พระราชประวัติ สมเด็จพระญาณสังวร

พระราชประวัติ

สมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังฆปรินายก

 

               ขอนอบน้อมแด่พระพุทธ  พระธรรม และเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร(สุวฑฒนมหาเถร  เจริญ  คชวัตร)

IMG_3992m

               วันที่  ๓  ตุลาคม  ๒๕๕๖  เป็นวันที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังปรินายก  ทรงเจริญพระชันษา  ๑๐๐  ปี  วันอันเป็นมงคลเช่นนี้  คณะ “ทุน ๒๑  เมษายน”  ได้จัดพิมพ์พระราชประวัติเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช  แจกแก่ผู้มีจิศรัทธาร่วมบุญร่วมกุศลทอดผ้าป่าสามัคคีร่วมสร้างเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลจุฬาฯ  เนื้อหาในหนังสือที่ผ่านการแก้ไขเพิ่มเติมจากการพิมพ์ครั้งก่อนหน้านี้ครบถ้วน  พร้อมเพิ่มภาพประกอบมากขึ้น  พระราชจริยาวัตรและพระกรณียกิจทั้งปวงของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ  ควรแก่การยึดถือเป็นแบบอย่าง 

               “แม้ว่าเจ้าพระคุณสมเด็จฯ จะทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ในสมณเพศมาโดยตลอด  แต่ความเป็นไปในพระชนม์ชีพของพระองค์สามารถยึดถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตที่ดีได้สำหรับทุกคน  ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์  เพราะแก่นแท้ของชีวิตหรือว่าส่วนที่เป็นความดีของชีวิตที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่างในการสร้างความดีให้กับตนเองและสังคมนั้น  ก็คือ  คุณธรรม  และคุณธรรมนั้น  ไม่ว่าจะเป็นคุณธรรมของบรรพชิตหรือคุณธรรมของคฤหัสถ์  ก็คือคุณธรรมอันเดียวกัน  เช่น  เมตตา  กรุณา  ไม่ว่าจะเป็นเมตตา  กรุณา  ที่มีอยู่จิตใจพระหรือมีอยู่ในจิตใจชาวบ้าน  ก็เป็นเมตตา  กรุณาอันเดียวกัน”

               วรรคบนเป็นส่วนหนึ่งที่หยิบยกมาให้อ่านกัน  คงต้องขอประทานกราบทูลยืมคำ  “เล่มนี้เขาเขียนดี  น่าอ่าน”  มาใช้สำหรับหนังสืออันทรงคุณค่าเล่มนี้ แทบไม่น่าเชื่อว่าบุคคลผู้บวชแก้บนในวัยเด็กจะมีเหตุปัจจัยให้เติบใหญ่ในทางธรรมทั้ง  “คันถธุระ”อันได้แความรอบรู้พระคัมภีร์คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  และ “วิปัสสนาธุระ”  อันเป็นการอบรมจิตใจให้รู้แจ้ในธรรมและกำจัดกิเลส กระทั่งทรงดำรงสมณศักดิ์ในฐานะประมุขแห่งสงฆ์  จนชาวพุทธทั่วโลกแซ่ซ้องถวายตำแหน่ง  “ผู้นำสูงสุดแห่งโลกพระพุทธศาสนา”  คงเป็น ปุพเพกตปุญตา  การสั่งสมบุญในอดีตจึงเป็นเหตุปัจจัยให้เป็นเช่นนั้นเอง  เราชาวพุทธผู้มีบุญได้พบพระพุทธศาสนาควรทำกุศลให้ถึงพร้อมจากการศึกษาผู้เป็นต้นแบบที่ดีเช่นนี้

               คงไม่อาจกล่าวอะไรมากไปกว่านี้ สำหรับเนื้อหาสาระดี ๆ ตลอดจนเกร็ดเล็ก  เกร็ดน้อย ในเล่ม  ผู้มีใจใฝ่ศึกษาธรรมคงต้อง  รู้ได้เฉพาะตน  จากการอ่าเองเท่านั้น  แล้วคงต้องกล่าวว่า บุคคลนี้ท่านดีจริงและจนจริง  น่าเลียนแบบ

               “เป็นพระต้องจน”  นะจ๊ะตุ๊เจ้า  นี่เป็นคำสอนฯ


ข้อมูลหนังสือ

ชื่อหนังสือ          พระราชประวัติ  สมเด็จพระญาณสังวร 

                              สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังฆปรินายก

ผู้เขียน                  ทุน  ๒๑  เมษายน

ปีพิมพ์                 พิมพ์ครั้งที่ ๓  กรกฎาคม  ๒๕๕๖

สำนักพิมพ์          ธรรมดา

ราคา                     ๐             บาท (บริจาค)

จำนวนหน้า         ๑๕๖       หน้า

 

ดาวหางเหนือทางรถไฟ : ทางรถไฟสายหลายแง่งาม

         ดาวหาง๑
         เท่าที่รู้ในภาคภาษาไทยมีผู้เขียนเรื่องเกี่ยวกับเส้นทางรถไฟสาย  ทรานส์ไซบีเรีย  ในแง่มุมการท่องเที่ยวอยู่สามเล่ม  ผลิตในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันอันจัดว่าร่วมสมัยกัน  หนึ่งในนั้นเป็นแรงบันดาลใจของอีกหนึ่งที่ฉันเคยเขียนถึง  ฉันกำลังจะเขียนถึงต้นเรื่องแรงบันดาลใจของ “ขอให้เราโชคดี  (wish us luck)” ของ  แวววรรณ  หงษ์วิวัฒน์    “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  โดย  ทรงกลด  บางยี่ขัน  เป็นแรงบันดาลใจให้  “ขอให้เราโชคดี”  ถือกำเนิดขึ้นบนพื้นบรรณภพ  หากนำสถานะภาพทางเพศมาร่วมวิเคราะห์เจาะลึกก็คงบอกได้ว่า  ดาวหางเหนือทางรถไฟก็คือบิดาของ  ขอให้เราโชคดี  เขียนเรื่องของลูกไปแล้วคราวนี้คงเป็นทีของพ่อบ้าง
          ถึงแม้ว่าฉันจะมีเหตุให้ต้องเดินทางข้ามคลองบางยี่ขันอยู่บ่อย ๆ  ก็ไม่เป็นเหตุให้ต้องไปข้องเกี่ยวกับชายตาตี่(ที่ไม่รู้ว่าหนุ่มน้อยหรือหนุ่มมาก)ที่ชื่อ  ทรงกลด  บ่องตงเลยว่าไม่รู้จัก  แต่ด้วยความชอบรถไฟและเรื่องเกี่ยวกับรถไฟเป็นเหตุให้ต้องมาข้องแวะกับทั้ง  “ขอให้เราโชคดี”  ลูกสาว  และ  “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  ผู้พ่อ  และยังไม่นับอีกหนึ่งเล่มที่จับตาอ่านอยู่ที่เป็นของตากล้องคู่บารมีพิธีกรอารมณ์ดี  เรย์  แมคโดแนลด์  อย่างที่บอกไว้แต่ต้น  ทั้งสามล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางบนเส้นทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียทั้งสิ้น  เพียงแต่เล่มสามไม่อาจกล่าวถึงตอนนี้ได้เพราะยังย่อยไม่หมด
         ต้นทางที่ต่างกันของหนังสือสองเล่ม  “ขอให้เราโชคดี”  มีปลายทางที่บ้านเกิดของผู้เขียนอันได้แก่ประเทศไทยโดยมีต้นทางที่เมืองหลวงแห่งสหราชอาณาจักรที่รู้จักมักคุ้นกันในนามประเทศ  อังกฤษ  ส่วน  “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  นั้นผู้เขียนตั้งเป้าไว้ว่าเป็นการเดินทางโดยรถไฟสาย  ทรานส์ไซบีเรีย  ปลายทางก็คือด้านปลายของเส้นทางรถไฟที่เมืองมอสโคว์ประเทศรัสเซีย  โดยมีจุดเริ่มต้นเดินทางที่ประเทศไทย  ทั้งสองผู้เขียนของสองเล่มหนังสือที่ถูกฉันจัดให้เป็นญาติสนิททางวรรณกรรมนี้เดินทางสวนกัน  คนหนึ่งไปต่างประเทศ  คู่หนึ่งกลับเมืองไทย  แม้จะต่างทิศทางการเดินทางแต่ดูเหมือนมีอะไรที่คล้ายกัน  เที่ยวเมืองเดียวกัน  ทะเลเดียวกัย  บนรถไฟสายเดียวกัน  ต่างกันตรงมุมมอง  ทัศนะที่มีต่อเหตุต่าง ๆ  ที่พานพบ  และที่ไม่ต่างกันนักคือต่างตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกันในต่างแดน  คู่หนึ่งถูกหลอกเรื่องที่พักในอูลันบาตอร์  ขณะที่อีกคนหนึ่งถูกฉกของสำคัญสองครั้งในสองเมืองใหญ่
          “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  ถูกจัดให้เป็นวรรณกรรมเดินทาง  ข้อมูลที่จำเป็นประกอบการเดินทางในหนังสือเล่มนี้คงมีบ้างแต่อยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ  ดังนั้นหากจะใช้ดาวหางต่างดาวเหนือเพื่อช่วยส่องทางอย่างนักเดินเรือ เดินป่า คงพึ่งพาอาศัยได้อย่างยาก  ถ้าต้องการเช่นนั้นควรหยิบจับ  คู่มือท่องเที่ยว (guide book)  ประเภท lonely planet หรือ poorly planet  จะเหมาะกว่า  แต่หากต้องการอรรถรสทางวรรณกรรม  “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  มีให้อย่างเปี่ยมล้น  บอกได้เลยว่า  ทรงกลด  เล่นกับคำได้อย่างกับ  คนกำกับละครลิง  ที่สามารถฝึกลิงที่ลุกลี้ลุกล้นจนเชื่องจนให้เล่นละครตามท้องเรื่องได้  ประมาณว่าทำได้ไง  คิดได้ไง  กับคำง่าย ๆ  บางคำที่แค่สลับตำแหน่งก็เขียนได้เป็นคุ้งเป็นแคว  บางประโยค  บางวลี  แฝงเร้นไว้ด้วยนัยแห่ง  “สองแง่สองง่าม”  แต่ในเชิงงดงามไม่ใช่แนวอีโรติกแบบลำตัด  หวังเต๊ะ-แม่ประยูร  อักขระที่ทรงกลดบรรจงเรียงแถวเป็นแนวบรรทัดจัดเป็นวรรค  เป็นย่อหน้า  เป็นหน้า  เป็นเล่ม  จึงเต็มไปด้วยหลายแง่งาม  งามทั้งแง่คิด  และงามภูมิประเทศ  สมควรแล้วที่ถูกจัดเป็นวรรณกรรม  และไม่น่าแปลกใจเลยกับการพิมพ์ครั้งที่เจ็ด  จึงเป็นการสมควรแล้วที่ผู้ชื่นชอบการเดินทาง  ผู้ชอบวรรณกรรม  หรือผู้หลงใหลเสน่ห์ของรถไฟจะเสาะแสวงหามาอ่าน  โดยเฉพาะแฟนคลับของทรงกลดต้องไม่พลาด
          ไม่แน่ว่าการอ่าน  “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  บนรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียของคุณ  อาจสร้างแรงบันดาลใจให้เกิด  “ดาวหางเหนือทางด่วนไทย”  ที่แนะนำกิจกรรมอันพึงกระทำยามต้องติดอยู่บนทางด่วนไทย  หรืออาจมี  “ดาวไถเหนือทางหลวงไทย”  ที่ว่าด้วยกิจกรรมของผู้ใด  คงต้องสร้างจินตนาการตามใจบันดาลกันเองตามแต่คุณ ๆ  ท่าน ๆ ชอบ
ดาวหาง๒

ข้อมูลหนังสือ

ชื่อหนังสือ     ดาวหางเหนือทางรถไฟ

ชื่อผู้เขียน      ทรงกลด  บางยี่ขัน

ปีที่พิมพ์         กันยายน  ๒๕๕๕  (ครั้งที่ ๗)

สำนักพิมพ์     อะบุ๊ก

จำนวนหน้า    ๔๔๕    หน้า

ราคา               ๒๕๕   บาท

ทดสอบรัก

//

Wish us luck

Wish us luck

ฉันยังคงจำคำ See another place once a year   ที่อาจารย์ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นเรียนได้เสมอ  หากแต่ปฏิบัติได้บ้างไม่ได้บ้าง  (ส่วนใหญ่จะไม่ได้ด้วยข้ออ้างต่าง ๆ นานา)  แต่กับขอให้เราโชคดี  ชื่อไทยของ  wish us luck  โดยแฝดแวววรรณ หงษ์วิวัฒน์  เป็นยิ่งกว่า another place  เพราะเธอเดินทางไปหลายที่หลาย place เหลือเกิน

ขอให้เราโชคดีเป็นหนังสือบันทึกเดินทางกลับบ้านของสองแฝดสาวที่เป็นทั้งพี่-น้องและเพื่อนร่วมเดินทางกลับบ้านจากลอนดอนโดยเส้นทางรถไฟสู่ประเทศไทย  วรรณแววคือเพื่อนร่วมทางของเธอมาตั้งแต่เกิดรวมทั้งการเดินทางครั้งนี้ด้วย  จากประเทศสู่ประเทศ  จากอังกฤษสู่ฝรั่งเศส  เยอรมัน  รัสเซีย  มองโกเลีย จีน เวียดนาม ลาว  กลับสู่ไทย

เมื่อแรกเรื่องผู้อ่านอาจจะงงกับบทสนทนาในเนื้อหาอยู่บ้างเพราะเดี๋ยวก็พี่แววว่างั้นและพี่วรรณว่างี้โดยที่จริง ๆ  แล้วผู้อ่านไม่รู้ว่าใครคือพี่ใครคือน้อง  แต่อ่านไปซักหน่อยก็จะเริ่มชินกันสำนวนเขียนของพี่แวว  ที่ประกาศตนไว้ตอนท้ายเล่มว่าเป็นเด็กเจนเนอเรชั่นวายที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่น่าจะมีคุณสมบัติทำไรได้ตามที่เขียนไว้แต่กลับทำสิ่งที่น่าประหลาดใจได้ทั้งการเดินทางและการเขียน

เส้นทางการเดินทางของเธอทั้งสองผ่านหนาวผ่านร้อนมากมาย  ทั้งหนาวกายทั้งร้อนใจ  ประสบการณ์อ้อมที่ได้จากพี่แววผ่านตัวหนังสือที่เธอบรรจงรวบรวมเรียบเรียงบางบทตอนชวนตื่นเต้นไปกับนางเอกของเรื่องที่ประสบไม่ว่าจะเป็นชายแปลกหน้าที่ต้องนั่งๆนอนๆในตู้รถไฟเดียวกันหลายวันหลายคืนจนนางเอกของเราต้องผจญบุรุษภัย  ช่วงเปลี่ยวเหงาที่ไม่เข้าใจตนเองว่าทำไมต้องเดินทางไกลให้ต้องลำบากตนเองและพวกพ้องอันได้แก่พี่-น้อง-เพื่อนตัวเอง  ความลวงของโลกอินเตอร์เน็ตที่ผู้ใช้มักคิดว่าให้ประโยชน์แต่หลงลืมโทษของมันไปด้วยเช่นกัน  ข้อมูลสำคัญของเมืองที่แวะผ่านแวะเที่ยวไว้มีไว้อย่างละเอียดให้ความรู้ได้เป็นอย่างดีสำหรับหนังสือนำเที่ยวเล่มนี้ 

สามสิบวันของการเดินทาง  บวกกับสามปีของการทิ้งร้างความทรงจำ  กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖จึงได้ฤกษ์งามยามเหมาะสมของการคลอดหนังสือท่องเที่ยวที่อัดแน่นด้วยความรู้รอบของผู้เขียนที่ค้นมาเรียงร้อยเป็นถ้อยคำแม้จะเป็นคำของสาววัยเบญจเพสที่สำนวนอาจจะฟังยากซักนิด (สำหรับชายผู้มีหลักกิโลชีวิตเข้าใกล้ดอนเมืองเข้าไปทุกที่  เช่น  ฉัน) แต่เป็นภาษาที่ก็ให้ความรู้สึกที่ง่าย ๆจริงใจและเป็นกันเองกับผู้อ่าน ทำให้เรา ๆ ท่าน ๆ อ่านกันได้อย่างเพลิน ๆ    นอกเหนือไปจากความอุดมไปด้วยความรู้สึกของเด็กเจนวายที่มักมีอะไร ๆให้ค้นในตัวเธอ 

ไม่ถึงสามสิบวันแต่ก็ใกล้เคียงที่ฉันขโมยอ่านงานของเธอตามร้านหนังสือ หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันไป  ใช่ว่าจะมีนิสัยดั้งเดิมเช่นนั้นก็หาไม่  ตัดสินใจอยู่ว่าจะซื้อไปเป็นสมบัติส่วนตัวที่บ้านดีหรือไม่  หากแต่เมื่ออ่านงานเธอได้สักพักวันละบทสองบท  มารู้ตัวอีกทีก็อ่านจบไปครึ่งเล่มแล้ว  อ่านเพลินหรือไม่ก็ต้องลองเก็บไปพิจารณากัน ไม่แนะนำให้ท่านไปเพลิน  เช่นฉันทำตามร้านหนังสือเกือบตลอดเดือนมานี้นะครับ  แนะนำว่าให้หามาครอบครองเป็นสมบัติส่วนตัวซะแล้วเข้าไปทำความรู้จักกันเธอผู้เขียนผู้เป็นนางเอกของเรื่อง  สนุกตื่นเต้น  บันเทิงใจ  จนบ้างครั้งอาจจะท้อใจไปกับเธอได้ในเล่มครับ 

การเดินทางในบางครั้งก็ไม่ต้องก้าวเท้า  และ  “ชีวิตว่าง ๆ  อาจสอนให้รู้ถึงความหมายของการใช้ชีวิต”  ส่วนเสี้ยวหนึ่งของความคิดแวววรรณว่าไว้งั้น

 

ข้อมูลหนังสือ :

Exif_JPEG_422

วงแหวนระบบรางขั้นที่ ๑

เป็นที่คาดหมายกันว่าในอนาคตประเทศไทยคงจะต้องมีรถไฟความเร็วสูงเป็นแน่  จากการกู้เงินประมาณสองล้านล้านบาทมาสร้าง  เหตุผลในการทำโครงการนี้นั้นหรือ  ง่าย ๆ  แค่เพียงเพิ่มศักยภาพในการขนส่งโดยมุ่งเน้นระบบราง  อันจะเป็นการลดต้นทุนโลจิสติก  ให้แข่งขันกับประเทศต่าง ๆ  ทั่วโลกได้  ประมาณว่าถ้าไม่มีระบบการขนส่งที่รวดเร็วอย่างเช่นรถไฟความเร็วสูงนี้แล้วประเทศไทยคงผลิตสินค้าสู้ชาว(ต่าง)บ้านไม่ได้

ในฐานะผู้เสียภาษีอันจะต้องมีส่วนต้องแบกรับหนี้ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า  ก็ขอแสดงความเห็นเล็ก ๆ  ไว้เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง  ขอเริ่มจากแนวคิดการตั้งถิ่นฐานเสียก่อน  เป็นที่ทราบกันดีสำหรับรูปแบบการตั้งถิ่นฐานหรือการเจริญเติบโตของเมืองในไทยจะมีรูปแบบกระจายตัวไปตามเส้นทางคมนาคม  ไล่มาตั้งแต่สมัยใช้คมนาคมทางน้ำผู้คนมักตั้งบ้านเรือนริมน้ำเพื่อสะดวกต่อการดำรงชีพ  เรื่อยมาจนเป็นถนนก็เปลี่ยนแปลงการตั้งถิ่นฐานไปเป็นอยู่ติดถนนแทน  ดังนั้นหากต้องการขยายเมืองหรือ กระจายความเจริญไปในทางใดก็สามารถใช้เส้นทางคมนาคมเป็นตัวกำหนดทิศทางได้

กลับมาที่เรื่องรถไฟความเร็วสูงที่มักมีผู้เรียกเพี้ยนเสียงเป็นรถไฟความเลวสูงว่าทำไมจึงมีระยะทางสั้น ๆ  แค่ กรุงเทพถึงหัวหิน  กรุงเทพถึงนครราชสีมา  และกรุงเทพถึงพิษณุโลก   ต้องเข้าใจก่อนว่าความเร็วสูงจะมีประโยชน์ต่อเมื่อระยะทางยาว ๆ  เช่นกรุงเทพถึงหนองคาย  หรือลงใต้ไปถึงปาดังเบซาร์  ดังนั้นโครงการที่จะขอใช้เงินหลายล้านล้านบาทน่าจะให้ประโยชน์ได้น้อยเมื่อเทียบกับการปรับปรุงและเพิ่มเส้นทางรถไฟที่มีอยู่แค่เดิม

หากเอาแผนที่มากางดูแนวทางรถไฟจะพบว่า  ภาคกลางจากอยุธยาลงมากรุงเทพแล้วมุ่งไปทางทิศตะวันตกไปทางนครปฐมจากนั้นขึ้นเหนือไปสู่สุพรรณบุรีนั้นมีเส้นทางรถไฟอยู่แต่เดิมแล้ว  และที่สุพรรณบุรีอยู่ในทิศเหนือในระดับ(เส้นรุ้ง)เดียวหรือใกล้เคียงกับอยุธยา  ดังนั้นหากเจียดเงินเล็ก ๆน้อย ๆ  สร้างทางรถไฟสายใหม่จากอยุธยาไปสุพรรณบุรี  เราอันหมายถึงประเทศไทยก็จะมีวงแหวนระบบราง(รถไฟ)เส้นแรก   ครอบคลุมพื้นที่มากกว่าวงแหวนอุตสาหกรรมสาย  9 ประมาณ 4 เท่ากว่าๆ  และมีค่าดัชนีความกลมใกล้ 1  อันหมายถึงแต่ละบริเวณในพื้นที่วงแหวนระบบรางนี้มีความสามารถเข้าถึงระบบรางพอ ๆ กัน

ถ้าเราอันหมายถึงการรถไฟหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นใดที่อาจเกิดขึ้นพัฒนาวงแหวนระบบรางนี้ให้ดีมีประสิทธิภาพก็จะสามารถ  ขนนักศึกษาจากสุพรรณมาเรียนที่  ม.กรุงเทพ  ม.รังสิต  หรือ ม.ธรรมศาสตร์รังสิต ในตอนเช้าและส่งกลับสุพรรณในตอนเย็น  นอกจากนี้อาจารย์ม.ศิลปากรทับแก้วที่ย้ายบ้านหนีความจอแจของเมืองหลวงไปอยู่ทีผักไห่ก็อาศัยขบวนรถไฟสายนี้ไปสอนหนังสือได้ทันในตอนเช้าแล้วกลับบ้านพร้อมลูกที่เรียนที่ม.มหิดลศาลายาบนรถไฟขบวนเดียวกัน  ลุงมีก็สามารถจับปลาม้าจากบางปลาม้าโยนใส่รถไฟเข้ามาให้คนเมืองได้กินปลายสด ๆ กันทุก ๆ วัน  ป้าแม้นก็เร่งรดน้ำผักอยู่ที่บางซ้ายรอวันเก็บส่งขึ้นรถไฟ  ครูสมศรีก็เลิกส่งขนมเปี๊ยมากับรถตู้หันมาตั้งเคาน์เตอร์ขายผลิตภัณฑ์ทุกสถานีที่รถไฟแล่นผ่าน  คอนโดในกรุงเทพราคาถูกลงเพราะไม่มีคนซื้อ  บ้านจัดสรรที่บางบาล  บางเลน  บางซ้าย  บางไทรขายดีเป็นเทน้ำเทท่า  คนเมืองแปลงสัญชาติเป็นคนชานเมือง  กรุงเทพรถจะติดน้อยลงเพราะประชากรน้อยลง  มหาลัยกีฬาแห่งชาติจะตั้งใหม่ที่สุพรรณบุรี  ฮอนด้าตั้งโรงงานประกอบรถแห่งใหม่ที่กำแพงแสน  ความเจริญกระจายไปทั่วพื้นที่วงแหวนระบบราง

train_netw(ที่มา: http://www.thaihispeedtrain.com/file/Map%20speed%20train.pdf)

เป็นที่คาดหมายกันว่าในอนาคตประเทศไทยคงจะต้องมีรถไฟความเร็วสูงเป็นแน่  แต่ขอให้มีหลังวงแหวนระบบรางขั้นที่ 1 นี้เทอญ  เจ้าประคูณณณ…

ซุ้มมือปืน : หนังของนักวิจารณ์

ที่สำคัญ  “มันเป็นตำรวจ”

เป็นประโยคเด็ดที่ผู้ผลิตน่าจะจงใจใส่ในหนัง  “ซุ้มมือปืน”  สะท้อนอะไรบางอย่างได้เป็นอย่างดี

Exif_JPEG_422

ผมเป็นแฟนหนังไทยสมัยก่อน(ตอนหนุุ่ม ๆ)เป็นต้องดูหนังไทยแทบจะทุกเรื่องที่เข้าฉาย  ประมาณว่าเป็นการอุดหนุนภูมิปัญญาไทย  และดูฝีมือคนไทยไปในตัว  ในยุคหลัง  สันติสุข  จินตหรา  มีผู้กำกับฝีมือดีหลายคนผลิตหนังไทยดี ๆ  ออกมาให้ชื่นชมกันหลายเรื่อง

เช่นเดียวกับ  สนานจิตต์  บางสะพาน  ผมเป็นแฟนงานเขียนเค้าในสมัยก่อน  จำไม่ได้แล้วว่าในหนังสือสัปดาห์วิจารณ์ยี่ห้อไหน  หรือจะเป็นสยามรัฐก่อนยุคชัชเข้าเทคโอเวอร์  การเป็นสมาชิกใหญ่ในชมรมวิจารณ์บันเทิง  ประกอบกับบุคลิกการวิจารณ์หนังที่ตรงไปตรงมา  จึงทำให้ติด  ตามกระทั่งผู้วิจารณ์ชาวบ้านเขาก้าวเข้ามาเป็นผู้กำกับ(ซะเอง)  ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา

ซุ้มมือปืน  ภาพยนตร์โดย  สนานจิตต์  บางสะพาน  ชื่อเรื่องที่น่าจะเดาได้ออกแล้วว่าเกี่ยวกับเรื่องอะไร  บ่อน  ยา  เจ้าพ่อ  กำนัน  มือปืน  สีเขียว  สีกากี  นักการเมืองและลูก เชื่อมโยงเกี่ยวพันกันโดยมีลูกปืน  เสียงปืนและควันบุหรี่เป็นตัวเชื่อมโยงผสานให้เนื้อเรื่องชวนติดตาม  ยังมินับดาราใหญ่ที่จัดเต็มประชันบทกันอย่างไม่มีใครยอมใคร  นับตั้งแต่บทเจ้าพ่อ  อย่างนิรุตต์  ศิริจรรยา  กำนันผู้ทาบรัศมีเจ้าพ่อ  อย่างผู้กำกับ  ธนิตย์  จิตนุกูล  โดยมี  ฉัตรชัย  เปล่งพานิช  สาดกระสุนสู้กับ  ศรัณยู  วงศ์กระจ่าง  ในตำแหน่งมือปืนรับจ้างภายใต้ซุ้มเสธ พงษ์(สมภพ  เบญจาธิกุล)  มีสารวัตชาติ(สันติสุข  หรหมศิริ)คอยทำคดี  และมีเป็นดาราใหญ่ (หรือใครจะเถึยงว่าไม่จริง) อีกเช่นกันอย่าง  ตั๊ก  บงกช  คงมาลัย  เป็นมือรับออเดอร์จัดมือปืน    แค่นี้ก็น่าจะเรียกคนดูได้ตรึมแล้ว

ว่าด้วยเนื้อหา  สหายแทนไทคอมมิวนิสต์อกหัก  ผู้ออกจากป่ามายังชีพด้วยการรับจ้างฆ่ารับงานจากชบาที่หน้าฉากเป็นเจ้าของผับ  งานฆ่าลูกน้องกำนันเบิ้มผู้กำลังทาบรัศมีปล่อยของข้ามเขตเจ้าพ่อเม้งหลีเป็นจุดเริ่มเรื่อง  เช่นนี้แล้วมีหรือกำนันจะไม่เอาคืนเข้าหาคนรักเก่าเอเย่นต์ความตายเจ้าของผับจัดหาคนเก็บเจ้าพ่อ   ระหว่างรับค่าเหนือยพร้อมรับงานใหม่    ด้วยสำนึกในหน้าที่ในอดีตของสหายแทนไทจึงให้เผอิญแกว่งปืนเข้าหาลูกนักการเมืองใหญ่ที่กำลังไล่กระทืบนักดนตรีของผับที่ข้างถนน  ดับไปหลายรายไม่เว้นแม้มือปืนคุ้มกัน  ร้อนถึงเสธและสารวัตรชาติที่ต้องออกมาปกป้องผลประโยชน์ตนที่กำลังมีแนวโน้มจะคลอนแคลน  การต่อสู้ระหว่างเจ้าพ่อ  กำนัน  ทหารนอกราชการแตกแถว  คอมมิวนิสต์ตกยุค  และตำรวจในเครื่องแบบที่มีแบ็คเป็น  ผู้ใหญ่ที่ไม่ออกตัวว่าเป็นใคร  ท้ายสุดใครจะอยู่ใครจะไปเป็นเรื่องที่ต้องหาคำตอบกัน

ความไม่ธรรมดาของ  ซุ้มมือปืน  เป็นผลให้ได้รับรางวัล  ระดับ  สองสุพรรณหงส์ทองคำ ครั้งที่  ๑๕  (ประจำปี  พ.ศ.  ๒๕๔๘) จากการกำกับภาพยอดเยี่ยมและดนตรีประกอบยอดเยี่ยม  น่าเสียดายที่ในปีนั้นคู่แข่งเข้าประกวดมีหนังดี ๆ  หลายเรื่อง  เช่น  เพื่อนสนิท(บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ลำดับภาพยอดเยี่ยม)  มหาลัยเหมืองแร่ (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม  ผู้กำกับยอดเยี่ยม)  จากการเขียนบทที่ซับซ้อนสอดคล้องรื่นไหลทำให้หนังดูสนุก  ถ้าไม่มีคู่แข่งที่แข็งแกร่งแล้ว ซุ้มมือปืนน่าจะแบ่งรางวัลได้มากกว่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก  บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

เข้าใจว่าอีกหนึ่งเหตุที่ทำให้พลาดรางวัลดังกล่าวน่าจะมาจากบทสรุปสุดท้ายที่ให้  “ความสำคัญยังคงอยู่”   ดูเอาสนุกนะครับอย่าคิดมากนั่นมันแค่ความคิดผมเอง  ทุกวันนี้ก็คงจะรู้กันไปทั่วแล้วว่า  “อะไรกำลังจะมาอยู่”

นางนาก:ผู้ถูกแย่งซีน

แล้วกาลเวลาก็นำพาทุกสิ่งเปลี่ยนไป

IMG_3985m

          จาก  แม่นาคพระโขนง  มาเป็น  นางนาก  และล่าสุด  พี่มากพระโขนง  ล้วนมีต้นกำเินิดเดียวกันจากตำนานรักชายหนุ่มผีสาวนายมากกับนางนากโดยมีความดุของวิณญาณผีคลอดลูกตายเป็นจุดเด่นของเรื่องผสานกับความรักความผูกพันระหว่างคนสองคนแม้ความตายจะมาพรากก็ยากที่จะหยุดรักและห่วงหาได้

          เค้าโครงเรื่องแม่นาคพระโขนงถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์หลายครั้งหลายสมัย  ที่จัดได้ว่าสยองและคลาสิคสุดเห็นจะเป็นฉบับ  นางนาก  ที่แสดงโดย  ทราย  เจริญปุระ และก็เป็นไปตามหลักการตลาดเมื่อมีกระแสก็ย่อมมีสินค้าเกาะกระแส  ความโด่งดังของหนังนางนาก  ทำให้  “นางนาก  บทภาพยนตร์จากต้นฉบับ  โดย  วิศิษฎ์  ศาสนเที่ยง”  ปรากฏเป็นหนังสือฉบับพกพากระทัดรัดเกาะกระแสความร้อนแรงโด่งดังของหนังนางนาก

          โดยทั่วไปแล้วการเกาะกระแสมักจะส่อนัยยะเหยียดหยามทำนองว่า  ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ต้องอาศัยหรือเกาะผู้อื่นดัง  ซึ่งใช้ไม่ได้สำหรับหนังสือน้อยเล่มนี้  ผู้เขียน(บท)ได้กล่าวประมาณว่า  บทภาพยนตร์นางนากนี้มิได้มีเพื่อใช้ถ่ายทำเท่านั้น  หากแต่ใช้เพื่อล้างสมองความคิดเก่า ๆ  ที่มีมาแต่ครั้ง  แม่นาคพระโขนง  อีกด้วย  ดังนั้นก่อนจะมาเป็นบทภาพยนตร์ที่กลมกลืนสอดคล้องกันตลอดเรื่องนี้  จึงมีการค้นคว้าหาความจริง  ทั้งด้านบ้านเรือน    สภาพภูมิประเทศ  พิธีกรรม  ความเชื่อ ทรงผม  เครื่องแต่งกาย  เหตุการณ์ตามประวัติศาสตร์  และประวัติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง   แม่นาคพระโขนง  หรือ  นางนาก  นี้อย่างละเอียด  และถูกนำมาถ่ายทอดให้ทีมงานกองถ่ายฯ  ได้ซึมซับผ่าน  บทภาพยนตร์ฉบับนี้   หนังสือน้อยที่นำมาแนะนำนี้จึงเป็นมากกว่าบทภาพยนตร์  จะเรียกว่าบันทึกประวัติศาสตร์ฉบับน้อยๆ  หรือฉบับชาวบ้านก็ไม่น่าจะผิด  และนั่นเป็นหลักใหญ่ใจความสำคัญที่ชวนให้อ่าน

          ก็อย่างที่ว่าไว้แหละ(ครับ)  กาลเวลานำพาทุกสิ่งเปลี่ยนไป  ไม่เพียงเปลี่ยนสีเสื้อคนทำหนัง  หากยังเปลี่ยน  นางนาก  เป็น  พี่มากพระโขนง  ได้อีก  จากความรักความผูกพันมาเป็นความตลกโปกฮา  ไม่เหลือเค้าความน่าเกรงขามของผีนางนากอีกเลยเพราะถูกพี่มากโขมยซีนแย่งความสำคัญของเรื่องไปซะเกือบหมด

          แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนแต่น่าแปลกที่แนวคิดเกาะกระแสยังคงใช้ได้  พี่มากจึงต้องเกาะเกี่ยวไว้กับความดังของพระเอก  มาริโอ้  เมาเร่อ  นี่ไม่นับกระแสข่าวเลิกกับแฟนสาวของพระเอกหนุ่มที่ดูคลัายเป็นการสร้างกระแส  “เลิกโปรโมต”  ก่อนหนังฉายได้ไม่นาน  สำหรับพี่มากนี้คงไม่ก้าวล่วงถึงความมีคุณค่าหรือความคุ้มค่าของ(ค่าดู)ภาพยนตร์

         ส่วนสำหรับ  คุณ  ผู้ชมชอบของเก่า ๆ นางนาก  ฉบับนี้  อาจทำให้บางสิ่งไม่อาจเปลี่ยนตามกาลเวลา  บ้างก็ได้

 

ข้อมูลหนังสือ

ชื่อหนังสือ     นางนาก  บทภาพยนตร์จากต้นฉบับ  โดย  วิศิษฏ์  ศาสนเที่ยง

ผู้เขียน           วิศิษฏ์  ศาสนเที่ยง

สำนักพิมพ์     MACARONI BOOK

ปีพิมพ์            ๒๕๔๒

จำนวนหน้า   ๑๗๓   หน้า

ราคา               ๗๙  บาท

วิหารที่ว่างเปล่า

          จะเรียกเป็นความบังเอิญก็ไม่น่าจะผิดที่สองสามวันที่ผ่านมาได้หยิบงานเก่าของ  นักชี้นำสังคม  ยุคก่อนมาอ่าน  และพอดีใกล้วันคล้ายวันเกิด  ท่าน    วันที่  28  มีนาคม พ.ศ. 2542  เป็นวันอาทิตย์  ตรงกับวันคล้ายวันเกิดอายุครบห้าสิบปีของ  เสกสรรค์  ประเสริฐกุล    เจ้าของบันทึกการเดินทางและการอ่านหนังสือในช่วงปลายปี พ.ศ.  2541  ถึงกลางปี พ.ศ.  2542  รวมเล่มเป็นหนังสือชื่อ  วิหารที่ว่างเปล่า   ด้วยความสัตย์จริงแล้วผมไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันเกิด  แต่ที่เกิดอยากจะอ่านเรื่องราวเก่า ๆ  ที่เคยผ่านเลนส์แว่นสายตาสั้นเมื่อครั้งก่อน  จวบจนครั้งนี้แม้ต้องผ่านเลนส์แว่นสายตายาวก็ดูเหมือนอารมณ์ความรู้สึกที่ได้รับไม่น่าจะแตกต่างกัน  ผู้เคยได้ชื่อว่าเป็น  ผู้รับเหมาความทุกข์ยาก(หรืออะไรทำนองนั้น..จำชื่อเฉพาะไม่ได้แล้ว)  ยังคงเป็นเช่นนั้นในตัวอักษรหากแต่ในตัวตนไม่ปรากฏชื่ออาจารย์เสกสรรค์บนเวทีอภิปรายนานแล้ว  ประกอบกับเหตุบ้านการเมืองที่รู้สึกได้ว่ามันไม่พัฒนาไปถึงไหน นั่นเป็นอีกหนึ่งเหตุให้ต้องหยิบยกงานชิ้นนี้ขึ้นอ่าน

          จากการเฝ้าติดตามคนรุ่นลูกอย่าง  วรรณสิงห์  ที่ดำเนินรายการ  พื้นที่ชีวิต  อยู่ค่อนข้างจะบ่อยทำให้รู้สึกได้ว่างานของคนรุ่นพ่อที่พยายามส่งถ่ายตัวตนสู่รุ่นลูกประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก  สมัยพ่อเขียนที่ผู้จัดการนั้นจำได้ว่าจะต้องรอวันเสาร์-อาทิตย์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันจะมีฉบับปริทัศน์แนบมาและเป็นอันต้องพลิกหน้าสุดท้ายหน้าประจำของอาจารย์เสกฯอ่านก่อนเสมอ  เหมือนได้เจอมิตร  เจอเพื่อนทุกสัปดาห์  เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนมาให้ต้องสัมผัสคนรุ่นลูกก็ยังรู้สึกว่ามีส่วนคล้ายคลึงกับพ่อเป็นอย่างมาก  แม้ไม่ถึงกับนั่งคอยรายการเหมือนรอหนังสือพิมพ์เหมือนแต่เก่าแต่ก็ทดแทนกันได้ในระดับหนึ่ง  ไม่เสียแรงที่ผู้พ่อตั้งแต่สู้อุตส่าห์จัดโครงการฝึกอบรมการใชัชีวิตกลางแจ้งแก่ลูกชายวัยสิบสี่  ใครมีลูกและอยากจะดำเนินรอยตามบ้างคงต้องตามวิธีการได้ใน  “กลางทะเลลม

          “เส้นทางที่ไม่มีจุดหมาย”    เป็นบทต่อมาจากเรื่องราวการฝ่าวิกฤติในชีวิตและจิตใจตนกลางทะเลตรัง    เป็นวิกฤตการเดินป่าซึ่งแท้จริงต้องเรียกว่าการหลงป่าต้นน้ำหลังสวน  เป็นบทที่ว่าด้วยเสน่ห์ของอนิจจัง  จวบจนบทที่ตรงกับชื่อหนังสือ  คือ  “วิหารที่ว่างเปล่า”  อาจารย์เสกฯ พาเรา ๆ  ท่าน ๆ  ผู้อ่านไปเที่ยวเมืองที่คาดว่าตอนนั้นยังไม่ได้เป็นมรดกโลกอย่างเมืองหลวงพระบาง  แน่นอนเมื่อเอิ้นเอ่ยถึงเมืองดังกล่าวย่อมที่ผู้ได้ยินรู้หรือรับสัมผัสต้องเทียบเคียงกับความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่   

           หากแต่ความศักดิ์สิทธิ์และความงามเทียบเคียงละม้ายคล้ายกัน  ความงามมีได้อยู่ทุกที่ไม่เพียงแค่ในกรอบภาพของจิตรกรนามอุโฆษ  เช่นกัน  ความศักดิ์สิทธิืของโลกก็มิได้เลือกสถิตย์แต่ในวัดวาอาราม  ตรงกันข้าม  สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีอยู่ทุกหนแห่ง  ขอเพียงในใจมีโบสถ์วิหารก็สามารถอัญเชิญต้นไม้  ก้อนเมฆ  หรือแม้กระทั่งแววตาของมารดามาประดิษฐาน…ใช่หรือไม่ว่าขณะที่สถานที่อันพึงเคารพของทุกศาสนาเต็มล้นไปด้วยเครื่องบูชาสัการะ  แต่วิหารในใจเรากลับว่างเปล่ามาเนิ่นนาน

          บทที่ค่อนข้างจะเป็นวิทยาศาสตร์มาก ๆ  เห็นจะเป็น  “เศษศพของดวงดาว”  เป็นความขยันของผู้เขียนที่ค้นคว้าหาเรื่องทางดาราศาสตร์เชื่อมโยงวิวัฒนาการของมนุษย์และประวัติศาสตร์เข้าไว้จนทำให้เรา(อาจ)เชื่อได้ว่า  มนุษย์กับดาวหางฮัลเลย์เป็นญาติกัน  หรืออาจจะกล่าวเกินไปเอาเป็นว่า  ไม่ใช่ญาติแต่มีส่วนหรือองค์ประกอบที่คล้ายกันมาก

          “อารมณ์ตะวันตก”  และ  “บาดแผลตะวันออก”  เป็นบทที่เข้าใว่าผู้เขียนตั้งใจวิพากษ์ประเทศมหาอำนาจฝั่งตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา  กับมหาอำนาจฝั่งตะวันออกอย่างจีน  ผู้เขียนมีความรู้ความเข้าใจสังคมทั้งสองฝั่งทั้งนี้เพราะเคยมีและใช้ชีวิตผ่านสังคมอเมริกันสมัยวัยรุ่นและวัยเรียน  และผ่านสังคมตัวแทนตะวันออกอย่างจีนในสมัยยังเป็น  นักปฏิวัติ  ดังนั้นท่านผู้นี้จึงเป็นผู้รอบรู้เรื่องอำนาจเป็นอย่างดี    แต่น่าแปลกที่  “สายพันธุ์ที่ถูกสาป”  บทส่งท้ายของบันทึกการเดินทางเล่มนี้  จะมาหยุดกับแนวคิดด้าน “วัฏฏะ”  การวนเวียนเวียนวนทั้งหลายทั้งปวงที่ศาสดาแห่งพุทธศาสนาศึกษาไว้แล้วอย่างแยบคาย  

          น่าเสียดายเวลาว่างและสตางค์หากหมดเปลืองไปเป็นค่าชั่วโมงอินเตอร์เน็ตผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์  แทนที่จะเป็นหนังสือเล่มนี้

IMG_3982m

ชื่อหนังสือ     วิหารที่ว่างเปล่า

ชื่อผู้เขียน      เสกสรรค์  ประเสริฐกุล

ปีที่พิมพ์          กันยายน  ๒๕๔๔

สำนักพิมพ์      สามัญชน

จำนวนหน้า     ๒๕๖    หน้า

ราคา                 ๑๘๐   บาท

โลกไร้สาย

          ได้ยินเสียงบ่นจากเพื่อนร่วมคลื่นฟ้า  ว่าทำไม(ไอ้)ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่ใช้กันอยู่มันถึงได้ไม่เป็นที่น่าประทับใจนัก  ก็ให้นึกถึงสมัยก่อนที่แม้แต่โทรศัพท์บ้านยังหาใช้กันได้ยาก  คนร่วมสมัยเดียวกันกับสมัยที่ว่านั้นจะรู้กันดีว่า  การจะขอโทรศัพท์ใช้ที่บ้านหรือเรียกง่าย ๆ  ว่าเบอร์บ้าน  มันช่างยากเย็นเข็ญใจเสียจริง  คำตอบจากหน่วยงานที่รับชอบที่ไม่ค่อยจะรับผิดก็คือ  ไม่มีคู่สาย  รอจนกระทั่งการเมืองการปกครองเปลี่ยนมาสู่  ยุคโปร่งใส  จึงได้มีการเปิดประมูลเลขหมายโทรศัพท์พื้นฐานหรือโทรศัพท์แบบมีคู่สาย  ใครประมูลได้บ้างคงต้องติดตามกันเองเพราะข้าเจ้าจำ บ่ได้แล้ว  แต่หลังจากการเปิดให้มีการแข่งขันกันแล้วการขอโทรศัพท์ใช้ก็ไม่เป็นความยากเข็ญอีกต่อไป 

          จำเนียรกาลนานมาจนกระทั่งยุคสองจีสามจีนี้  ระบบการประมูลที่เข้าข่ายการประเคน  ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ  ท่าน ๆ  จะทำไงได้ละครับ  ก็ตอนที่เค้า(ใครก็ไม่รู้ที่มีเงินเดือนกว่าแสนบาทไทย  พร้อมสวัสดิการอันพรั่งพร้อม  อยากรู้ต้องติดตามกันเองอีกเช่นกัน)  แสดงละครตอนหนุมานประเคนแหวน  ก็ไม่สนใจกัน  แล้วผลกระทบก็ถึงเราอีกจนได้  นี่ไม่นับราคาน้ำมันที่(แม…)ขยันแอบขึ้นราคาก่อนหน้าเทศกาลสำคัญ  เช่น วันตรุษจีน  ทำให้เรา ๆ ท่าน ๆกระอักกับราคาเข้าใกล้สองลิตรร้อย  จะหนีไปใช้แอลพีจีมรันก็ดักทางทำท่าว่าจะไม่ให้รถที่จะจดทะเบียนใหม่ใช้อีก  มันจะบังคับขู่เข็ญชาวบ้านไปถึงไหน

          คงต้องเข้าสู่โหมดการพึ่งพาตนเองกันมากขึ้น  มาลองนึกดูกันซิว่าถ้าพลังงานเชื้อเพลงที่ช่วยให้เราไปไหนต่อไหนได้หร่อยหรอและแพงมาก  แล้วจะทำกันอย่างไร  ก็ให้หวนนึกถึงทฤษฏี  การ์เด้นซิตี้  ของโฮเวิร์ด  ขึ้นมา  รถไฟความเร็วสูงคงเป็นเพียงเครื่องเล่นของนักการเมืองผู้หิวคอมมิชชั่น(ที่ในยุคผู้ดีโปร่งใสให้นิยามไว้ว่า  คอมมิชชั่นก็คือคอรัปชั่น)  ถ้าพื้นที่หนึ่งมีสมดุลของการใช้ประโยชน์ของพื้นที่แล้วการเคลื่อนย้ายก็จะลดลง  หนทางแก้ปัญหาโลกแตกเช่นปัญหาจราจรก็น่าจะใช้ตัวแบบ  สมดุลประโยชน์ใช้สอยพื้นที่นี้ได้  แต่ทั้งนี้เจ้าของพื้นที่ต้องเห็นประโยชน์ที่จะเกิดแก่คนหมู่มาก  จึงจะสัมฤทธิ์ผล  หรือไม่เข่นนั้นพื้นที่ต้องไม่มีเจ้าของ 

          ในฤดูการหว่านคำเรียกคะแนนเสียงประกอบการเข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการมหานครใหญ่ของไทยช่วงนี้  เห็นกันแต่ผู้นำเสนอจะสร้างเส้นทางเพิ่มการเคลื่อนย้ายทั้งในรูปรถไฟฟ้า  ทางลอยฟ้า  ทางด่วนจักรยาน ฯลฯ  แต่ไม่เห็นสักผู้คนหนึ่งที่นำเสนอแนวคิดลดการเคลื่อนย้าย  ไม่ว่าจะเป็นย้ายคน  วัตถุ  สิ่งของ  หรือข้อมูล  การติด ๆ ขัด ๆของข้อมูลที่ล่องลอยในอากาศที่อาศัยตะแกรงอินเตอร์เน็ตช้อนเข้าประสาทสัมผัสกันทุกวี่วันก็เป็นไปได้ที่ข้อมูลเหล่านั้นมัน  “เยอะ”  และหรือไม่ฟ้าก็คงแคบลง  “มัน”  เลยเบียดแน่นฟ้าจนเกิดอาการ  ตะกุกตะกัก กะตุกกะตัก  จนให้เรา ๆ  ท่าน ๆ  ได้บ่นกัน

          สมัยพุทธกาลในวันเพ็ญเดือนมาฆะ  ทำไมจึงได้มีภิกษุหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบรูปมาประชุมอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้มีการนัดหมาย  ท่านคงไม่ได้นัดทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์เป็นแน่ 

          หรือที่แท้โลกในอดีตเจริญกว่าปรัศยุบันสมัยนี้เป็นอย่างมาก  เราจึงควรมองอดีตหรือไขว่คว้าค้นหาอนาตกันดี

//

หมอดูกับโพล์

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 68 other followers

%d bloggers like this: