เครื่องทุ่นแรงสร้างรางรถไฟ

มีเครื่องจักรอย่างนี้  รางคู่สายหนองคาย-โคราช-สระบุรี-คลอง19-แหลมฉบัง-มาบตาพุต  ราคาสร้างคงไม่ถึง  532  ล้านบาทนะครับ

ทางรถไฟสายคอคอดกระ : ทางรถไฟสายการศึก

ทางรถไฟสายคอคอดกระ : ทางรถไฟสายการศึก

 คอคอดกระ1

               คอคอดกระ เป็นชื่อที่ประกอบด้วยคำสองคำ คือ คำว่า คอคอด กับคำว่า กระ เมื่อรวมกันเป็นคำว่า คอคอดกระแล้วจะกลายเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์แห่งหนึ่งของแหลมทองหรือสุวรรณภูมิ   เรามักเรียกส่วนที่แคบกันว่า คอด หรือ คอคอด ส่วน กระ เป็นชื่อเมืองกระ หรืออำเภอกระบุรีจังหวัดระนอง ส่วนที่แคบคอดที่สุดของแหลมทองตั้งอยู่บริเวณ กระบุรี นี้จึงได้ชื่อว่า คอดคอดกระ ด้านซ้ายของแหลมทองคือทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย ส่วนด้วนขวาเป็นอ่าวไทยในสังกัดทะเลจีนใต้ ในการเดินเรือจากอ่าวไทยไปสู่ทะเลอันดามันจำเป็นต้องอ้อมแหลมทองเป็นระยะทางไกลและระยะเวลานาน ที่ปลายแหลมเป็นที่ตั้งของ โชนัน” ในอดีต หรือปัจจุบันคือ “สิงคโปร์” ผ่านช่องแคบมะละกาจึงมาถึงทะเลชายฝั่งด้านตะวันตกของไทยได้ ในการค้าขายขนส่งสินค้าทางเรือจากยุโรป(ตะวันตก)มาสู่ตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ต้องใช้เส้นทางเดินเรือเส้นนี้เป็นสำคัญ

               ตั้งแต่อดีตกาลนานมาแล้ว คอคอดกระมีความสำคัญในสายตาชาวต่างชาติ ในรัชสมัยแห่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่สี่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งตรงกับยุคสมเด็จพระราชินีวิคตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร อังกฤษยุคนี้เป็นยุคแห่งการล่าอาณานิคม เดินเรือไปทั่วโลกเพื่อค้นหาแหล่งทรัพยากรใหม่มาป้อนความเจริญให้แก่ตน ในยุคนี้เองนักเดินเรืออังกฤษคงขี้เกียจเดินเรืออ้อมแหลมทองทางโชนัน จึงกางแผนที่เห็นความสำคัญของคอคอดกระ คิดไว้ว่าถ้าสร้างรถไฟข้ามแหลมทองตรงคอคอดกระได้ก็คงจะดี อย่ากระนั้นเลยบริษัทลอยด์ในกรุงลอนดอนถึงได้มีหนังสือถึงสยามประเทศ เพื่อขอสัมปทานทางรถไฟสายแรกขึ้นในสยาม มีเส้นทางจากชายฝั่งทะเลอันดามันด้านมหาสมุทรอินเดียข้าม คอคอดกระ” ไปจรดชายทะเลฝั่งอ่าวไทย โดยขอสิทธิ์ทรัพยากรและการจัดการในแผ่นดินสองข้างทางรถไฟข้างละประมาณ 5 ไมล์ เป็นของบริษัท โดยบริษัทลอยด์จัดตั้ง “บริษัทรถไฟสยาม” เพื่อบริหารโครงการนี้ ฝ่ายสยามยอมให้บริษัทรถไฟสยามสร้างทางรถไฟข้ามคอคอดกระนี้เพื่อประโยชน์ทางการค้าได้แต่ต้องทำตามเงื่อนไขบางประการของฝ่ายไทย คงเป็นที่ยอมรับเงื่อนไขกันไม่ได้โครงการนี้จึงเป็นอันยุติ

               จวบจนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สยามยอมให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศได้ และกองทัพญี่ปุ่นมีแผนการโจมตีอินเดียที่ฝ่ายอังกฤษครองอยู่ผ่านพม่า จึงได้สร้างเส้นทางรถไฟสาย หนองปลาดุก-กาญจนบุรี-ทันบีอูซายัต หรือที่รู้จักกันในนาม “ทางรถไฟสายมรณะ”ขึ้น เพื่อเป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุง กำลังรบ แต่ประมาณปลายเดือนมกราคม พ.ศ. 2486 ฝ่ายอังกฤษโจมตีแนวหน้ากองทัพญี่ปุ่นอย่างหนักดังนั้นแผนการโจมตีอินเดียจึงต้องระงับชั่วคราวเพื่อรอกองกำลังบำรุงที่จะผ่านจากชายแดนไทยมายังพม่า ภายใต้ภาวะการณ์เช่นนี้ฑตทหารญี่ปุ่นในไทยจึงเจรจาลับ ยื่นข้อตกลง “การสร้างทางรถไฟสายคอคอดกระ” ด้วยความจำเป็นแห่งแผนยุทธการในวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2486

               ข้อตกลงดังกล่าวคล้ายกับข้อตกลงการสร้างทางรถไฟสายมรณะแตกต่างบ้างเพียงเพิ่ม การสร้างท่าเรือที่ปลายทางรถไฟเท่านั้น ซึ่งทางรถไฟสายมรณะเชื่อต่อทางรถไฟเดิมในพม่า ร่างข้อตกลงนี้ใช้เวลาในการพิจารณาเพียง 2 สัปดาห์ จึงมีการลงนามตกลงกันโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ฝ่ายไทย กับ พลโท นากามูระ อาเคโตะ ผู้บัญชาการกองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2486

               เส้นทางรถไฟสายคอคอดกระนี้สร้างเชื่อมต่อจากสถานีชุมพรไปยังสถานีกระบุรีในจังหวัดระนอง มีแนวทางขนานกับแนวถนนสาย ชุมพร-กระบุรี และสายกระบุรี-ระนอง มีระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร สร้างโดยบริษัทรับเหมาก่อสร้างญี่ปุ่นในสิงคโปร์เหมาดำเนินการ 3 บริษัทคือ บริษัทนันโปซังโย จัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ก่อสร้างทุกชนิด บริษัทคินโยฮัง ปลูกสร้างที่พักกรรมกร ถางป่า งานดิน ทำสะพาน วางหมอนไม้ วางราง ลงหินโรยทาง ตั้งแต่กิโลเมตรแรกถึงกิโลเมตรที่ 48 งานส่วนที่เหลือเป็นของบริษัทนิชิโมโต ดำเนินการจนถึงท่าเรือคลองละอุ่น แรงงานที่ใช้มาจากสิงคโปร์และไทย เป็นกรรมกรชาวมลายู 70 % กรรมกรจีน 10% และกรรมกรไทย 20% จำนวนแรงงานที่ใช้มากกว่า 30,000 คน มี 7 สถานีคือ สถานีวังไผ่ ท่าสาร ปากจั่น ทับหลี กระบุรี คลองลำเลียง และสถานีเขาฝาชี ใช้รางเหล็กจากมลายูขนาด 40-50 ปอนด์/หลา ใช้เวลาสร้าง 7 เดือน สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2486

               เนื่องจากการขนส่งบนทางรถไฟสายคอคอดกระไม่ได้เชื่อมต่อกับรางรถไฟในพม่าโดยตรงต้องลงรถไฟที่สถานีเขาฝาชีแล้วลงเรือต่อที่ท่าเรือละอุ่นข้ามคลองละอุ่น แม่น้ำกระบุรีออกสู่ปากน้ำจังหวัดระนองเพื่อไปยังวิคติเรียพอยต์ของพม่า จึงทำให้กองทัพญี่ปุ่นใช้เส้นทางนี้เพื่อขนส่งกำลังทหารและเสบียงอาหารมากกว่าใช้ลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป็นของหนักและต้องใช้ความระมัดระวังในการลำเลียง จากการที่ทางสายนี้เร่งสร้างทำให้มีข้อจำกัดด้านความมั่นคงแข็งแรงจึงเกิดข้อจำกัดในการใช้ลำเลียงอาวุธหนักดังกล่าว

               ช่วงปลายสงครามประมาณตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2488 กองทัพสัมพันธมิตรโจมตีทางรถไฟ ท่าเรือคลองละอุ่น และฐานทัพทหารญี่ปุ่นบนเขาฝาชีทางอากาศ กองทัพญี่ปุ่นเสียหายหนัก กระทั่งเรือลำเลียงถูกระเบิดจมลงในแม่น้ำกระบุรีเป็นจำนวนมาก กองทัพญี่ปุ่นจึงเริ่มรื้อรางรถไฟจากสถานีเขาฝาชีถึงกิโลเมตรที่ 24 ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2488 หรือสองเดือนก่อนแพ้สงคราม ทั้งรี้เพราะกลัวฝ่ายสัมพันธมิตรจะใช้เส้นทางสายนี้ยกกำลังเขามาโจมตีกองทัพญี่ปุ่นในประเทศไทย หลังความพ่ายแพ้ ร้อยเอกโงโตะ หัวหน้าหน่วยก่อสร้างทางรถไฟสายคอคอดกระได้เข้ามาเจรจากับรัฐบาลไทยขอรื้อถอนรางโดยให้เหตุผลว่ากองทัพญี่ปุ่นไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทางสายนี้ต่อไปเพราะสงครามยุติแล้ว เป็นการปิดตำนานทางรถไฟสายการศึกสายนี้

คอคอดกร2

               ภายใต้การศึกในปัจจุบัน ที่มีการประกาศกฎอัยการศึกสภาพบ้านเมืองเปรียบเสมือนอยู่ในสภาวะสงครามที่ทหารมีอำนาจสูงสุดในการจะกระทำการใดใดก็ได้ ทั้งที่เป็นประโยชน์ต่อชาติหรือต่อพวกพ้อง นายพล ป. ที่เป็นใหญ่ขณะนี้หากคิดรบทำศึกทางการค้า สร้างชาติที่ยั่งยืน สร้างงานสร้างประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริง ขอโปรดได้คิดคำนึงถึงคุณูปการของทางรถไฟสายอดีตที่สร้างเสร็จได้ในเจ็ดเดือน และใช้ประโยชน์ในเวลาหนึ่งปีหกเดือนต่อมาของเส้นทางยุทธศาสตร์ของ ทางรถไฟสายคอคอดกระนี้  ขอท่านได้ใช้อำนาจกำลังภายนอก ภายในที่มีอยู่เนรมิตชุบชีวิตทางรถไฟสายคอคอดกระนี้เสียเถิด จะเป็นแนวเส้นทางเดิมหรือแนวเส้นทางใหม่จากอำเภอหลังสวนข้ามเขาผ่านอำเภอพะโต๊ะมุ่งสู่ชายฝั่งทะเลแถบอำเภอเมืองติดต่ออำเภอกะเปอร์ และสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ปลายเส้นทางสายนี้ อาณาบริเวณท่าเรือก็จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษยกเว้นภาษีบางประเภทอย่างเช่นที่ทำกับเมืองชายแดน เพียงเท่านี้ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผู้มีอำนาจอยู่เต็มมือ

               แล้วพื้นที่ระนองนี้จะเป็นสมรภูมิทางการค้าให้ไทยมีรายได้จากการขนส่ง & ส่งออกแข่งกับกองทัพเศรษฐกิจจากต่างชาติได้อย่างไม่อายใคร 

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า  ขุนศึกจะรบเป็นหรือไม่

 

หมายเหตุ :  รูปหัวรถจักรไอน้ำที่สถานีหัวหิน

cr:  พวงทิพย์  เกียรติสหกุล.  2554.  ทางรถไฟสายใต้ในเงาอาทิตย์อุทัย.

นครปฐม:โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร  พระราชวังสนามจันทร์

ขุดพบรางรถไฟโบราณสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  ที่อำเภอละอุ่น.

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 ม.ค. 2556.  สืบค้นเมื่อ  21 ส.ค.  2557.

wikipedia.org/ทางรถไฟสายคอคอดกระ.  สืบค้นเมื่อ  21  ส.ค.  2557.

ทวาย : อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ

ทวาย : อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ

               เมื่อเอ่ยคำว่า “ทวาย” ขึ้นมาลอย ๆ หลายคนอาจเข้าใจถึงความหมายของผิดปกติหรือนอกฤดูกาลของพืชผักผลไม้ เช่น มะม่วงทวาย เป็นมะม่วงที่ออกผลนอกฤดูที่มะม่วงทั่วไปออกผล มะม่วงหรือผลไม้ “ทวาย” จึงมีราคาสูงกว่าผลไม้ตามฤดูกาลปกติ ด้วยหลักการตลาด ความต้องการที่มีมากกว่าผลผลิด

               ทวาย ในชื่อภาษาอังกฤษว่า DAWEI เป็นเมืองหนึ่งในประเทศพม่า มีชื่อเดิมว่า TAVOY  ตั้งติดทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย ถ้านับเอาไทยเป็นที่ตั้ง ทวายจะอยู่ด้านตะวันตกประเทศไทยด้านจังหวัดกาญจนบุรี หรือที่พิกัดภูมิศาสตร์ 14.09°N 98.20°E กลุ่มชาติพันธุ์ของประชากรส่วนใหญ่เป็นชนชาติมอญ   แต่ดั้งแต่เดิมทวายอยู่ในการปกครองของอาณาจักรพุกาม (Bagan Empire) จากนั้นเปลี่ยนผู้ปกครองมาโดยลำดับตกเป็นของ ราชวงศ์สุโขทัย อยุธยา ตองอู และเมื่อเกิดสงครามภายในพม่าฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ คือระหว่างราชสำนักคองบองกับราชสำนักพะโค ทวาย ได้ย้ายมาอยู่ในความปกครองของรัฐสยามอีกครั้ง กระทั่งพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ทวายอยู่ในฐานะรัฐชาติมอญ (Mon State) จนท้ายสุดในปัจจุบันอยู่ในการปกครองของพม่า

               ในปีค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553) การท่าเรือแห่งพม่า (Myanmar Port Autority) ได้ลงนามข้อตกลงให้บริษัท อิตาเลี่ยนไทยดีเวลลอปเม้นต์พัฒนาท่าเรือน้ำลึกในทวายมูลค่า 8600 ล้านดอลล่าสหรัฐหรือประมาณ 28000 ล้านบาท การพัฒนาดังกล่าวจะทำให้ทวายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ(Special Economics Zone,SEZ) แห่งแรกในพม่า ทางหลวง(Highways)และทางรถไฟจะถูกเชื่อมต่อระหว่างเมืองทวายข้ามเทือกเขาตะนาวศรีผ่านกรุงเทพ ศรีโสภณ เสียมราช ออกทะเลจีนใต้ที่ประเทศวียดนามที่เมือง ก๋วงนัง (quy nhon) เป็นเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor) มีโครงการด้านคมนาคมที่ไทยกำลังพิจารณาสร้างหลายโครงการ เช่น สร้างทางหลวงพิเศษบางใหญ่-กาญจนบุรี-ชายแดนบ้านพุน้ำร้อน

พัฒนาแนวเส้นทางรถไฟสายน้ำตก-ด่านเจดีย์สามองค์ พัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางรางเชื่อมโยงกับด่านบ้านพุน้ำร้อน

  ทวาย2

 

               ปัจจุบันไม่ทราบว่าโครงการทวายได้ดำเนินการไปถึงขั้นไหนแล้ว แต่มีหน่วยงานราชการไทยให้ความอุปถัมภ์อยู่ แม้ในอดีตทวายจะเคยเป็นของไทยและตำแหน่งที่ตั้งของเมืองทวายนั้นต้องยอมรับว่าเป็นตำแหน่งที่เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้พาดผ่านอันจะทำให้การขนส่งข้ามภูมิภาคจากฝั่งมหาสมุทรอินเดียสู่ทะเลจีนใต้สั้นลง เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศที่เกี่ยวข้อง 4 ประเทศ คือ พม่า ไทย กัมพูชา และเวียดนาม   ผลประโยชน์หรือข้อตกลงที่จะทำร่วมกันก็ต้องผ่านทั้ง 4 ฝ่าย แต่ถ้าพิเคราะให้รอบคอบให้ผู้รับผลประโยชน์ลดลงจากสี่รายเป็นสามราย ท่าเรือทวายในประเทศพม่า จะมีท่าเรือจากไทยเป็นคู่แข่งทันที

                ถ้ากางแผนที่ประเทศไทยมาดูกันจะเห็นว่า เมืองทวายอยู่เหนือจากชายแดนไทย-พม่าด้านติดทะเลอันดามัน จังหวัดแรกที่ติดทะเลอันดามันของไทยคือ จังหวัดระนอง หรือเมืองกระบุรีในอดีต ท่าเรือทวายไม่มีประโยชน์ต่อไทยมากไปกว่าท่าเรือระนอง การใช้ท่าเรือทวายเป็นสะพานผ่านแดน (Land Bridge) ไทยเท่ากับเป็นการใช้จมูกคนอื่นหายใจ ขณะที่เรามีจมูกเราใช้เองอยู่แล้วอยู่ที่ท่าเรือระนอง ถ้าคำร้องขอของผู้จัดการท่าเรือระนองให้พัฒนาท่าเรือระนองเป็นผลนั่นหมายถึงว่า มีการพัฒนาระบบขนส่งทางรางเข้าสู่ท่าเรือระนองให้ได้โดยเร็ว ยุทธศาสตร์ที่ดีต่อการเชื่อมโยงการค้ากับประเทศในแถบเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา   ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างยิ่ง แทนที่จะให้ความสำคัญกับท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังที่มีทำเลที่ตั้งในทะเลปิดที่ในอนาคตจะแข่งขันกับท่าเรือประเทศเพื่อนบ้านเช่นเวียดนามไม่ได้ รัฐโดยกรมเจ้าท่า การท่าเรือ การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมศุลกากร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งที่จะต้องทำท่าเรือน้ำลึกระนองให้รองรับการเดินเรือร่วมกับการขนส่งทางราง(รถไฟ)จากฝั่งทะเลอันดามัน ลัดสู่ทะเลจีนใต้ให้จงได้ ผลที่ตามมาอย่างยั่งยืนในระยะยาวคือการมีงานทำของประชาชนคนไทย

               เมื่อเทียบประโยชน์ใช้สอยกันกับท่าเรือปากบาราแล้วจะเห็นว่าที่ตั้งของท่าเรือระนองใกล้กับแหล่งอุตสาหกรรมทางภาคกลางและตะวันออกของประเทศไทยมากกว่า ปากบาราที่ตั้งอยู่ใต้สุดของไทยในจังหวัดสตูล รัฐควรโยกย้ายงบประมาณที่จะสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราที่มีมวลชนต่อต้านมาเทให้ท่าเรือน้ำลึกระนอง ร่วมกับการเร่งสร้างรางรถไฟจากหลังสวนไประนองโดยด่วนเพื่อรองรับการขนส่งจากท่าเรือกระจายไปภูมิภาคต่าง ๆ ผ่านทางรถไฟสายใต้  ที่สำคัญรัฐควรชะลอโครงการที่เกี่ยวข้องกับท่าเรือน้ำลึกทวาย ที่รัฐไทยอุดหนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในไทยแต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไปตกกับSEZในพม่า

               ขอย้ำให้รู้ว่า โครงการในทวายไม่มีประโยชน์กับประชาชนคนไทยส่วนใหญ่มากกว่าโครงการในระนอง จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ชะลอโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการทวายและผลักดันโครงการระนอง นอกเสียจากว่า ประชาชนคนไทยกลุ่มนายทุนส่วนน้อยจะหาผลไม้ทวายพันธุ์พิเศษถวายกลุ่มปกครองชุดใหม่ให้ลิ้มรส

               อย่างที่บอกไว้แต่ต้นแล้วว่า อะไรที่เป็นพันธุ์ “ทวาย” นั้นราคาดีเสมอ  

 

ที่มาภาพประกอบ :

http://www.nesdb.go.th/Portals/0/tasks/dev_logis/docu/data_1137160312.pdf

ศิริราชต้องปรับการจราจร

ศิริราชต้องปรับการจราจร

 siriraj1

               ความเจ็บไข้ได้ป่วยไม่เข้าใครออกใคร เจ็บป่วยแต่ละทีไม่พ้นต้องพึ่งหมอพึ่งพยาบาล ไปโรงพยาบาลกันให้ควั๊ก นั่งรอคิวเรียกชื่อ คิวตรวจ คิวเสียตังค์ คิวรับยา ทุกกิจกรมเต็มไปด้วยคิว ไปโรงพยาบาลแต่ละทีก็ได้รับ ไฮคิว” กันตาม ๆ  กันไป เสียเวลามาก   สำหรับผู้ป่วยรายได้น้อยก็อาศัยโรงพยาบาลของรัฐ ส่วนผู้มีเงินหนาจำพวก    “ไฮโซ” ก็จะมุ่งหน้ามาโรงพยาบาลเอกชนจะได้รับความสะดวกสบายระดับ “โลว์คิว” ไม่ต้องรอคอยเข้าคิวนานเหมือนโรงพยาบาลของหลวง

               โรงพยาบาลศิริราชเป็นโรงพยาบาลของรัฐที่เป็นที่มีการเรียนการสอนวิชาแพทย์ ผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรักษาโรคต่าง ๆได้ดีราวกับเป็นหมอเทวดา คนไข้ยอมรับในฝีมือการรักษาของบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลแห่งนี้ ผลที่ตามมาก็คือ ปริมาณคนไข้ที่เพิ่มขึ้นมากมาก ทั้งไฮโซ โลว์โซ ต่างก็อยากมาหาหมอเทวดาช่วยรักษาชีวิตและสุขภาพของตนไว้ เพราะไม่ว่ายากดีมีจนอย่างไรมนุษย์เดินดินทั้งหลายต่างก็รักชีวิต รักตัวกลัวตายด้วยกันทั้งนั้น

               การมาพบแพทย์ของแต่ละคนน้อยนักที่จะเดินทางมาคนเดียว เพราะมีคำว่า      ” ผู้ป่วย “ติดตัว  จึงต้องมีผู้ติดตามที่มักจะเป็นญาติพาผู้ป่วยมาโรงพยาบาล อย่างน้อยก็ 1 คน จำนวนคนจึงล้นโรงพยาบาล  คนจำนวนมากนี้มักจะเดินทางมาโรงพยาบาลโดยทางรถยนต์ส่วนตัวบ้าง รถสาธารณะบ้าง  ปัญหาจราจรติดขัดโดยรอบบริเวณโรงพยาบาลจึงตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   ลองเรียกรถแท็กชี่ตอนเช้าหรือเย็นจากที่ใดก็ได้แล้วถามดูว่า “ไปศิริราชมั้ย” คำตอบที่ได้จะสะท้อนถึงสภาพจราจรบริเวณนี้เป็นอย่างดี

               การเดินทางเดินทางของผู้ป่วยทางรถยนต์ ผู้พาผู้ป่วยมักจะนำรถมาจอดส่งคนไข้บริเวณทางลาดขึ้น-ลงตึกผู้ป่วยนอก เมื่อส่งผู้ป่วยแล้วะนำรถลงทางลาดเลี้ยวออกประตูโรงพยาบาลด้านใกล้แยกศิริราชเพื่อเลี้ยวซ้ายเข้าโรงพยาบาลอีกรอบด้านประตูตึกอุบัติเหตุ เพื่อทะลุไปหลังโรงพยาบาลหรือเลี้ยวซ้ายขึ้นอาคารจอดรถ หาที่จอดรถ หากเดินสำรวจพื้นที่บริเวณดังกล่าวจะพบว่าหากโรงพยาบาลสามารถให้รถที่จอดส่งคนไข้ที่ตึกผู้ป่วยนอกเลี้ยวทะลุผ่านอาคารจอดรถโดยไม่ต้องออกไปผ่านแยกศิริราช โดยอาจนำรถไปจอดในอาคารจอดรถได้เลยหรือไม่ก็เลาะใต้อาคารจอดรถแล้วเลี้ยวซ้ายผ่านตึกอุบัติเหตุก็จะสามารถนำรถไปจอดด้วนหลังโรงพยาบาลได้โดยไม่ต้องนำรถไปติดสัญญานไฟที่แยกศิริราช จะช่วยแก้ปํญหาจราจรติดขัดที่แยกนี้ได้มาก

               โรงพยาบาลอาจต้องลงทุนทำทางจากตึกผู้ป่วยนอกเชื่อมกับอาคารจอดรถ แต่ทั้งนี้เรื่องเงินคงไม่เป็นปัญหากับโรงพยาบาลมากนักเพราะได้ขึ้นค่าใช้บริการของผู้ป่วยอยู่แล้ว เงินที่มีอยู่ก็เห็นใช้ปรับปรุงอาคารแต่ละอาคารได้อย่างสวยงามดูทันสมัยไม่น่ากลัวเหมือนโรงพยาบาลยุคเก่า ถ้าจะเจียดเงินส่วนนี้หรือส่วนไหนก็ตามแต่(ที่อาจจะมาจากการรับบริจาคก็ได้) มาปรับปรุงระบบจราจรภายในโรงพยาบาลก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการและช่วยไม่ให้มีผู้ต้องทนทุกข์กับปัญหารถติดรอบโรงพยาบาล ถ้าปรับการจราจรโดยให้รถเดินทางเดียวจากแยกตึก 84 ปี มายังตึกสลากเพื่อออกประตูด้านถนนอรุณอมรินทร์ (ประตู 4 )หรือจะเลี้ยวซ้ายขึ้นไปรับ-ส่งผู้ป่วยบนทางลาดตึกผู้ป่วยนอกอีกด้วยแล้ว การจราจรก็จะยิ่งน่าลื่นไหลได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ที่ประตูลงทางลาดตึกผู้ป่วยนอกก็ให้ตำรวจหรือสำนักการจราจรมาติดสัญญานไฟจราจรไว้แบบที่สยามพารากอนทำไว้เป็นตัวอย่าง เปิดสัญญานไฟเขียวให้รถเลี้ยวขวาขึ้นสะพานอรุณอมรินทร์ได้ เท่านี้รถก็จะไม่ไปอออ้อมขึ้นสะพานด้านหลังโรงพยาบาลแล้ว

               ที่บอกมาทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์ผู้อื่นทั้งนั้น และไม่เกี่ยวกับงานทางการแพทย์ แต่ข้องแวะกับประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์   ท่านผู้บริหารโรงพยาบาลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีอำนาจบริหารจัดการ ไม่ทราบว่ายังจำคำที่ว่า

ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์เพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง

ได้อยู่หรือไม่

siriraj2

               เป็นเสียงน้อย ๆ จากคน ศิริราช ที่ไม่ใช่บุคลากร ศิริราช แนะมาครับ

ทางรถไฟสายอดีต

ทางรถไฟสายอดีต

IMG_201407291860 

               ในระบบขนส่งที่ปัจจุ บันมีชื่อเรียกที่ดูทัน

สมัยว่า ระบบโลจิสติกส์” นั้น เป็นที่ยอมรับกันว่า การขนส่งทางรางเป็นการขนส่งที่มีต้นทุนต่ำ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตรงที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไชค์ต่ำกว่าการขนส่งประเภทอื่น ระบบขนส่งทางรางในประเทศไทยเริ่มต้นจาก การสร้างทางรถไฟเอกชนสายกรุงเทพถึงปากน้ำ(สมุทรปราการ) จากนั้นรัฐก็จัดให้มีการสำรวจแนวทางสร้างรถไฟหลวงขึ้นมา เริ่มจากสาย กรุงเทพ-นครราชสีมา มีทางแยกไปจังหวัดลพบุรีถึงจังหวัดเชียงใหม่ แยกจากอุตรดิตถ์ถึงท่าเดื่อริมแม่น้ำโขง สายเชียงใหม่-เชียงราย-เชียงแสน ค่าจ้างสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2430 คือ ไมล์ละ 100 ปอนด์

               รถไฟหลวงเริ่มสร้างจริงโดยวางศิลาฤกษ์หรือที่เรียกกันว่า ปักหมุด” ที่สถานีกรุงเทพ โดยพระปิยะมหาราช เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2434 โดยสร้างสายกรุงเทพถึงนครราชสีมา เปิดเดินรถได้ช่วงแรกก่อนระหว่างกรุงเทพถึงสถานีอยุธยา เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 วันที่ 26 มีนาคมจึงกลายเป็นวันรถไฟไทย  หรือวันเกิดรถไฟไทยนั่นเอง

               การสำรวจเส้นทางรถไฟมีมาโดยลำดับหลายสายทั้งในสภาวะปกติและสภาวะสงคราม ทางรถไฟสายมรณะเกิดขึ้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างเชื่อมต่อทางรถไฟสายใต้ไทยไปประเทศพม่าผ่านจังหวัดกาญจนบุรีด้านด่านเจดีย์สามองค์ ทางรถไฟสายนี้ผ่านการสำรวจ สร้าง และใช้งานจริง แต่ยังมีทางรถไฟบางสายเป็นได้แค่โครงการในกระดาษ อาจมีการสำรวจ แต่ไม่มีการก่อสร้าง หรืออาจมีการสร้างแต่สร้างได้ไม่เต็มเส้นทาง เช่นทางรถไฟไปภูเก็ตสร้างได้แค่สถานีคีรีรัฐนิคม โครงการทางรถไฟสายตะวันตก จากบ้านหนองปลาดุกถึงจังหวัดตากก็สร้างได้แค่ชุมทางหนองปลาดุกถึงสุพรรณบุรี โครงการรถไฟสายบ้านดารา-สวรรคโลค-ตาก-เมาะละแหม่งสร้างได้แค่สวรรคโลค เส้นทางสายบัวใหญ่-นครพนม ไม่ได้สร้างแต่อย่างใด

               ปัจจุบันมีการรื้อฟื้นโครงการสำรวจแนวเส้นทางระบบไฟที่คนรุ่นเก่าทำไว้ ทางสายอุดร-สกลนคร-นครพนม ถูกผนวกรวมกับทางสายบัวใหญ่-มุกดาหาร-นครพนม กลายร่างเป็นแนวทางรถไฟสายบ้านไผ่-มหาสารคาม-มุกดาหาร-นครพนม อาจจัดได้ว่าวิสัยทัศน์ของคนรุ่นเก่ากว้างไกลมาก คนรุ่นปัจจุบันที่พยายามจะใช้รถไฟให้เป็นประโยชน์ทั้งจากการสำนึกได้ของประโยชน์ของรถไฟเองหรือเพราะการตามกระแสความนิยมของโลกก็ตาม ไม่ว่าจะอย่างไรการจะสร้างการขนส่งระบบรางขึ้นใหม่ก็ไม่พ้นการหยิบยืมแนวคิดพื้นฐานแนวทางที่คนรุ่นเก่าทำไว้ เช่นการใช้แนวทางบัวใหญ่-นครพนม เป็นพื้นฐานในการสำรวจออกแบบเส้นทางสาย บ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม การเตรียมสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของก็ไม่พ้นแนวคิดเก่าเมื่อปี 2430 แม้กระทั่งรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่วิ่งไปบางใหญ่นั้น จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าในอดีตเคยมีรถไฟสายบางบัวทองมาแล้ว โดยมีจุดเริ่มต้นทางจากแถววัดลิงขบ ไปสุดปลายทางแถววัดละหาน จ.ปทุมธานี จวบจนปัจจุบันก็ต้องสร้างระบบขนส่งมวลชนไปชานเมืองแถบบางบัวทองซ้ำรอยอดีต เชื่อหัวไอ้เรืองคนหัวโบราณมั้ย

               ที่จริงแล้วเรื่องทำเลที่ตั้งไม่มีปัจจุบันไม่มีโบราณจะมาอ้างว่าทฤษฎีเก่าแล้วใช้ไม่ได้นั้นใช้ไม่ได้สำหรับเรื่องนี้ ทำเลที่ตั้งมีธรรมชาติ ลักษณะเฉพาะตัว ร้อยปีที่แล้วเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็เป็นอย่างนั้น เมืองเชียงของ เชียงแสนก็ยังเป็นเมืองชายแดนอยู่อย่างนั้น เกริ่นมาซะนาน ที่จริงแล้วอยากให้มีการปัดฝุ่นโครงการ หนองปลาดุก-บ้านภาชี การที่ปัจจุบันหยุดหัวรถจักรไว้ที่มาลัยแมนย่อมไม่มีประโยชน์มากกว่า หยุดหัวใจไว้ที่เธอ  ช่วยกันต่อให้ถึงอยุธยาหน่อยเถอะ แล้วเชื่อเถอะ ทางรถไฟสาย อยุธยา-สุพรรณบุรี นี้จะเป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบขนส่งทางรางของไทยต่อไป ช่วยเจียดเงินที่จะสร้างรถไฟรางคู่ที่ค่าก่อสร้างเฉลี่ยกิโลเมตรละ 140 ล้านบาทมาสร้างทางสายนี้เถอะ ไหนๆ ก็ซ่อมรางหนองปลาดุก-สุพรรณด้วยราคาที่ประมาณ กิโลเมตรละ 14 ล้านบาทไปแล้ว จะได้ใช้ทางที่ซ่อมให้คุ้มค่ากว่าไว้วิ่งรถวันละสองขบวน อีกอย่าง ถ้ามองให้ดีทางรถไฟสายสุพรรณ-อยุธยานี้จะเป็นเขื่อนและแก้มลิงช่วยป้องกันน้ำท่วม อยุธยา ปทุมธานี นครปฐม ได้ด้วยนะครับ

ถ้าออกแบบให้ดี

วงแหวนระบบรางขั้นที่ ๒ : คุ้มค่ากว่าเงินที่ถูกโกง

              ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ระบบรางทางรถไฟไทยถูกทำลายจากไฟสงคราม   สะพานพระราม ๖ ซึ่งเป็นสะพานที่ใช้เชื่อมต่อรถไฟสายเหนือกับสายใต้ได้ถูกทำลายลงจากการทิ้งระเบิด ช่องทางส่งกำลังบำรุงของกองทัพญี่ปุ่นในสมัยสงครามระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีจึงถูกตัดขาดลงไปด้วย ด้วยเหตุนี้จึงน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งของการสร้างทางรถไฟสายสุพรรณบุรี ที่เริ่มสำรวจเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ปีเดียวกับที่ซ่อมสะพานพระราม ๖ สำเร็จ  แนวเส้นทางสายนี้เริ่มจากทางรถไฟสายใต้ที่ชุมทางหนองปลาดุก จังหวัดราชบุรี ขึ้นเหนือไปสิ้นสุดที่ใกล้วัดป่าเลไลย์ อ.เมืองสุพรรณบุรี และมีโครงการสร้างต่อไปเชื่อมทางรถไฟสายเหนือที่ ป่าหวาย จังหวัดลพบุรี

                ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ถึงกับมีพระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในท้องที่ อ.เมืองสุพรรณบุรี อ.ศรีประจันต์ อ.สามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี อ.วิเศษไชยชาญ อ.เมืองอ่างทอง อ.ไชโย อ.โพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง อ.เมืองลพบุรี อ.ท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี อ.พรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อรองรับทางรถไฟสายสุพรรณ-ป่าหวาย(ตามราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๗๒ ตอน ๔๕ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๘) อันสอดคล้องกับที่ได้เคยเขียนไว้ใน “วงแหวนระบบรางขั้นที่ ๑” ที่ให้ความเห็นว่าควรเชื่อมต่อระบบรางจากจังหวัดสุพรรณบุรีกับพระนครศรีอยุธยา

               ทางด้านใต้ มีทางรถไฟ ๒ สายทางที่น่าได้รับการพัฒนาและเยียวยาอย่างเร่งด่วน ทางนั้นได้แก่  ทางรถไฟสายธนบุรี-นครปฐม-ราชบุรี-เพชรบุรี และสายทางวงเวียนใหญ่-มหาชัย(ระยะทาง ๓๑ กม.) และเส้นทางสายบ้านแหลม-แม่กลอง(ระยะทาง ๓๔ กม.)   ถ้ามีการเชื่อมต่อระหว่างมหาชัยกับบ้านแหลมโดยสร้างสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน และสร้างรางใหม่จากแม่กลองข้ามแม่น้ำแม่กลองเชื่อมทางรถไฟสายใต้ระหว่างราชบุรีกับเพชรบุรีอาจเป็นที่แยกวังมะนาวหรือสถานีปากท่อ ด้านต้นทางก็เชื่อมสถานีหัวลำโพงกับสถานีวงเวียนใหญ่มาตามแนวคลองผดุงกรุงเกษมแล้วข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากคลองสาน จากนั้นใช้แนวเส้นทางเดิมคือถนนเจริญรัถถึงสถานีวงเวียนใหญ่ สิ่งที่ได้จากที่กล่าวไว้ข้างต้นคือเส้นทางระบบรางที่เป็นวงกลม ซึ่งจะขอเรียกว่า “วงแหวนระบบรางขั้นที่ ๒” ถ้าวนขวาก็จากหัวลำโพง-วงเวียนใหญ่-มหาชัย-บ้านแหลม-แม่กลอง-ปากท่อ-ราชบุรี-หนองปลาดุก-นครปฐม-ตลิ่งชัน-บางซื่อ-หัวลำโพง วงแหวนวงนี้นอกจากจะช่วยแบ่งเบาภาระทางถนน(ของเส้นทางพระรามสองที่ปัจจุบันในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ รถจะติดมากแถวๆแยกคลองโคนถึงกทม.)แล้ว ยังช่วยย่นระยะทางรถไฟสายใต้ได้หลายสิบกิโลเมตร

               ส่วนค่าก่อสร้างเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าคงไม่แพงเพราะมีแนวเส้นทางเดิมอยู่บ้างแล้ว แต่ก็ไม่น่าถูกเพราะต้องข้ามแม่น้ำใหญ่ถึงสามสาย และน่าทำเพราะคิดว่าไม่ว่าจะถูกจะแพงอย่างไรเสียคงไม่เกิน ๕ แสนล้านที่รัฐไทยเคยเสียไปกับการโกง “จำนำข้าว” ที่มีคนได้ประโยชน์ไม่กี่ครอบครัว ถ้ารัฐไทยจะลงทุนอีกสักครั้งกับ “วงแหวนระบบรางขั้นที่ ๒” นี้ ประโยชน์จะตกกับคนหลายร้อยพันหมื่นครัวเรือน

คุ้มไม่ใช่หรือกับเงินแค่ไม่ถึงที่เคยถูกโกง   

railwayที่มา : http://www.railway.co.th/intranet/srt/civil/wwwroot/rail_map.html

ทางรถไฟสายดาวตก : รถไฟไอพิษ

ดาวตก๑

ไม่เขียนถึงคงไม่ได้แล้วสำหรับวรรณกรรมท่องเที่ยวเล่มล่าของ  ทรงกลด  บางยี่ขัน  ด้วยปกหน้ารูปรถไฟสีเขียวที่ถ้าคาดไม่ผิดคงเป็นฝีมือ  เอจิ  มิโตะโอะกะ  แสดงเด่นอยู่ถ้วนทั่วร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป  กับการเดินทางทั่วเกาะคิวชู  ด้วยขบวนรถไฟที่ทำให้หัวใจเต้นแรง  จั่วหัวไว้ซะอย่างงั้น  คนหัวใจเต้นโรยแรงจะไม่เขียนถึงได้ไง

แต่ก่อนอื่นใดขอย้อนวัยซักกะนิด  ขอเปิดเพลง  “มนต์ไทรโยค”  ประกอบจังหวะ

“วาว วาว  เสียงรถไฟวิ่งไป ฤทัยครื้นเครง เรามันคนกันเองไม่ต้องเกรงใจใคร”

ทางรถไฟสายดาวตก เป็นหนังสือเชิญชวนจนอาจเข้าข่าย  โฆษณาชวนให้เชื่อให้ท่องเที่ยวทางรถไฟทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่นในภาค(เกาะ)คิวชู  ลักษณะพิเศษของเรื่องอยู่ที่  ความพิเศษของแต่ละขบวนรถไฟท่องเที่ยวเหล่านั้น  ที่นักออกแบบรถไฟนามอุโฆษ  “เอจิ  มิโตะโอะกะ”  บรรจงออกแบบไว้อย่างพิถีพิถัน  ใส่ใจทุกรายละเอียด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้พยายามทวงคืนสิ่งที่ความเจริญทางวัตถุได้ทำลายไปให้กลับคืนมา  สำหรับ  เอจิ  มิโตะโอะกะแล้ว  ความรีบเร่งมาพร้อมความเจริญ  ควบรวมไว้ด้วยความเหินห่างระหว่างบุคคลในครอบครัว    จึงตั้งใจใส่ความช้าไว้ในรถไฟที่เขาออกแบบ  เพื่อบ่มเพาะความรักให้ก่อเกิด  ความรักเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาคือความเชื่องช้าบ่มเพาะ  ถ้าบรรยากาศบนรถไฟเร็วเกินกว่าจะสบตาทัน  แล้วจะรักกันได้ยังไง

นั่นเป็นตัวอย่างสาระในเล่ม  ที่คนไม่ชอบภาษาญี่ปุ่นที่มักมี  งึ  งึ  งะ  งะ  บึ๊  บ๊ะ๊  โตะ  เอะ  เบะ  ตะ  อ่านสะกดยากพอกับภาษาจีน  อ่านแล้วพลอยให้  งึก  งึก  งัก  งัก  จังซี้มันต้องถอนตามไปด้วย  ถึงกระนั้นก็เพียรอ่านจนจบแบบซื้ออ่านไม่ได้แอบอ่านแบบ  “wish us luck  ขอให้เราโชคดี ”  มีทั้งได้และเสียหลังการอ่าน

ที่คิดว่าได้คือหนังสือเล่มนี้ได้ผู้อยู่ในแวดวงการออกแบบ  เขียนบรรยายแนวคิดการออกแบบของนักออกแบบระดับปรมาจารย์  ได้ซึมซับรับรู้ด้านการออกแบบจากการอ่านแบบไม่รู้ตัว(ว่าได้เรียนรู้)  ไม่นับเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ กับวิธีคิดออกแบบเพื่อสาธารณะ  ที่ว่า  “นักออกแบบควรทำงานในลักษณะที่เป็นผู้รับใช้สาธารณะ”  หรือ  “การสร้างความทรงจำที่ดีให้เด็ก ๆ เป็นหน้าที่ของผม”  นั้นเป็นคำสอนระหว่างบรรทัดที่ได้จากการเรียนนอกหลักสูตรจากหนังสือเล่มนี้  เพราะการใส่ใจกัน  สังคมจึงดีงาม  กล่าวเช่นนี้ไม่น่าผิด  เพราะผู้ใหญ่ใส่ใจเด็ก  ปลูกฝังให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี  ก็เพราะมี  ความทรงจำในอดีต(วัยเด็ก)ที่ดี  เมื่อเป็นผู้ใหญ่ที่ดีแล้วจะรับใช้สาธารณะ  ที่ญี่ปุ่นอบรมสั่งสอนกันอย่างนี้  ไม่ใช่แค่ในห้องเรียนแต่โดยถ้วนทั่วทุกสิ่งแวดล้อมไม่เว้นแม้บนรถไฟ  ล้วนสอนสั่งบ่มเพาะให้ญี่ปุ่นเจริญทางวัตถุอย่างมาก  จึงไม่แปลกที่เมื่อญี่ปุ่นประสบภัย  สึนามิ  ครั้งล่าสุดเสียหายอย่างหนัก  จึงมี คนญี่ปุ่นสมัคร  ตาย  เพื่อกู้เตาปฏิกรณ์ปรมณู

ส่วนที่คิดว่าเสียสำหรับหนังสือเล่มนี้อาจเกิดเพราะการถ่ายบาปจากภาคแรก  อันได้แก่  “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  ที่เป็นวรรณกรรมท่องเที่ยวที่อ่านสนุกแต่ไม่มีรูป  มาภาคต่อเรื่อง ทางรถไฟสายดาวตก  จึงเต็มไปด้วยรูป  แทบจะทุกหน้า  ไม่ใช่ว่ารูปไม่สวยแต่จะดีมากหากพิมพ์ด้วยหมึกที่ถนอมจมููก  แม้จะไม่ใช้กระดาษที่ถนอมสายตาก็ตามทีเถอะ  แนะนำให้”ไม่”ซื้ออ่านโดยพลัน  ควรรอให้กลิ่นสีคลายจางอยู่คู่ร้านหนังสือชั้นนำไปก่อนแล้วจึงหยิบฉวยหาไว้เป็นเจ้าของ  ถ้าอดไม่ไหวอย่างผมที่เจอรูปรถไฟเป็นต้องควักกระเป๋าจ่ายตังค์ซื้อแล้ว  ก็ควรอ่านวันละบทพอครับ 

ไม่เช่นนั้นแล้วท่านอาจพบกับประสบการใหม่ของรถไฟพ่นไอพิษเล่มนี้  อาจต้องเสียเงินรักษาปอดจนไม่พอจ่ายค่าตั๋ว  รถไฟสายเจ็ดดาว ก็เป็นได้

วิจารณ์กันด้วยฤทัยครื้นเครง  แบบไม่เกรงใจใครกันหล่ะครับ

ดาวตก๒

ข้อมูลหนังสือ

ชื่อหนังสือ          ทางรถไฟสายดาวตก

ผู้เขียน                ทรงกลด  บางยี่ขัน

ปีพิมพ์                 พิมพ์ครั้งที่ 2  มีนาคม 2557

สำนักพิมพ์          a book

ราคา                    245        บาท

จำนวนหน้า         272        หน้า

 

 

พระราชประวัติ สมเด็จพระญาณสังวร

พระราชประวัติ

สมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังฆปรินายก

 

               ขอนอบน้อมแด่พระพุทธ  พระธรรม และเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร(สุวฑฒนมหาเถร  เจริญ  คชวัตร)

IMG_3992m

               วันที่  ๓  ตุลาคม  ๒๕๕๖  เป็นวันที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังปรินายก  ทรงเจริญพระชันษา  ๑๐๐  ปี  วันอันเป็นมงคลเช่นนี้  คณะ “ทุน ๒๑  เมษายน”  ได้จัดพิมพ์พระราชประวัติเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช  แจกแก่ผู้มีจิศรัทธาร่วมบุญร่วมกุศลทอดผ้าป่าสามัคคีร่วมสร้างเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลจุฬาฯ  เนื้อหาในหนังสือที่ผ่านการแก้ไขเพิ่มเติมจากการพิมพ์ครั้งก่อนหน้านี้ครบถ้วน  พร้อมเพิ่มภาพประกอบมากขึ้น  พระราชจริยาวัตรและพระกรณียกิจทั้งปวงของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ  ควรแก่การยึดถือเป็นแบบอย่าง 

               “แม้ว่าเจ้าพระคุณสมเด็จฯ จะทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ในสมณเพศมาโดยตลอด  แต่ความเป็นไปในพระชนม์ชีพของพระองค์สามารถยึดถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตที่ดีได้สำหรับทุกคน  ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์  เพราะแก่นแท้ของชีวิตหรือว่าส่วนที่เป็นความดีของชีวิตที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่างในการสร้างความดีให้กับตนเองและสังคมนั้น  ก็คือ  คุณธรรม  และคุณธรรมนั้น  ไม่ว่าจะเป็นคุณธรรมของบรรพชิตหรือคุณธรรมของคฤหัสถ์  ก็คือคุณธรรมอันเดียวกัน  เช่น  เมตตา  กรุณา  ไม่ว่าจะเป็นเมตตา  กรุณา  ที่มีอยู่จิตใจพระหรือมีอยู่ในจิตใจชาวบ้าน  ก็เป็นเมตตา  กรุณาอันเดียวกัน”

               วรรคบนเป็นส่วนหนึ่งที่หยิบยกมาให้อ่านกัน  คงต้องขอประทานกราบทูลยืมคำ  “เล่มนี้เขาเขียนดี  น่าอ่าน”  มาใช้สำหรับหนังสืออันทรงคุณค่าเล่มนี้ แทบไม่น่าเชื่อว่าบุคคลผู้บวชแก้บนในวัยเด็กจะมีเหตุปัจจัยให้เติบใหญ่ในทางธรรมทั้ง  “คันถธุระ”อันได้แความรอบรู้พระคัมภีร์คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  และ “วิปัสสนาธุระ”  อันเป็นการอบรมจิตใจให้รู้แจ้ในธรรมและกำจัดกิเลส กระทั่งทรงดำรงสมณศักดิ์ในฐานะประมุขแห่งสงฆ์  จนชาวพุทธทั่วโลกแซ่ซ้องถวายตำแหน่ง  “ผู้นำสูงสุดแห่งโลกพระพุทธศาสนา”  คงเป็น ปุพเพกตปุญตา  การสั่งสมบุญในอดีตจึงเป็นเหตุปัจจัยให้เป็นเช่นนั้นเอง  เราชาวพุทธผู้มีบุญได้พบพระพุทธศาสนาควรทำกุศลให้ถึงพร้อมจากการศึกษาผู้เป็นต้นแบบที่ดีเช่นนี้

               คงไม่อาจกล่าวอะไรมากไปกว่านี้ สำหรับเนื้อหาสาระดี ๆ ตลอดจนเกร็ดเล็ก  เกร็ดน้อย ในเล่ม  ผู้มีใจใฝ่ศึกษาธรรมคงต้อง  รู้ได้เฉพาะตน  จากการอ่าเองเท่านั้น  แล้วคงต้องกล่าวว่า บุคคลนี้ท่านดีจริงและจนจริง  น่าเลียนแบบ

               “เป็นพระต้องจน”  นะจ๊ะตุ๊เจ้า  นี่เป็นคำสอนฯ


ข้อมูลหนังสือ

ชื่อหนังสือ          พระราชประวัติ  สมเด็จพระญาณสังวร 

                              สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังฆปรินายก

ผู้เขียน                  ทุน  ๒๑  เมษายน

ปีพิมพ์                 พิมพ์ครั้งที่ ๓  กรกฎาคม  ๒๕๕๖

สำนักพิมพ์          ธรรมดา

ราคา                     ๐             บาท (บริจาค)

จำนวนหน้า         ๑๕๖       หน้า

 

ดาวหางเหนือทางรถไฟ : ทางรถไฟสายหลายแง่งาม

         ดาวหาง๑
         เท่าที่รู้ในภาคภาษาไทยมีผู้เขียนเรื่องเกี่ยวกับเส้นทางรถไฟสาย  ทรานส์ไซบีเรีย  ในแง่มุมการท่องเที่ยวอยู่สามเล่ม  ผลิตในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันอันจัดว่าร่วมสมัยกัน  หนึ่งในนั้นเป็นแรงบันดาลใจของอีกหนึ่งที่ฉันเคยเขียนถึง  ฉันกำลังจะเขียนถึงต้นเรื่องแรงบันดาลใจของ “ขอให้เราโชคดี  (wish us luck)” ของ  แวววรรณ  หงษ์วิวัฒน์    “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  โดย  ทรงกลด  บางยี่ขัน  เป็นแรงบันดาลใจให้  “ขอให้เราโชคดี”  ถือกำเนิดขึ้นบนพื้นบรรณภพ  หากนำสถานะภาพทางเพศมาร่วมวิเคราะห์เจาะลึกก็คงบอกได้ว่า  ดาวหางเหนือทางรถไฟก็คือบิดาของ  ขอให้เราโชคดี  เขียนเรื่องของลูกไปแล้วคราวนี้คงเป็นทีของพ่อบ้าง
          ถึงแม้ว่าฉันจะมีเหตุให้ต้องเดินทางข้ามคลองบางยี่ขันอยู่บ่อย ๆ  ก็ไม่เป็นเหตุให้ต้องไปข้องเกี่ยวกับชายตาตี่(ที่ไม่รู้ว่าหนุ่มน้อยหรือหนุ่มมาก)ที่ชื่อ  ทรงกลด  บ่องตงเลยว่าไม่รู้จัก  แต่ด้วยความชอบรถไฟและเรื่องเกี่ยวกับรถไฟเป็นเหตุให้ต้องมาข้องแวะกับทั้ง  “ขอให้เราโชคดี”  ลูกสาว  และ  “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  ผู้พ่อ  และยังไม่นับอีกหนึ่งเล่มที่จับตาอ่านอยู่ที่เป็นของตากล้องคู่บารมีพิธีกรอารมณ์ดี  เรย์  แมคโดแนลด์  อย่างที่บอกไว้แต่ต้น  ทั้งสามล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางบนเส้นทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียทั้งสิ้น  เพียงแต่เล่มสามไม่อาจกล่าวถึงตอนนี้ได้เพราะยังย่อยไม่หมด
         ต้นทางที่ต่างกันของหนังสือสองเล่ม  “ขอให้เราโชคดี”  มีปลายทางที่บ้านเกิดของผู้เขียนอันได้แก่ประเทศไทยโดยมีต้นทางที่เมืองหลวงแห่งสหราชอาณาจักรที่รู้จักมักคุ้นกันในนามประเทศ  อังกฤษ  ส่วน  “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  นั้นผู้เขียนตั้งเป้าไว้ว่าเป็นการเดินทางโดยรถไฟสาย  ทรานส์ไซบีเรีย  ปลายทางก็คือด้านปลายของเส้นทางรถไฟที่เมืองมอสโคว์ประเทศรัสเซีย  โดยมีจุดเริ่มต้นเดินทางที่ประเทศไทย  ทั้งสองผู้เขียนของสองเล่มหนังสือที่ถูกฉันจัดให้เป็นญาติสนิททางวรรณกรรมนี้เดินทางสวนกัน  คนหนึ่งไปต่างประเทศ  คู่หนึ่งกลับเมืองไทย  แม้จะต่างทิศทางการเดินทางแต่ดูเหมือนมีอะไรที่คล้ายกัน  เที่ยวเมืองเดียวกัน  ทะเลเดียวกัย  บนรถไฟสายเดียวกัน  ต่างกันตรงมุมมอง  ทัศนะที่มีต่อเหตุต่าง ๆ  ที่พานพบ  และที่ไม่ต่างกันนักคือต่างตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกันในต่างแดน  คู่หนึ่งถูกหลอกเรื่องที่พักในอูลันบาตอร์  ขณะที่อีกคนหนึ่งถูกฉกของสำคัญสองครั้งในสองเมืองใหญ่
          “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  ถูกจัดให้เป็นวรรณกรรมเดินทาง  ข้อมูลที่จำเป็นประกอบการเดินทางในหนังสือเล่มนี้คงมีบ้างแต่อยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ  ดังนั้นหากจะใช้ดาวหางต่างดาวเหนือเพื่อช่วยส่องทางอย่างนักเดินเรือ เดินป่า คงพึ่งพาอาศัยได้อย่างยาก  ถ้าต้องการเช่นนั้นควรหยิบจับ  คู่มือท่องเที่ยว (guide book)  ประเภท lonely planet หรือ poorly planet  จะเหมาะกว่า  แต่หากต้องการอรรถรสทางวรรณกรรม  “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  มีให้อย่างเปี่ยมล้น  บอกได้เลยว่า  ทรงกลด  เล่นกับคำได้อย่างกับ  คนกำกับละครลิง  ที่สามารถฝึกลิงที่ลุกลี้ลุกล้นจนเชื่องจนให้เล่นละครตามท้องเรื่องได้  ประมาณว่าทำได้ไง  คิดได้ไง  กับคำง่าย ๆ  บางคำที่แค่สลับตำแหน่งก็เขียนได้เป็นคุ้งเป็นแคว  บางประโยค  บางวลี  แฝงเร้นไว้ด้วยนัยแห่ง  “สองแง่สองง่าม”  แต่ในเชิงงดงามไม่ใช่แนวอีโรติกแบบลำตัด  หวังเต๊ะ-แม่ประยูร  อักขระที่ทรงกลดบรรจงเรียงแถวเป็นแนวบรรทัดจัดเป็นวรรค  เป็นย่อหน้า  เป็นหน้า  เป็นเล่ม  จึงเต็มไปด้วยหลายแง่งาม  งามทั้งแง่คิด  และงามภูมิประเทศ  สมควรแล้วที่ถูกจัดเป็นวรรณกรรม  และไม่น่าแปลกใจเลยกับการพิมพ์ครั้งที่เจ็ด  จึงเป็นการสมควรแล้วที่ผู้ชื่นชอบการเดินทาง  ผู้ชอบวรรณกรรม  หรือผู้หลงใหลเสน่ห์ของรถไฟจะเสาะแสวงหามาอ่าน  โดยเฉพาะแฟนคลับของทรงกลดต้องไม่พลาด
          ไม่แน่ว่าการอ่าน  “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  บนรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียของคุณ  อาจสร้างแรงบันดาลใจให้เกิด  “ดาวหางเหนือทางด่วนไทย”  ที่แนะนำกิจกรรมอันพึงกระทำยามต้องติดอยู่บนทางด่วนไทย  หรืออาจมี  “ดาวไถเหนือทางหลวงไทย”  ที่ว่าด้วยกิจกรรมของผู้ใด  คงต้องสร้างจินตนาการตามใจบันดาลกันเองตามแต่คุณ ๆ  ท่าน ๆ ชอบ
ดาวหาง๒

ข้อมูลหนังสือ

ชื่อหนังสือ     ดาวหางเหนือทางรถไฟ

ชื่อผู้เขียน      ทรงกลด  บางยี่ขัน

ปีที่พิมพ์         กันยายน  ๒๕๕๕  (ครั้งที่ ๗)

สำนักพิมพ์     อะบุ๊ก

จำนวนหน้า    ๔๔๕    หน้า

ราคา               ๒๕๕   บาท

Wish us luck : ขอให้เราโชคดี

Wish us luck

ฉันยังคงจำคำ See another place once a year   ที่อาจารย์ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นเรียนได้เสมอ  หากแต่ปฏิบัติได้บ้างไม่ได้บ้าง  (ส่วนใหญ่จะไม่ได้ด้วยข้ออ้างต่าง ๆ นานา)  แต่กับขอให้เราโชคดี  ชื่อไทยของ  wish us luck  โดยแฝดแวววรรณ หงษ์วิวัฒน์  เป็นยิ่งกว่า another place  เพราะเธอเดินทางไปหลายที่หลาย place เหลือเกิน

ขอให้เราโชคดีเป็นหนังสือบันทึกเดินทางกลับบ้านของสองแฝดสาวที่เป็นทั้งพี่-น้องและเพื่อนร่วมเดินทางกลับบ้านจากลอนดอนโดยเส้นทางรถไฟสู่ประเทศไทย  วรรณแววคือเพื่อนร่วมทางของเธอมาตั้งแต่เกิดรวมทั้งการเดินทางครั้งนี้ด้วย  จากประเทศสู่ประเทศ  จากอังกฤษสู่ฝรั่งเศส  เยอรมัน  รัสเซีย  มองโกเลีย จีน เวียดนาม ลาว  กลับสู่ไทย

เมื่อแรกเรื่องผู้อ่านอาจจะงงกับบทสนทนาในเนื้อหาอยู่บ้างเพราะเดี๋ยวก็พี่แววว่างั้นและพี่วรรณว่างี้โดยที่จริง ๆ  แล้วผู้อ่านไม่รู้ว่าใครคือพี่ใครคือน้อง  แต่อ่านไปซักหน่อยก็จะเริ่มชินกันสำนวนเขียนของพี่แวว  ที่ประกาศตนไว้ตอนท้ายเล่มว่าเป็นเด็กเจนเนอเรชั่นวายที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่น่าจะมีคุณสมบัติทำไรได้ตามที่เขียนไว้แต่กลับทำสิ่งที่น่าประหลาดใจได้ทั้งการเดินทางและการเขียน

เส้นทางการเดินทางของเธอทั้งสองผ่านหนาวผ่านร้อนมากมาย  ทั้งหนาวกายทั้งร้อนใจ  ประสบการณ์อ้อมที่ได้จากพี่แววผ่านตัวหนังสือที่เธอบรรจงรวบรวมเรียบเรียงบางบทตอนชวนตื่นเต้นไปกับนางเอกของเรื่องที่ประสบไม่ว่าจะเป็นชายแปลกหน้าที่ต้องนั่งๆนอนๆในตู้รถไฟเดียวกันหลายวันหลายคืนจนนางเอกของเราต้องผจญบุรุษภัย  ช่วงเปลี่ยวเหงาที่ไม่เข้าใจตนเองว่าทำไมต้องเดินทางไกลให้ต้องลำบากตนเองและพวกพ้องอันได้แก่พี่-น้อง-เพื่อนตัวเอง  ความลวงของโลกอินเตอร์เน็ตที่ผู้ใช้มักคิดว่าให้ประโยชน์แต่หลงลืมโทษของมันไปด้วยเช่นกัน  ข้อมูลสำคัญของเมืองที่แวะผ่านแวะเที่ยวไว้มีไว้อย่างละเอียดให้ความรู้ได้เป็นอย่างดีสำหรับหนังสือนำเที่ยวเล่มนี้ 

สามสิบวันของการเดินทาง  บวกกับสามปีของการทิ้งร้างความทรงจำ  กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖จึงได้ฤกษ์งามยามเหมาะสมของการคลอดหนังสือท่องเที่ยวที่อัดแน่นด้วยความรู้รอบของผู้เขียนที่ค้นมาเรียงร้อยเป็นถ้อยคำแม้จะเป็นคำของสาววัยเบญจเพสที่สำนวนอาจจะฟังยากซักนิด (สำหรับชายผู้มีหลักกิโลชีวิตเข้าใกล้ดอนเมืองเข้าไปทุกที่  เช่น  ฉัน) แต่เป็นภาษาที่ก็ให้ความรู้สึกที่ง่าย ๆจริงใจและเป็นกันเองกับผู้อ่าน ทำให้เรา ๆ ท่าน ๆ อ่านกันได้อย่างเพลิน ๆ    นอกเหนือไปจากความอุดมไปด้วยความรู้สึกของเด็กเจนวายที่มักมีอะไร ๆให้ค้นในตัวเธอ 

ไม่ถึงสามสิบวันแต่ก็ใกล้เคียงที่ฉันขโมยอ่านงานของเธอตามร้านหนังสือ หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันไป  ใช่ว่าจะมีนิสัยดั้งเดิมเช่นนั้นก็หาไม่  ตัดสินใจอยู่ว่าจะซื้อไปเป็นสมบัติส่วนตัวที่บ้านดีหรือไม่  หากแต่เมื่ออ่านงานเธอได้สักพักวันละบทสองบท  มารู้ตัวอีกทีก็อ่านจบไปครึ่งเล่มแล้ว  อ่านเพลินหรือไม่ก็ต้องลองเก็บไปพิจารณากัน ไม่แนะนำให้ท่านไปเพลิน  เช่นฉันทำตามร้านหนังสือเกือบตลอดเดือนมานี้นะครับ  แนะนำว่าให้หามาครอบครองเป็นสมบัติส่วนตัวซะแล้วเข้าไปทำความรู้จักกันเธอผู้เขียนผู้เป็นนางเอกของเรื่อง  สนุกตื่นเต้น  บันเทิงใจ  จนบ้างครั้งอาจจะท้อใจไปกับเธอได้ในเล่มครับ 

การเดินทางในบางครั้งก็ไม่ต้องก้าวเท้า  และ  “ชีวิตว่าง ๆ  อาจสอนให้รู้ถึงความหมายของการใช้ชีวิต”  ส่วนเสี้ยวหนึ่งของความคิดแวววรรณว่าไว้งั้น

 

ข้อมูลหนังสือ :

Exif_JPEG_422

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 70 other followers

%d bloggers like this: