาม้าจากบางปลาม้าโยนใส่รถไฟเข้ามาให้คนเมืองได้กินปลายสด ๆ กันทุก ๆ วัน  ป้าแม้นก็เร่งรดน้ำผักอยู่ที่บางซ้ายรอวันเก็บส่งขึ้นรถไฟ  ครูสมศรีก็เลิกส่งขนมเปี๊ยมากับรถตู้หันมาตั้งเคาน์เตอร์ขายผลิตภัณฑ์ทุกสถานีที่รถไฟแล่นผ่าน  คอนโดในกรุงเทพราคาถูกลงเพราะไม่มีคนซื้อ  บ้านจัดสรรที่บางบาล  บางเลน  บางซ้าย  บางไทรขายดีเป็นเทน้ำเทท่า  คนเมืองแปลงสัญชาติเป็นคนชานเมือง  กรุงเทพรถจะติดน้อยลงเพราะประชากรน้อยลง  มหาลัยกีฬาแห่งชาติจะตั้งใหม่ที่สุพรรณบุรี  ฮอนด้าตั้งโรงงานประกอบรถแห่งใหม่ที่กำแพงแสน  ความเจริญกระจายไปทั่วพื้นที่วงแหวนระบบราง

train_netw(ที่มา: http://www.thaihispeedtrain.com/file/Map%20speed%20train.pdf)

เป็นที่คาดหมายกันว่าในอนาคตประเทศไทยคงจะต้องมีรถไฟความเร็วสูงเป็นแน่  แต่ขอให้มีหลังวงแหวนระบบรางขั้นที่ 1 นี้เทอญ  เจ้าประคูณณณ…

ซุ้มมือปืน : หนังของนักวิจารณ์

ที่สำคัญ  “มันเป็นตำรวจ”

เป็นประโยคเด็ดที่ผู้ผลิตน่าจะจงใจใส่ในหนัง  “ซุ้มมือปืน”  สะท้อนอะไรบางอย่างได้เป็นอย่างดี

Exif_JPEG_422

ผมเป็นแฟนหนังไทยสมัยก่อน(ตอนหนุุ่ม ๆ)เป็นต้องดูหนังไทยแทบจะทุกเรื่องที่เข้าฉาย  ประมาณว่าเป็นการอุดหนุนภูมิปัญญาไทย  และดูฝีมือคนไทยไปในตัว  ในยุคหลัง  สันติสุข  จินตหรา  มีผู้กำกับฝีมือดีหลายคนผลิตหนังไทยดี ๆ  ออกมาให้ชื่นชมกันหลายเรื่อง

เช่นเดียวกับ  สนานจิตต์  บางสะพาน  ผมเป็นแฟนงานเขียนเค้าในสมัยก่อน  จำไม่ได้แล้วว่าในหนังสือสัปดาห์วิจารณ์ยี่ห้อไหน  หรือจะเป็นสยามรัฐก่อนยุคชัชเข้าเทคโอเวอร์  การเป็นสมาชิกใหญ่ในชมรมวิจารณ์บันเทิง  ประกอบกับบุคลิกการวิจารณ์หนังที่ตรงไปตรงมา  จึงทำให้ติด  ตามกระทั่งผู้วิจารณ์ชาวบ้านเขาก้าวเข้ามาเป็นผู้กำกับ(ซะเอง)  ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา

ซุ้มมือปืน  ภาพยนตร์โดย  สนานจิตต์  บางสะพาน  ชื่อเรื่องที่น่าจะเดาได้ออกแล้วว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไร  บ่อน  ยา  เจ้าพ่อ  กำนัน  มือปืน  สีเขียว  สีกากี  นักการเมืองและลูก เชื่อมโยงเกี่ยวพันกันโดยมีลูกปืน  เสียงปืนและควันบุหรี่เป็นตัวเชื่อมโยงผสานให้เนื้อเรื่องชวนติดตาม  ยังมินับดาราใหญ่ที่จัดเต็มประชันบทกันอย่างไม่มีใครยอมใคร  นับตั้งแต่บทเจ้าพ่อ  อย่างนิรุตต์  ศิริจรรยา  กำนันผู้ทาบรัศมีเจ้าพ่อ  อย่างผู้กำกับ  ธนิตย์  จิตนุกูล  โดยมี  ฉัตรชัย  เปล่งพานิช  สาดกระสุนสู้กับ  ศรัณยู  วงศ์กระจ่าง  ในตำแหน่งมือปืนรับจ้างภายใต้ซุ้มเสธ พงษ์(สมภพ  เบญจาธิกุล)  มีสารวัตชาติ(สันติสุข  หรหมศิริ)คอยทำคดี  และมีเป็นดาราใหญ่ (หรือใครจะเถึยงว่าไม่จริง) อีกเช่นกันอย่าง  ตั๊ก  บงกช  คงมาลัย  เป็นมือรับออเดอร์จัดมือปืน    แค่นี้ก็น่าจะเรียกคนดูได้ตรึมแล้ว

ว่าด้วยเนื้อหา  สหายแทนไทคอมมิวนิสต์อกหัก  ผู้ออกจากป่ามายังชีพด้วยการรับจ้างฆ่ารับงานจากชบาที่หน้าฉากเป็นเจ้าของผับ  งานฆ่าลูกน้องกำนันเบิ้มผู้กำลังทาบรัศมีปล่อยของข้ามเขตเจ้าพ่อเม้งหลีเป็นจุดเริ่มเรื่อง  เช่นนี้แล้วมีหรือกำนันจะไม่เอาคืนเข้าหาคนรักเก่าเอเย่นต์ความตายเจ้าของผับจัดหาคนเก็บเจ้าพ่อ   ระหว่างรับค่าเหนือยพร้อมรับงานใหม่    ด้วยสำนึกในหน้าที่ในอดีตของสหายแทนไทจึงให้เผอิญแกว่งปืนเข้าหาลูกนักการเมืองใหญ่ที่กำลังไล่กระทืบนักดนตรีของผับที่ข้างถนน  ดับไปหลายรายไม่เว้นแม้มือปืนคุ้มกัน  ร้อนถึงเสธและสารวัตรชาติที่ต้องออกมาปกป้องผลประโยชน์ตนที่กำลังมีแนวโน้มจะคลอนแคลน  การต่อสู้ระหว่างเจ้าพ่อ  กำนัน  ทหารนอกราชการแตกแถว  คอมมิวนิสต์ตกยุค  และตำรวจในเครื่องแบบที่มีแบ็คเป็น  ผู้ใหญ่ที่ไม่ออกตัวว่าเป็นใคร  ท้ายสุดใครจะอยู่ใครจะไปเป็นเรื่องที่ต้องหาคำตอบกัน

ความไม่ธรรมดาของ  ซุ้มมือปืน  เป็นผลให้ได้รับรางวัล  ระดับ  สองสุพรรณหงส์ทองคำ ครั้งที่  ๑๕  (ประจำปี  พ.ศ.  ๒๕๔๘) จากการกำกับภาพยอดเยี่ยมและดนตรีประกอบยอดเยี่ยม  น่าเสียดายที่ในปีนั้นคู่แข่งเข้าประกวดมีหนังดี ๆ  หลายเรื่อง  เช่น  เพื่อนสนิท(บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ลำดับภาพยอดเยี่ยม)  มหาลัยเหมืองแร่ (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม  ผู้กำกับยอดเยี่ยม)  จากการเขียนบทที่ซับซ้อนสอดคล้องรื่นไหลทำให้หนังดูสนุก  ถ้าไม่มีคู่แข่งที่แข็งแกร่งแล้ว ซุ้มมือปืนน่าจะแบ่งรางวัลได้มากกว่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก  บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

เข้าใจว่าอีกหนึ่งเหตุที่ทำให้พลาดรางวัลดังกล่าวน่าจะมาจากบทสรุปสุดท้ายที่ให้  “ความสำคัญยังคงอยู่”   ดูเอาสนุกนะครับอย่าคิดมากนั่นมันแค่ความคิดผมเอง  ทุกวันนี้ก็คงจะรู้กันไปทั่วแล้วว่า  “อะไรกำลังจะมาอยู่”

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 70 other followers

%d bloggers like this: