รถไฟราษฎร์:สัญญาสัมปทานรุ่นคุณปู่

รถไฟราษฎร์ : สัญญาสัมปทานรุ่นคุณปู่

               สำหรับบางคนความทรงจำถูกเก็บไว้ในกล่อง หลายคนใส่ไว้ในลิ้นชัก เมื่อจะเรียกหาก็ไม่พบว่ากล่องความทรงจำใบนั้นอยู่ที่ใดและกุญแจลิ้นชักก็ ลืมเสียสิ้นว่ายังเก็บไว้ส่วนใดในหลืบสมอง จนปัจจุบันความทรงจำและคุณค่าของสิ่งเก่า ๆ ถูกปลุก

privat_train1

               รถไฟเป็นหนึ่งในอนุสรณ์แห่งความรุ่งเรืองในอดีตที่หลับใหลไปพักใหญ่ด้วยถูกทำให้ไม่เจริญไปช่วงเวลาหนึ่ง หลายคนมีความทรงจำดี ๆ กับรถไฟแต่ก็ต้องเลือนหายไปจากติ่งความจำด้วยเหตุปัจจัยแห่งความสะดวกของท้องถนนและรถยนต์ที่เข้ามาเบียดแซงความมีค่าของรถไฟไป บัดนี้รถไฟกำลังถูกปลุกให้ลุกขึ้นมารับใช้คนในสังคมดังเช่นอดีต ลองมาย้อนระลึกนึกถึงความรุ่งเรืองของระบบรถไฟไทยในสมัยที่ประชากรจำนวนไม่น่าเกิน ๑๕-๑๖ ล้านคนดูกันบ้าง เอาเฉพาะที่เคยเป็นของเอกชนหรือ “รถไฟราษฎร์” ที่หากรัฐไม่อุ้มชูไว้ในบางสายก็คงตายไปดังเช่นเพื่อน ๆ

               ถ้าจะไล่ไปตามปีเกิดก็ต้องย้อนไปในปี พ.ศ. ๒๔๒๙ บริษัทรถไฟปากน้ำซึ่งเป็นบริษัทของชาวเดนมาร์ก ขออนุญาตสัมปทานรถไฟระหว่างกรุงเทพฯ(หัวลำโพง)กับจังหวัดสมุทรปราการ ระยะทาง ๒๑ กิโลเมตร ได้รับอนุญาต(ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) โดยหนังสือสัญญาลงวันที่ ๑๓ กัยายน พ.ศ. ๒๔๒๙ สัญญาอายุ ๕๐ ปี รถไฟสายปากน้ำนี้ใช้เวลาสร้างและเตรียมการประมาณ ๗ ปี เปิดเดินใน พ.ศ. ๒๔๓๖ จัดเป็นรถไฟสายแรกของสยามประเทศ

               ภายหลังเปิดกิจการเดินรถไฟสายปากน้ำได้ ๘ ปี ใน พ.ศ. ๒๔๔๔ บริษัท ท่าจีนเรลเวย์กำปะนี ทุนจำกัด ก็ได้ขอและได้รับพระราชทานสัญญาให้เดินรถไฟระหว่าง คลองสานกับมหาชัย ระยะทาง ๓๓ กิโลเมตร สัญญามีอายุ ๔๐ ปี จัดเป็นรถไฟราษฎร์สายที่สอง ใช้เชื่อมเมืองหลวง(ฝั่งจังหวัดธนบุรี)กับเมืองชายฝั่งทะเลอ่าวไทยด้านตะวันตก คือจังหวัดสมุทรสาคร

               อีก ๑ ปีต่อมา ที่นอกเขตพระนครเมืองหลวงแห่งสยาม ในปีพ.ศ. ๒๔๔๕ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงเป็นผู้ริเริ่มสร้างทางรถไฟนอกพระนครเป็นสายแรก โดยสร้างเชื่อมระหว่างอำเภอท่าเรือจังหวัดพระนครศรีอยุธยากับอำเภอพระพุทธบาทจังหวัดสระบุรี ได้รับสัมปทานในนาม บริษัท ท่าเรือ จำกัด รถไฟสายนี้มีขนาดรางแคบกว่ารถไฟหลวงคือมีรางกว้างเพียง ๖๐ เซนติเมตร(wisarut ใน rotfaithai.com ว่าข้อมูลจากหอจดหมายเหตึุว่ารางกว้าง ๗๕ เซนติเมตร) ขณะที่รถไฟหลวงสายเหนือ(อิสาน)มีขนาดรางกว้าง ๑.๔๓๕ เมตร ส่วนรถไฟหลวงสายใต้มีขนาดรางกว้าง ๑.๐ เมตร รถไฟสายนี้จึงมีอีกชื่อเรียกว่า “รถไฟเล็ก” บ้างก็ต่อสร้อยเจ้าของรถไฟไปเป็นชื่อ “รถไฟเล็กกรมนรา” แต่ก็มีชาวบ้านเรียกเพี้ยนไปเป็น “รถไฟกรมพระดารา” ระยะทางจากสานีท่าเรือต้นทางถึงสถานีพระพุทธบาทปลายทางยาว ๒๐ กิโลเมตร อายุสัญญาสัมปทานคาดว่าน่าจะเป็น ๓๐ ปี ทั้งนี้เพราะในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ บริษัท รถไฟท่าเรือ จำกัด ได้รับหนังสืออนุญาตเดินรถรับส่งผู้โดยสารและสินค้าระหว่างสถานีท่าเรือกับสถานีพระพุทธบาท สัญญาลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๔ อนุญาตถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๔ ซึ่งน่าจะเป็นการต่ออายุสีญญาสัมปทาน

               รถไฟนอกพระนครสายที่ ๒ คือสายระหว่าง (แม่น้ำ) ท่าจีนกับ (แม่น้ำ)แม่กลอง ผู้ได้รับสัมปทานคือ บริษัท รถไฟแม่กลอง ทุนจำกัด เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ อายุสัญญา ๔๐ ปี รถไฟสายนี้เชื่อมต่อสายคลองสาน-มหาชัย(จังหวัดสมุทรสาคร) ไปจังหวัดสมุทรสงคราม(แม่กลอง) แต่ระหว่างการเชื่อมต่อมีแม่น้ำท่าจีนมากั้น การต่อรถไฟจากคลองสานเพื่อไปแม่กลองจึงต้องลงเรือข้ามแม่น้ำท่าจีนเสียก่อน

               รถไฟราษฎร์สายสุดท้ายเชื่อมต่อเขตเมืองธนบุรีกับจังหวัดนนทบุรี เป็นทางรถไฟที่มีชื่อเรียกว่า “ทางรถไฟสายบางบัวทอง” โดยบริษัทรถไฟบางบัวทองจำกัดสินใช้ ได้รับหนังสือสัญญาอนุญาตลงวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๕ ให้เดินรถรับส่งผู้โดยสารและสินค้าระหว่างสถานีต้นทาง บางยี่ขันจังหวัดธนบุรี กับสถานีปลายทางบางบัวทองจังหวัดนนทบุรี ระยะทางประมาณ ๓๙ กิโลเมตร อนุญาตถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ (๓๕ ปี)

               นั่นเป็นข้อมูลการเกิดของรถไฟราษฎร์ แต่ปัจจุบันรถไฟราษฎร์เก่าเหล่านี้ตายเกือบหมดแล้วเหลือเพียงบางสายและเกิดรถไฟราษฎร์สายใหม่นามคุ้นหูว่า “รถไฟ(ลอย)ฟ้าบีทีเอส” มาลองดูกันว่ารถไฟแต่ละสายล้มตายไปอย่างไร

               รถไฟสายปากน้ำครบอายุสัญญาสัมปทานเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๙ รัฐฯซื้อมาดำเนินกิจการจนถึงวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๒ จึงเลิกเดินรถโดยให้เหตุผลว่า การคมนาคมทางถนนระหว่างกรุงเทพฯกับสมุทรปราการมีความสะดวกเพียงพอแล้ว จึงยกเลิกรางและทำถนนทับแนวรางรถไฟเดิม ส่วนหนึ่งคือถนนทางรถไฟสายปากน้ำ

               ส่วนรถไฟสายคลองสาน-มหาชัย เมื่อครบอายุสัญญาในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ และสายท่าจีน-แม่กลอง ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ แล้วบริษัทได้โอนทรัพย์ ขายทรัพย์สินและกิจการให้แก่รัฐบาล ปัจจุบันรถไฟสองสายนี้ยังคงเดินรถบริการประชาชนอยู่โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการ และในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ได้รื้อสถานีต้นทางที่คลองสานไปเริ่มต้นทางที่สถานีวงเวียนใหญ่ แนวทางรถไฟระหว่างคลองสานถึงวงเวียนใหญ่ถูกสร้างเป็นถนนเจริญรัถในปัจจุบัน

               ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ปีเดียวกันกับที่ทางรถไฟสายแม่กลองอายุครบสัญญาสัมปทาน บริษัทรถไฟท่าเรือจำกัด ขอเวนคืนหนังสือสัญญาอนุญาตเดินรถไฟสายท่าเรือ หลังการต่อสัญญา ๑๑ ปี และในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ มจ.นิตยากร วรวรรณ โอรสพระบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ขายหัวรถจักรรถไฟสายท่าเรือให้โรงงานน้ำตางวังกระพี้จังหวัดอุตรดิตถ์และโรงงานน้ำตาลกุมภวาปี ขายเส้นทางให้กรมทางหลวงราคา ๕ แสนบาท แนวทางหลวงแผ่นดินสาย ๓๐๒๒ จากท่าเรือถึงพระพุทธบาทก็คือแนวอดีตอันรุ่งเรืองของทางรถไฟสายท่าเรือ

               สิปปีต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ เป็นปีปิดฉากทางรถไฟราษฎร์สายเก่า หลังการเกิดของการรถไฟแห่งประเทศไทยจากพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ในปีนั้นบริษัทรถไฟบางบัวทองจำกัดสินใช้ ขอเวนคืนหนังสือสัญญาอนุญาตเลิกกิจการเดินรถไฟสายบางบัวทองก่อนสัญญาจะหมดอายุในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ อยู่ ๕ ปี

               เป็นอันว่ารถไฟราษฎร์หรือรถไฟที่เอกชนดำเนินการได้หยุดกิจการไปเสียสิ้นก่อนกึ่งปีพุทธกาล ที่น่าสังเกขตคือในยุคที่ถนนรุกคืบไปทั่วทุกพื้นที่ประเทศ การคมนาคมด้านอื่นพลอยได้รับผลกระทบอย่างถ้วนทั่ว ทั้งทางน้ำ คลองถูกถมกลายเป็น “คลองถม”(ที่ระบาดไปทั่วอีกเช่นกัน) ทางรถไฟถูกทับกลายร่างเป็นถนน ดังเช่น ถนนทางรถไฟสายเก่า(ปากน้ำ) ถนนเจริญรัถ หรือทางหลวงสาย ๓๐๒๒ เป็นต้น ปัจจุบันระบบรถไฟถูกปลุกให้ลุกขึ้นมารับใช้คนทั้งในการส่งคนและส่งของ ถนนจะถูกทางรถไฟเอาคืนหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูจุดเปลี่ยนที่สำคัญอันได้แก่การก่อกำเนิด “กรมราง” และเมื่อ”กรมการขนส่งทางราง” หรือ “กรมราง” ถือกำเนิดก็ต้องดูการต่อสู้แย่งชิงงบประมาณกันระหว่าง “กรมทาง” กับ “กรมราง”

               แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ประชาชนโปรดระลึกไว้เสมอว่า เมื่อใดที่ “ราง” ตัดกับ “ทาง” ชาวบ้านบนรถในทาง กับชาวบ้านในรถบนราง มักรับกรรม บาดเจ็บล้มตายทุกทีที่ รถไฟในรางชนรถยนต์บนทาง   เสมอ ขอเน้นย้ำว่า “เสมอ”

 privat_train2

Cr:       ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๐๖). อักรานุกรมภูมิศาสตร์ไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม ๑.  พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์

             ผอ.สุรศักดิ์ พุ่มวันเพ็ญ. ประวัติอำเภอท่าเรือ. ใน www.watsatue.com. เข้าถึงเมื่อ  ๓๐ ต.ค. ๒๕๕๗.

http://portal.rotfaithai.com/

แปรรูปการรถไฟแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น : จุดเริ่มกรมราง จุดดับ ร.ฟ.ท.

แปรรูปการรถไฟแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น : จุดเริ่มกรมราง จุดดับ ร.ฟ.ท.

 jTrain1s

               ยุคนี้เป็นยุคสมัยที่ญี่ปุ่นเปิดกว้างด้านการท่องเที่ยวโดยการยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศให้กับคนไทยที่เข้าพำนักระยะสั้นในญี่ปุ่นไปตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวในญี่ปุ่นได้ ๑๕ วัน จากกรณีนี้ทำให้ญี่ปุ่นเป็นปลายทางฝันของนักเดินทางชาวไทยจำนวนไม่ใช่น้อย  หนังสือแนะนำที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่นภาคภาษาไทยที่มีให้เห็นบนชั้นวางร้านหนังสือใหญ่ไม่น่าจะต่ำกว่า ๑๐ เล่มให้เลือกกันไม่หวาดไม่ไหวคือหลักฐานยืนยันความนิยม หนึ่งในจำนวนวนนั้นมีคู่มือการท่องเที่ยวโดยรถไฟในญี่ปุ่นรวมอยู่ด้วย

               ว่ากันว่ารถไฟญี่ปุ่นเกิดร่วมสมัยกันกับรถไฟไทย ถ้าจะลำดับญาติกันแล้วก็คงจัดเป็นญาติผู้พี่ ทางรถไฟสายแรกของญี่ปุ่นคือสายโตเกียว-โยโกฮะมะ มีพิธีเปิดไปเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๑๕ ส่วนรถไฟไทยสายแรกขออนุญาตสร้างและดำเนินการโดยบริษัทสัญชาติเดนมาร์ก ทำสัญญาเดินรถสายกรุงเทพ-ปากน้ำ(สมุทรปราการ)เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๒๙ และเปิดเดินรถเมื่อพ.ศ. ๒๔๓๖ เป็นน้องพี่ยุ่นอยู่ ๒๑ ปี

               ปัจจุบันรถไฟญี่ปุ่นบริหารงานในรูปแบบบริษัท(JR GROUP) จึงจำเป็นต้องแสวงหารายได้ในทุกวิถีทาง หนทางหนึ่งก็คือ การขายการท่องเที่ยวกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถูกเชิญชวนมาให้มาใช้ ตั๋ว JR RAIL PASS สำหรับนักท่องเที่ยวใช้เดินทางทางรถไฟได้ทั่วญี่ปุ่นหรือทั่วภูมิภาคต่าง ๆ หนังสือแนะนำที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่ดูเผิน ๆ ผ่าน ๆ ก็เหมือนการขายการท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป แต่เบื้องหลังแฝงการพยุงฐานะทางเศรษฐกิจของธุรกิจรถไฟไว้อย่างแยบคายแอบโฆษณาขายตั๋ว ที่เห็นได้ชัดคือ JR คิวชิว ซึ่งเป็นบริษัทรถไฟภูมิภาคเกาะคิวชิว(Kyushu) มีศักยภาพในการหารายได้ต่ำ ผลการขาดทุนของการรถไฟบริษัทนี้จะถูกชดเชยโดยกองทุนเพื่อจุนเจือการบริหารฯ และเพื่อไม่ให้กองทุนต้องจ่ายหนักตลอดไป การรถไฟคิวชิว(JR Kyushu) จึงต้องพยายามเรียกร้องเชิงเชื้อเชิญชวนให้มีคนมาใช้บริการกันให้มาก ๆ ยุทธศาสตร์ที่น่าจะประสบผลสำเร็จก็คือ การทำรถไฟให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว เรียกว่า การท่องเที่ยวทางรถไฟขึ้น การจะทำเช่นนี้ได้ต้องทำการออกแบบขบวนรถไฟให้ชวนเที่ยว จากนี้ก็ทำการโฆษณาป่าวประกาศประชาสัมพันธ์ถึงความวิเศษของรถไฟขบวนต่าง ๆ ของคิวชิว หนังสือ ทางรถไฟสายดาวตกก็ทำหน้าที่เช่นนั้น (อ่านบทวิจารณ์ได้ใน “ทางรถไฟสายดาวตก : รถไฟไอพิษ)

               ย้อนมาดูก่อนที่รถไฟญี่ปุ่นจะเป็นบริษัทก็เคยเป็นส่วนราชการมาก่อน มีความเจริญมาโดยลำดับในปีพ.ศ. ๒๕๐๖ มีกำไร ๕๗,๔๐๐ ล้านเยน จนพ.ศ. ๒๕๐๗ ปีเกิดของรถไฟเส้นทางสายโตไกโด ชิงคังเซ็น รถไฟความเร็วสูงวิ่งระหว่างโตเกียวกับโอซาก้า กำไรก็ลดลงเหลือ ๓๐,๐๐๐ ล้านเยน พอย่างเข้าปีพ.ศ. ๒๕๐๙ ก็ขาดทุนไป ๖๐,๑๐๐ ล้านเยน และขาดทุนต่อเนื่องมากขึ้นเรื่อย ๆ จนพ.ศ. ๒๕๒๙ มีผลประกอบการขาดทุน ๑,๓๖๑,๐๐๐ ล้านเยน ที่น่าสังเกตคือตั้งแต่เริ่มมี ชิงคังเซ็น การรถไฟแห่งชาติญี่ปุ่น(Japanese National Railway,JNR) ก็เริ่มขาดทุนในปีนี้ JNR มีผู้ปฏิบัติงาน ๒๗๗,๐๐๐ คน ความล้มเหลวในการบริหารงานหรือการประสบกับสภาวะขาดทุนของการรถไฟแห่งชาติญี่ปุ่นเกิดจากหลายสาเหตุ โดยเหตุหลักคือปัญหาข้อกฎหมาย

               ในฐานะที่เป็นองค์กรบริการสาธารณูปโภค JNR จึงตกอยู่ภายใต้การแทรกแซงของสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาล โดย งบประมาณต้องเสนอและได้รับความเห็นชอบจากสภาฯ และมีกฎหมายกำหนดราคาค่าโดยสาร การเปลี่ยนแปลงค่าโดยสารต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร ส่วนการแต่งตั้งประธาน JNR ต้องโดยคณะรัฐมนตรี ส่วนรองประธานและคณะกรรมการบริหารต้องโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีขนส่ง สภาผู้แทนราษฎรหรือนักการเมืองนี้มักมีนิสัยถาวรคล้าย ๆ กันทั่วโลก คือพยายามแสงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อให้ได้รับการเลือกตั้ง โดยแทรกแซงการบริหารที่มีผลประโยชน์ เช่น โครงการสร้างทางสายใหม่ การสร้างสถานีรถไฟและอื่น ๆ JNR ต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเมืองเนื่องจากการของบประมาณ การเลือกสรรบุคลากร อยู่ในมือนักการเมือง

               ในส่วนของตัว JNR เองก็เป็นองค์กรที่ใหญ่มาก เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๑๓ มีผู้ปฏิบัติงาน ๔๗๐,๐๐๐ คน มีผู้บริหารที่ไม่เข้าใจปัญหาหน้างาน การแก้ปัญหาถูกกำหนดจากส่วนกลาง การจัดบริการเดินรถจึงไม่สอดคล้องกับความต้องการเดินทางของส่วนภูมิภาค การที่ไม่สามารถถ่ายทอดคำสั่งลงไปยังผู้ปฏิบัติงานได้อย่างทั่วถึง  ผู้ปฏิบัติงานขาดความรู้สึกมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจการ ขาดความมุ่งมั่นในการเพิ่มผลผลิต รวมถึง JNR ประกอบกิจกาเดินรถไฟทั่วประเทศโดยไม่มีคู่แข่งขันจึงไม่รู้สึกว่าต้องแข่งขันกับใคร ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุแห่งการขาดทุนจนต้อง “แปรรูป

               เนื้อหาที่ว่าว่ามาเกือบทั้งหมดนี้ อยู่ใน การแปรรูปการรถไฟแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น เป็นหนังสือแปลโดย นคร จันทศร ลูกหม้อรถไฟไทย อดีตรองผู้ว่าการรถไฟฯ แปลจาก The Privatization of Railway in Japan . An outline of Splitting up and Privatizing the Japanese National Railways   เมื่ออ่านดูจะรู้ที่มาตลอดจนวิธีการย่อยองค์กรรถไฟใหญ่ระดับประเทศให้กลายเป็นบริษัทย่อย ๆ ระดับภูมิภาค ๖ ภูมิภาค อันได้แก่ JR Hokkaido JR East JR Tokai JR West JR Shikoku JR Kyushu รวมถึงหนึ่งรถไฟขนส่งสินค้า (JR Freight) วิธีการแปรรูปทั้งการแบ่งทรัพย์สิน หนี้สิน บุคลากร ตลอดจนการบริหารงานและการแบ่งปันผลประโยชน์จากรถไฟความเร็วสูง ชิงคังเซ็น รอคนค้นหาอยู่ในเล่ม นอกเหนือการแปรรูปที่เป็นสาระสำคัญ ยังมีส่วนที่ได้เรียนรู้ถึงความล่มสลายขององค์กรขนาดใหญ่ที่แม้ผูกขาดหน้าที่อันอาจนำมาซึ่ง ” กำไร” ได้แต่เพราะมีนักการเมืองแทรกแซงจึงไม่สามารถ ช่างเหมือนองค์กรใหญ่ระดับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศหนึ่งเสียนี่กระไร ที่สุดแล้วความไม่ใหญ่ก็คือคำตอบของความอยู่รอดของ รถไฟญี่ปุ่น

jTrain2s

 

               กรุณาอย่ากระทบกระเทียบเปรียบมวยกับการรถไฟแห่งประเทศไทยเลย ถึงแม้รถไฟพี่ยุ่นจะเกิดร่วมสมัยกับร.ฟ.ท. รถไฟไทยก็ตาม ทั้งนี้เพราะนักการเมืองในเครื่องแบบของไทยพยายามกันเหลือเกินที่จะทำให้รถที่วิ่งไปในรางอยู่ในองค์กรที่มีขนาดใหญ่ระดับกรมดูแลงานทั้งประเทศ พยายามกันเหลือเกินที่จะตั้ง กรมการขนส่งทางราง” กัน ขอให้เพิ่มความพยายามกันอีกซักนิดคือ พยายามศึกษาความล้มเหลวของหน่วยงานขนาดใหญ่อย่างเช่น การรถไฟแห่งชาติญี่ปุ่น การศึกษาผู้อื่นเค้าเพื่อการพัฒนา รถไฟไทยเราเป็นเรื่องที่ต้องรอบคอบ มิใช่เร่งรีบ หรืออาจบางที “กรมการขนส่งทางราง” อันเป็นส่วนราชการที่จะรีบเร่งรวบรัดจัดตั้งกันขึ้นมาใหม่ภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จแห่งนักการเมืองในเครื่องแบบนี้   อันเป็นองค์กรที่น่าจะมีโครงสร้างขนาดใหญ่ดูแลงานระดับประเทศ อันจะเป็นจุดเริ่มของการแปรรูป สมบัติสมเด็จพระปิยะมหาราชที่ชื่อ การรถไฟแห่งประเทศไทย

               บันทึกจดจำกันเอาไว้ว่า นี่เป็นคำทำนาย แม่นหรือไม่ ไม่รู้ เวลาเท่านั้นเป็นคำตอบ

ข้อมูลหนังสือ

ชื่อหนังสือ          แปรรูปการรถไฟแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น

ผู้แปล                 นคร  จันทศร

ปีพิมพ์                พฤษภาคม  ๒๕๕๕

สำนักพิมพ์         แอดวานซ์  พริ้นติ้ง  เซอร์วิส

ราคา                   ๘๐     บาท

จำนวนหน้า        ๘๐      หน้า

 

ศิริราชพิมุขสถาน

ศิริราชพิมุขสถาน

พิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ที่เมื่อได้ยินชื่อแล้วจะคิดถึงอดีต  ความเก่า  คร่ำครึ  ไม่ล้ำ  วัยรุ่นไม่ชอบ  คนแก่ชอบไป ความคิดคำนึงถึงพิพิธภัณฑ์เหล่านั้นใช้ไม่ได้กับ  พิพิธภัณฑ์  “ศิริราชพิมุขสถาน” แห่งนี้  รายละเอียดเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์มีผู้แสดงข้อมูลไว้มากแล้วทั้งใน เว็ปไซค์ของพิพิธภัณฑ์  ที่ http://www.si.mahidol.ac.th/museums/th/m1.html หรือรีวิวของผู้เคยเข้าชม  เช่นที่ http://pantip.com/topic/31659420 หรือจะเป็นภาพเคลื่อนไหวที่ : http://www.youtube.com/watch?v=5B06Y3aurdg เรื่องเกี่ยวกับวิถีชาวบ้านในอดีตความยาว 17:05 นาที : http://www.youtube.com/watch?v=iz3J3kCtt7c แสดงเรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์  โบราณวัตถุประเภทศาสตราวุธ  เครื่องเบญจรงค์  สถานีรถไฟธนบุรี  ประวัติการแพทย์ไทย-ศิริราช ความยาว 18 นาที และตอน3  http://www.youtube.com/watch?v=-RNpWWbBCnw แสดงเกี่ยวกับการแพทย์(แผน)ไทย ความยาว 20 นาที ฉะนั้นที่จะแสดงถึงต่อไปนี้จะเป็นรูปและความเห็นเล็ก ๆ น้อย ๆ  ของคนบางกอกน้อย  ที่ถือกำเนิด ณ  บ้านเลขที่  2  ถนนพรานนก และเป็นเด็กแถวบ้านเลขที่นี้

sirij01ป้ายแสดงตนด้านหน้า  ติดด้านข้างรพ.ศิริราชปิยะราชการุณย์

 sirij02ภาพด้านข้างมองจากท่าน้ำรถไฟ   แต่ก่อนหัวมุมนี้เป็นหัวเลี้ยวถนนรถไฟแล่นตรงไปด้านหน้าอาคารในรูปที่เห็นเป็นวงเวียนกลับรถ

sirij03ภาพด้านหน้าพิพิธภัณฑ์  อาคารนี้แต่เดิมเป็นสถานีรถไฟธนบุรี  สร้างประมาณปีพ.ศ. 2493  หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

sirij04มุมมองด้านหน้าขวา  จะเห็นอาคารปูนสองชั้นด้านหน้า  แต่ก่อนเป็นที่รับส่งสินค้าขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุ (ร.ส.พ.)  พื้นอาคารจะสูงมีรางรถไฟเทียบด้านข้างได้พอดี  ใช้รับสินค้าที่ส่งทางรถไฟสายใต้

sirij05ทางเชื่อมรอยฟ้าระหว่างอาคารสถานีกับอาคาร ร.ส.พ.นี้สร้างใหม่  ด้านล่างแต่ก่อนเป็นทางสำหรับรถบรรทุกเข้ารับสินค้า

sirij06มุมมองด้านหลังสถานี  ผนังปูนสีเหลือง ๆ  แต่ก่อนโปร่งเป็นทางเดินไปชานชลาจอดรถไฟ  ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นชาน 5 นะ  เสียดายที่ไม่อนุรักษ์ลักษณะหลังคาชานชลาเดิมเอาไว้  ซักหน่อยก็ยังดี  ให้เด็กรุ่นหลังได้เห็น

sirij07ด้านหลังต่อกับชานชลาที่ 5  มองจากอีกด้าน

sirij08ทางเข้าพิพิธภัณฑ์  คือทางเข้าสถานีเดิม  แต่ก่อนชาวบ้านต้องเดินทะลุทางนี้เพื่อไปลงเรือข้ามฟากที่ท่าน้ำรถไฟ  จนรถไฟยกที่ให้ศิริราชเพื่อทำศูนย์อุบัติเหตุแห่งชาติ  รถไฟจึงแล่นไม่ถึงริมฝั่งเจ้าพระยา  ผู้โดยสารรถไฟเดือดร้อนไปตามๆกันเพราะต้องเดินหรือนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากสถานีใหม่มาลงเรือข้ามฟากที่ท่าน้ำรถไฟ  แต่เรื่องเช่นนี้ชาวบ้านทนได้เสมอ

sirij09

โถงหน้าห้องขายตั๋ว  ยังคงเก้าอี้ไม้รถไฟไว้  ปีกซ้ายอาคารของโถงเป็นตาชั่งตัวใหญ่ ไว้ชั่งน้ำหนักสัมภาระ  ด้านขวาเป็นบันไดขึ้นชั้นสองและหอนาฬิกา  ใต้บันไดเป็นห้องน้ำ  ที่สะอาดน้อยมาก  แต่เมื่อคราวฉุกเฉินก็จำเป็นต้องใช้

sirij10ห้องขายตั๋วคงสภาพเดิมไว้  ด้านขวาภาพหน้าคนคือที่ตั้งตาชั่งที่ว่าครับ

sirij11โคมไฟดวงเดิม  แต่แอร์ติดใหม่  แต่ก่อนสถานีไม่มีแอร์ปรับอากาศ  มีแต่แอกี่  เยอะไปหมด

sirij12โคมไฟ  มองใกล้ ๆไม่บอกก็รู้ว่าเจ้าของเป็น  รถไฟไทย  มีสัญลักษณ์ติดอยู่

sirij13

เป็นภาพที่อัญเชิญมาติดตั้งใหม่  พระปิยะมหาราช  ผู้ให้กำเนิดรถไฟหลวงไทย

sirij14ภายในห้องฉายวิดิทัศน์  4  มิติ  ขาดแต่มิติด้านกลิ่นครับไม่งั้นคงได้กลิ่นวิญาณโกโบริ

sirij15ภาพในการจัดแสดงภาพเคลื่อนไหว

sirij16ตัวอย่างที่ชั้น 2  ร้านขายยาไทยในอดีต  เหมือนร้านหมอหงวนแถวบ้านแต่ก่อนเลย

sirij17ที่เก็บเรือที่จัดแสดงอยู่ติดคลองบางกอกน้อย  แต่ก่อนใช้เป็นโกดังเก็บมะพร้าวที่เป็นลูก ๆ  ที่ฉีกเปลือกแล้ว  ส่งมาทางรถไฟ  ด้านข้างมีรางรถไฟเข้าถึง

sirij18ด้านในโกดังปัจจุบันใช้เก็บเรือ

sirij19สภาพเรือโบราณ

sirij20การจัดบ้านในสมัยคุณปู่เป็นแฟนกับคุณย่า

sirij21

จำลองตลาด

sirij22สินค้ามากมาย  เดินนาน ๆ  เจ้าหน้าที่จะชวนกินปลาทูครับ

sirij23เลยโรงพยาบาลไปหน่อยจะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมพื้นบ้าน  ทำภาชนะใช้สอย  เรียกว่า          “ขันลงหิน”

sirij24บางทีก็เรียกว่า  ขันบุ  ของแท้ต้องที่  บ้านบุเท่านั้น

sirij25วิธีไปบ้านบุ อย่าลืมแวะประตูเขียวบ้านผมนะครับ

sirij26นี่ไงสำนักงาน ร.ส.พ.  มองจากอีกด้าน พื้นอาคารสูงอย่างที่บอก

sirij27ด้านหลังสถานี  ด้านติดโรงพยาบาลศิริราช  สมัยเด็ก ๆ  เดินผ่านบ่อย ๆ  ไม่รู้หรอกว่าเดิมข้ามกำแพงวังหลัง

sirij29ลักษณะการเรียงอิฐสมัยโบราณ

sirij30ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์มีพระ(บรม)รูปสมเด็จพระปิยะทรงอุ้มเจ้าฟ้าศิริราชฯ

sirij31medium shot

sirij32เข้าเฝ้าใกล้เบื้องพระยุคลบาทมาอีกนิด

sirij33ที่ระลึกจากการเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณ์…..ฟรี……ขอบคุณตั๋วอภินัทนาการจากศิริราชพยาบาลครับ

 คำแนะนำ: ไม่ควรเดินทางมาเข้าชมโดยรถยนต์ส่วนตัว  ควรใช้บริการรถสาธารณะทั้งนี้เพราะการจราจรโดยรอบโรงพยาบาลมักติดขัดอยู่เสมอ  ต้นเหตุส่วนหนึ่งมาจากผู้ป่วยต้องเดินทางมาพบแพทย์และมักใช้รถยนต์ส่วนตัวเข้าส่งญาติที่ป่วยในบริเวณโรงพยาบาล  ทำให้โดยรอบโรงพยาบาลรถจะติดขัดไปดั้วย  หากนำรถยนต์ส่วนตัวมาจะหาที่จอดรถได้ไม่ง่ายและค่าจอดแพง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จอดรถของโรงพยาบาลศิริราชปิยะราชการุณย์  ที่สร้างจากที่ดินหลวงแต่เก็บค่าจอดรถแพงมาก  ส่วนบริเวณนอกโรงพยาบาลคงพอมีที่จอดอยู่บ้างแต่ราคาก็เป็นไปตามกลไกการตลาดในเมื่อที่จอดของโรงพยาบาลศิริราชปิยะราชการุณย์แพง  ด้านนอกราคาจึงสูงตามไปด้วย  กำธนบัตรใบละยี่สิบบาทสามใบสำหรับค่าจอดโดยรอบโรงพยาบาลและรอบวัดอมรินทรารามที่อยู่ด้านหลังรพ.ศิริราช  แต่ถ้าได้จอดในรั้ววัดราคาจะถูกลงกว่าข้างนอกครับ ุถ้าจะใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกสุดคือเรือด่วนเจ้าพระยาํธรรมดาจอดทุกป้ายขึ้นที่ท่ารถไฟห้ามลงเรือด่วนเจ้าพระยาแบบพิเศษเพราะจะไม่จอดที่ท่าน้ำรถไฟ  หรือจะนั่งรถสองแถวสีแดงมีหลายสายมีปลายทางที่รถไฟ(ธนบุรีเดิม)จากแถวถนนจรัลสนิทวงศ์ย่านบางขุนนนท์

ขอให้มีความสุขจากการเยี่ยมชมครับ

cr:  http://th.wikipedia.org/wiki/สถานีรถไฟธนบุรี http://www.si.mahidol.ac.th http://www.youtube.com http://pantip.com

ฤๅจะพัฒนาอย่างคลุ้มคลั่งดั่ง อัมพวา

ฤๅจะพัฒนาอย่างคลุ้มคลั่งดั่ง อัมพวา

               จากเรื่องราวของจังหวัดเล็กๆที่มีพื้นที่ปกครอง ๓ อำเภอคือจังหวัดสมุทรสงคราม เมืองอัมพวาหรืออำเภอ อัมพวา ถูกกล่าวขานในบทความงานวิจัยหนึ่ง

              ความที่เมืองอัมพวาในชื่อเดิมว่า “บางช้าง” เป็นแหล่งชุมชนสำคัญเมื่อคั้งอดีต เป็นสถานที่เสด็จพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย   สมเด็จพระอมรินทรามาตย์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงมีความเป็นมาและสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทั้งยังเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญมาแต่อดีต ได้ชื่อว่าเป็น “สวนนอก” ส่งสินค้าเกษตรเข้ากรุงแข่งกันกับ ”สวนใน” ที่หมายถึง “บางกอก” น้อย และบางกรวย สวนในบางกอก สวนนอกบางช้างจึงเป็นคู่แข่งสินค้าการเกษตรกันมาแต่ก่อน

                เมื่อกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ย่างกรายเข้าสู่สวนนอก ขณะที่สวนในถูกยึดพื้นที่โดยบ้านจัดสรรแล้ว ประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๓ โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูชุมชนริมคลองอัมพวานำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของพื้นที่อัมพวาและพื้นที่โดยรอบ การเปลี่ยนแปลงหอบเอาความโตของเมืองในนิยามความหมายบ่งถึงดัชนีบอกความเจริญ   เมืองโตเท่าไหร่หมายถึงเจริญเท่านั้น หมายถึงเช่นนั้น เพื่อไม่ให้อัมพวาพัฒนาอย่างคลุ้มคลั่งโตผิดรูปผิดร่างไร้เป้าหมายทิศทาง จึงจำต้องมี  กฎคุมเมือง นั่นเป็นที่มาของ “ผังเมืองรวมเมืองอัมพวา พ.ศ. ๒๕๔๕

               กฎคุมเมืองของอัมพวานี้ประกาศใช้ก่อนวันแห่งความรักเล็กน้อยในวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๕ มีอายุบังคับใช้ ๕ ปี โดยมรการต่ออายุใช้งานคั้งละ ๑ ปี ๒ ครั้ง จึงหมดอายุเมื่อ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ ผังเมืองรวมฉบับแรกครอบคลุมพื้นที่เมือง ๑๔.๙๔ ตารางกิโลเมตร จัดทำโดยส่วนราชการสังกัด กรมโยธาธิการและผังเมือง ไม่เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นและประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำร่างผังเมือง มีเพียงแค่การเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นต่อร่างผังเมืองรวมที่จัดทำเสร็จแล้วเท่านั้น สิ่งที่ส่วนราชการได้รับเป็นผลตอบสนองก็คือ ทัศนคติที่ไม่ดีต่อผังเมืองรวม รวมไปถึงการไม่ให้การยอมรับกฎคุมเมืองที่คิดและจัดทำโดยส่วนราชการแต่เพียงฝ่ายเดียว

             กระทั่งเมื่อมีการจัดทำร่างผังเมืองรวมฉบับที่ ๒ เพื่อใช้ทดแทนฉบับแรกที่หมดอายุ จึงได้มีการ “เปลี่ยนระบบคิด” โดยให้ท้องถิ่นและประชาชนมีส่วนร่วมในการวางแผนสร้างเมืองในนาม ร่างผังเมืองรวม โดยอยู่ในคำช้ีแนะให้เป็นไปตามหลักการ-ทฤษฎีการวางผังเมืองของนักวิชาการ ให้สอดคล้องกับระเบียบแบบแผนของทางราชการ ผลที่ได้คือ การพัฒนาที่ไม่สุดโต่ง เป็นการพัฒนาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้าน-ประชาชนในท้องที่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ แทนที่จะพัฒนาพื้นที่โดยการขยายถนนเดิมและก่อสร้างแนวถนนใหม่ใหญ่ รวมทั้งสร้างสะพานผ่านกลางชุมชนริมน้ำคลองอัมพวา รองรับกระแสคลั่งไคล้การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ดังที่ผังเมืองรวมฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๕ เสนอแนะไว้แต่ขัดต่อหลักการด้านอนุรักษ์เมือง ในผังเมืองฉบับใหม่ที่ท้องถิ่นและประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำในระดับสูงกว่าฉบับแรก เลือกที่จะยกเลิกข้อเสนอดังกล่าว แต่กลับสร้างถนนให้สอดคล้องกับแนวถนนเดิมเขตทางเล็ก ๙ เมตร เพื่อหลีกเลี่ยงการเวนคืนที่ดินและลดการถมลำกระโดงและร่องสวนเพื่อการสร้างทาง แทนการสร้างทางที่มีเขตทางขนาดใหญ่ ๑๔-๒๐ เมตรตามผังเมืองรวมฉบับแรก ส่วนเส้นทางสัญจรบนทางขนาดเล็กก็เลือกที่จะจัดเดินรถทางเดียวและจัดระบบขนส่งมวลชนเฉพาะกิจในวันที่มีตลาดน้ำ

               จะเห็นว่ากระบวน การจัดทำผังเมืองรวมอัมพวา(ปรับปรุงครั้งที่ ๒)ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งอำเภอรวม ๑๗๐.๑๖ ตารางกิโลเมตรนี้ เป็นการลดความหนาแน่นแออัดของประชากรลง โดยท้องถิ่นและประชาชนให้การสนับสนุนทั้งนี้เพราะประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรง เมื่อประชาชนได้ประโยชน์ก็จะ “จัดการ” กันอย่างเต็มที่ น่าที่จะกระจายแนวคิด “เปลี่ยนระบบคิด” จากส่วนราชการ “คิด” เทคโนเครต “คิด” แล้วออกกฎให้ชาวบ้าน “ทำ” มาเป็นให้ ชาวบ้าน “คิด” แล้วออกเป็นกฎ ให้ส่วนราชการ “ทำ” ซะทีจะได้มั้ย

               ลองคิดให้ไกลกว่าอัมพวา ให้กว้างระดับประเทศว่า เมื่อไหร่ชาวไท จะได้ร่วมร่างผังประเทศให้ “นายก” ทำกันบ้างซะที

คงได้แต่คิดครับ ไม่ก้าทำ เพราะ หนูกัวถูกดุ

 

Cr: วรรณศิลป์ พีรพันธ์. (๒๕๕๖). ผังเมืองรวมอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม(ปรับปรุงครั้งที่๒) ใน วารสารวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ฉบับที่ ๖๒ ปี ๒๕๕๖. น. ๑๓๙-๑๕๔.

เมียนมาร์ สยามยุทธ์ : อาหารสมองต้านอนุมูลผูกขาดทางความคิด

เมียนมาร์ สยามยุทธ์

 เมียนมาร์ สยามยุทธฺ์

 

สงครามเป็นกิจกรรมหนึ่งของรัฐ

การเปลี่ยนแปลงของรัฐนำมาซึ่งการเปลี่ยนวิถีแห่งสงคราม

 

               สงครามระหว่างรัฐไทยกับรัฐพม่าจัดได้ว่าเป็นมหากาพย์ทั้งยิ่งใหญ่และยาวนาน เป็นการรบข้ามภูมิภาคระหว่างลุ่มน้ำอิระวดีกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ความไกล ความยากลำบากของเส้นทางเดินทัพ ตลอดจนปริมาณเสบียงอาหารหล่อเลี้ยงกำลังพลของกองทัพมีผลต่อสงคราม การยกทัพของรัฐพม่ามารบกับรัฐไทยจึงต้องอาศัยพละกำลังนอกจากทางการทหารแล้ว ต้องมีกำลังทางเศรษฐกิจ มีทรัพยากร ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์พร้อม

               การศึกระหว่าไทยกับพม่าได้มีผู้ศึกษาไว้มาก นักวิชาการไทยมักศึกษาเจาะลึกถึงปฏิบัติการทางทหารด้านกลยุทธ์ในการสงครามทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ส่วนใหญ่ของการศึกษาอาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ไทยจดบันทึกหรือชำระ เช่น พงศาวดารฉบับชำระเมื่อตอนกรุงธนบุรีหรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น จะมีบ้างที่ใช้หลักฐานประวัติศาสตร์ด้านฝ่ายพม่า แต่ก็เป็นไปเพื่อเติมในส่วนที่ไม่ขัดกับพงศาวดารฝ่ายไทย

               จวบจน ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ นักวิชาการรายแรก ๆ ของไทยที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ไทย-พม่าจากหลักฐานเอกสารประวัติศาสตร์ฝ่ายพม่า โดยมีวัตถุประสงค์ไปในทาง “เกื้อหนุนและขยายโลกทัศน์หรือมุมมองทางประวัติศาสตร์เพื่อขจัดภาวะ การผูกขาดทางความคิดและความเข้าใจที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน” มีการวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลร่วมสมัยอื่น ๆ เพื่อหาข้อยุติในประเด็นปัญหาทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ภาพประวัติศาสตร์ของสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ จากพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาคือภาพที่ทำให้เข้าใจไปในทำนองว่า มูลเหตุพื้นฐานการเสียกรุงเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ มาจากความเสื่อมทางการเมือง และการทหารของอาณาจักรอยุธยาตอนปลาย ในทางตรงข้ามเมื่อศึกษาพงศาวดารฉบับราชวงศ์คองบองของพม่า จะให้ภาพทำนองว่า ความพ่ายแพ้ของอยุธยาครั้งนั้นเป็นความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธีทางการทหาร ซึ่งไม่สมควรถูกเหยียดหยาม

               ในส่วน ดร. ภมรี สุรเกียรติ ศิษย์ ดร. สุเนตร ได้สานต่อแนวคิดอาจารย์ในการศีกษาเอกสารฝ่ายพม่า กลั่นเป็นวิทยานิพนธ์ดุษฏีบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ ในเรื่อง พลวัตรของสงครามไทย-พม่าตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ ถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ช่วงเวลาเกือบ ๔๐๐ ปีแห่งการศึกษาการเปลี่ยนแปลงวิถีแห่งสงครามไทย-พม่า และย่อเหลือเนื้อความสำคัญเป็น เมียนมาร์ สยามยุทธ์” เล่มนี้ ย่อมเป็นหลักประกันของอาหารสมองชั้นดีแก่ผู้สนใจใคร่อ่าน-ศึกษาประวัติศาสตร์ ที่ตั้งบนฐานข้อมูลสำคัญ ๔ แหล่ง อันได้แก่

  • พงศาวดารฉบับนายกาลา หรือ อูกาลามหายาสะวินจี (U Kala Mahayazawingyi)
  • พงศาวดารฉบับใหม่หรือ ยาสะวินเต๊ะ (Yazawin Thet)
  • พงศาวดารฉบับหอแก้ว หรือ ปฐมมหายาสะวิน (The First Mahayazawin)
  • พงศาวดารฉบับราชวงศ์คองบอง หรือ คองบองเซ๊ะมหายาสะวินดอซี (Konbaungset Mahayazawindawgyi)

               ความคิดอ่านด้านประวัติศาสตร์ไทย-พม่าที่เคยถูกผูกขาดไว้กับตำราเรียนในวัยเด็กจะถูกปลดปล่อยจากข้อมูลอีกด้าน สาระหลักใน เมียนมาร์ สยามยุทธ์ นี้ มิได้ยกย่องเชิดชูพม่าแต่เมื่ออ่านจนจบจะพบว่า พม่าในบรรพกาลนั้นยิ่งใหญ่มาก เบื้องหลังอยู่ที่การได้ครอบครอง ทุนโบราณ” อันได้แก่ กำลังคน พื้นที่การเกษตรเพื่อเป็นเสียงหล่อเลี้ยงกำลังพล และการค้ากับต่างแดนโดยอาศัยเมืองท่าชายทะเลที่นำมาซึ่งเงินตราและเทคโนโลยี “ปืนไฟ” พร้อมทหารรับจ้าง จะว่าไปแล้วการรบในสมัยบรรพกาลโบราณก็เป็นการแย่งชิง “ทุนโบราณ” นั่นเอง จึงไม่แปลกที่เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ยกกองทัพไปทำสงครามยังดินแดน อาระกัน ด้านตะวันตกของพม่า ในปี พ.ศ. ๒๐๘๘-๒๐๙๐ สมเด็จพระไชยราชาธิราช เจ้ารัฐอยุธยาทางตะวันออกจึงได้ส่งทัพไปรุกรานเมืองท่าทวายและเมืองท่าเย เป้าหมายคือแย่งชิง แหล่งทำทุน

               ในวัยเด็กเราอาจถูกปลูกฝังอย่างที่นักวิชาการใหญ่ให้นิยามเสียสวยหรูว่า การผูกขาดทางความคิด ที่ทำให้หลายชีวิตต้องเกลียดพม่าด้วยเหตุที่รุกรานไทยจนกรุงศรีแตกถึง ๒ หน ในวัยผู้ใหญ่โดยอาศัยเอกสารนอกห้องเรียนเช่นนี้จะทำให้ได้ตระหนักรู้ที่แท้ต้นเหตุแห่งสงครามได้ชัดเจนได้กว่าในวัยเยาวเรศรุ่น (อะเอยเอ่ยเอย เจริญศรี) แต่ใช่ว่าการรับรู้นี้จะเป็นไปเพื่อความเสื่อมคลายความรักชาติที่เคยถูกปลูก แต่เพื่อการขยายโลกทัศน์

              หากมองกันให้ดีใช่หรือไม่ว่าไทยกำลังรบกับพม่าอยู่ เพราะการศึกที่เปลี่ยนรูปทำให้โลกทัศน์ที่เรา ๆ ท่าน ๆ มีอยู่แคบไปสำหรับการมองโลกสมัยใหม่ ในโลกใบที่ระบบทุนนิยมแพร่กระจายอยู่ทั่ว  การรบทางเศรษฐกิจยังคงดำเนินอยู่ทั่วทุกแห่งไม่เว้นกระทั่งไทย-พม่า ทั่วทุกหัวระหงแห่งสงครามเศรษฐกิจ  สงครามการค้า  สงครามแย่งชิงผลประโยชน์ กำลังทหารอันมากมายดังเช่นที่พระเจ้าบุเรงนองยกไพร่พลมหาศาลมาขอช้างจากสมเด็จพระมหาจักรพรรคิ์ จนเป็นเหตุให้ราชสำนักอยุธยาต้องเสียเอกราชในปี พ.ศ. ๒๐๐๖ นั้น อาจไม่จำเป็นสำหรับในยุคสมัยนี้ สิ่งที่เหมือนกับอยู่อย่างสำหรับสงครามต่างยุคคือ ผู้ชนะศึกจะได้เชลย เพียงแต่เชลยยุคปัจจุบันจะมาในรูปแรงงานในระบบเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มผลผลิตของรัฐผู้ชนะการศึก

              ใช่หรือไม่ว่า รัฐไทยกำลังมีชัยเหนือรัฐพม่า

               เรา ท่าน คงหาคำตอบได้จากร้านอาหารตามเมืองใหญ่ และแถวย่าน มหาชัย

ส่วนจะมีชัยอีกยาวนานไหม ยังคงเป็นที่สงสัยกัน…..อยู่

 

ข้อมูลหนังสือ

ชื่อหนังสือ            เมียนมาร์ สยามยุทธ์

ชื่อผู้แต่ง              ภมรี สุรเกียรติ

ปีพิมพ์                  พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม ๒๕๕๓

สำนักพิมพ์          มติชน

ราคา                     ๒๓๐ บาท

จำนวนหน้า         ๓๔๔ หน้า

สามชุก : ข้อผิดพลาดที่กล้าเปิดเผย

เมื่อชีวิตพบข้อผิดพลาดบางประการ

หลายคนเลือกจะปิดบังมันไว้ด้วยข้ออ้างเหตุผลส่วนตัว

สามชุกwikimo  

แต่เพื่อส่วนรวมแล้วชาว สามชุกรัตนโภคาราม เลือกที่จะไม่ปิดยังอำพราง

                สามชุก ภาพยนตร์โดย ธนิตย์ จิตนุกูล เลือกเรื่องจริงของนักเรียนโรงเรียน สามชุกรัตนโภคาราม ที่มีเหตุปัจจัยให้สารเสพติดในชื่อเดิมว่ายาม้าหรือชื่อใหม่ว่ายาบ้าเข้ามาข้องแวะกับ  ๗ ชีวิตชีวิตเด็กนักเรียนที่ต่างภูมิหลังพื้นฐานชีวิตและครอบครัวน แต่มีจุดมุ่งหมายร่วมคือเป็นพวกมีสุขร่วมเสพ  เบื้องหลังชีวิตของเด็กแต่ละคนถูกถ่ายทอดผ่านหนังโดย ปื๊ด  ผู้กำกับรุ่นเก๋าฝีมือชั้นครูที่อยู่ในวงการหนังมาตั้งแต่บิลลี่ โอแกน ยังเป็นวัยรุ่น จำเนียรกาลนานมาแล้ว ปื๊ดกับอังเคิล ร่วมกันกำกับ ซึมน้อยหน่อย กะล่อนมากหน่อย โดยมี จิตต์ จิตนุกูล แสดงนำ ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก จนหลายคนคงคิดว่า ธนิตย์ จิตนุกูล เอาลูก จิตต์ จิตนุกูล เพราะเห็นมีนามสกุลเดียวกันมาเล่นหนัง แท้จริงแล้ว จิตต์ จิตนุกูลก็คือ บิลลี่ โอแกน คนเดียวกับบิลลี่เข้มนั่นแหละครับ

               ภาพยนตร์ สามชุก” เป็นเรื่องจริง ที่ครูพินิจในร่างของปลาย ปรเมศร์ เป็นครูของเด็กนักเรียน ๗ ชีวิตที่ริติดยา มีหัวหน้าคือ ชัชวาล หรือไอ้วาล และพวกอันมี พันธุ์ ยอด โบ๊ะ ปอด เอก(ชัย) และ(สุ)เทพร่วมทีม ทันทีที่ครูรู้ว่าศิษย์ติดยาก็รีบติดต่อผู้ปกครองของเด็กแต่ละคน ทำให้ทราบว่าลูกศิษย์ตนทั้งเจ็ดนี้มีปัญหาที่ครอบครัว   ๗ คน ๗ ปัญหาชีวิตที่หนังถ่ายทอดให้ได้รับรู้มูลเหตุแห่งชีวิตที่มีปัญหาของแต่ละคนจนต้องพึ่งพิงที่พึ่งทางใจในนามเรียกขามในอดีตว่า “ยาม้า”  ต้นเหตุทั้งสิ้นทั้งปวงล้วนจากสภาพแวดล้อมอันหมายรวมถึง  “ผู้ใหญ่”   ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจนที่สะท้อนผ่านแม่ไอ้วาล หรือไอ้พันธุ์คนส่วนเกินของที่บ้านขาดการดูแลเอาใจใส่ ต้องมาขอให้ครูพินิจเป็นพ่อ  ปัญหาพ่อขี้เมาอาละวาดแม่ของครอบครัวปอด หรือครอบครัวที่รักลูกเกินไปอย่างพ่อแม่สุเทพที่มักใช้เรื่องของลูกมาบังหน้าเพื่อรักษาหน้าตาตัวเองในวงสังคมและปัญหาความรักพวกพ้องที่มีอยู่เต็มเปี่ยมตัวยอด เจ้าของวลี “เพื่อนกันทำไรก็ทำตามกัน”  

               สิ่งที่ครูได้รับจากครอบครัวเด็กมีปัญหาคือ ความไม่ตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาเด็กของตัว  เมื่อครอบครัวแก้ปัญหาไม่ได้ ครูก็ต้องยื่นมือเข้ามาช่วย ทั้งเหนื่อยทั้งท้อ แต่ครูไม่ถอย ตั้งใจรับเด็กเจ็ดชีวิตเข้าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวครู ซึ่งแน่นนอนว่าเมื่อเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วย่อมต้องดูแลสุขทุกข์กันถึงที่สุด อุปสรรคมากมายเข้ามาให้ครูได้ใช้ปัญญาแก้ และในที่สุดรายละเอียดของเด็กเจ็ดชีวิตมีบทสรุปเช่นไรคงต้องติดตามชมกัน

               ในส่วนเนื้อหาของภาพยนตร์มีเนื้อหนังในแนวนี้ที่บรรยายถึงสาเหตุปัญหายาเสพติดที่ดังมากในยุคก่อน   คงไม่พ้นเรื่อง น้ำพุ”  ที่ส่งดาราบางคนได้ “เกิด”ในวงการมายา  ถ้าจะเทียบชั้นกันแล้ว สามชุก ดูสนุกกว่า น้ำพุ   “เยอะ” เพราะ โครง(plot)เรื่องที่กระจายปัญหาชีวิตใส่ตัวละครแต่ละตัว มีความหลากหลายของปัญหามากกว่า  ความลื่นไหลของเรื่องร้อยเรียงสอดประสานกันทำให้หนังดูสนุก และยังคงทิ้งปมให้ติ่งสมองได้คิดตามขณะดูและเมื่อหนังจบ แม้ปลาย ปรเมศร์ หรือ ปรเมศร์ น้อยอ่ำ ผู้สวมบทครูพินิจ จะไม่เป็นที่รู้จักหรือดังไม่เท่าดาราผู้รับบทน้ำพุในสมัยนั้น แต่ในเรื่องฝีมือนั้นไม่ธรรมดาเลยสำหรับการแสดงในหนังเรื่องนี้ รางวัลที่ได้รับมากถึง ๕ รางวัล เป็นเครื่องยืนยัน   ทุกรางวัลเป็นรางวัล     ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง สามชุก ของ ๑ ภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 19   ๒ ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 18   ๓ สตาร์พิคส์ ไทยฟิล์ม อวอร์ด   ๔ คมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 7  และ   ๕ แฮมเบอร์เกอร์อวอร์ด ต้องยอมรับว่าบทของครูพินิจส่งให้ปลาย ปรเมศร์  ได้กลายร่างเป็นครูพินิจจริงๆ อารมณ์จากการนั่งดูหนังเรื่องนี้จึงเหมือนนั่งดูชีวิตที่ไม่ใช่การดูหนัง จึงไม่แปลกที่จะคว้ารางวัลผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยมจากหลายค่ายไป

               คุณค่าของหนังเรื่องนี้ไม่ใช่อยู่ที่รางวัล แต่รางวัลต่างหากที่ชี้ให้เห็นถึงคุณค่า ถึงกระนั้นคุณค่ากับมูลค่ามักจะเดินสวนทางกันเสมอ หนังดีมีคุณค่าสูงแต่กลับสร้างมูลค่าจากการฉายต่ำ จงอย่าได้ไปเทียบกับหนังตลกโปกฮาไร้สาระแก่นสาร  อย่างพี่มากพระโขนงเลย  รายได้จากการฉายในโรงนั้นว่ากันว่าแทบไม่ถึง 5 ล้านบาท แต่ไม่เห็นข่าวเจ้าของหนังออกมาฟูมฟายจะโดดตึกฆ่าตัวตายอย่างผู้สร้างหนังสมัยนี้บางเรื่อง

               หนังไทยกับสังคมไทยจึงเข้ากันได้เสมอทุกยุคสมัยในเรื่องคุณค่า มูลค่า และการถูกทำให้เชื่อว่ามีค่า   คนหรืออะไรก็ตามที่มีคุณค่านั้นสังคมไทยมักจะไม่ให้ค่า ในทางกลับกันคนหรืออะไรที่สร้างมูลค่าหาเม็ดเงินได้มากจนบางครั้งอาจถูกเรียกขานว่า  “ตัว(ทำ)เงินตัว(ทำ)ทอง”  เช่นกรรมกรคาบข่าวบางคนก็มักไร้ซึ่งคุณค่าแต่กลับถูกทำให้เชื่อว่ามีค่า 

                เชื่อกันว่า เวลาเป็นสิ่งมีค่า  การสละสิ่งมีค่าเพื่อดูหนังที่มีคุณค่าเช่น สามชุกแล้วได้คิดตาม   ชีวิตจะมีคุณค่าอีก “เยอะ” โดยเฉพาะ คุณวัยรุ่นวัยอยากลอง

  นับว่าคุ้มค่ากับเวลาที่ต้องจ่าย  เชื่อผมเถอะ

เครื่องทุ่นแรงสร้างรางรถไฟ

มีเครื่องจักรอย่างนี้  รางคู่สายหนองคาย-โคราช-สระบุรี-คลอง19-แหลมฉบัง-มาบตาพุต  ราคาสร้างคงไม่ถึง  532  ล้านบาทนะครับ

ทางรถไฟสายคอคอดกระ : ทางรถไฟสายการศึก

ทางรถไฟสายคอคอดกระ : ทางรถไฟสายการศึก

 คอคอดกระ1

               คอคอดกระ เป็นชื่อที่ประกอบด้วยคำสองคำ คือ คำว่า คอคอด กับคำว่า กระ เมื่อรวมกันเป็นคำว่า คอคอดกระแล้วจะกลายเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์แห่งหนึ่งของแหลมทองหรือสุวรรณภูมิ   เรามักเรียกส่วนที่แคบกันว่า คอด หรือ คอคอด ส่วน กระ เป็นชื่อเมืองกระ หรืออำเภอกระบุรีจังหวัดระนอง ส่วนที่แคบคอดที่สุดของแหลมทองตั้งอยู่บริเวณ กระบุรี นี้จึงได้ชื่อว่า คอดคอดกระ ด้านซ้ายของแหลมทองคือทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย ส่วนด้วนขวาเป็นอ่าวไทยในสังกัดทะเลจีนใต้ ในการเดินเรือจากอ่าวไทยไปสู่ทะเลอันดามันจำเป็นต้องอ้อมแหลมทองเป็นระยะทางไกลและระยะเวลานาน ที่ปลายแหลมเป็นที่ตั้งของ โชนัน” ในอดีต หรือปัจจุบันคือ “สิงคโปร์” ผ่านช่องแคบมะละกาจึงมาถึงทะเลชายฝั่งด้านตะวันตกของไทยได้ ในการค้าขายขนส่งสินค้าทางเรือจากยุโรป(ตะวันตก)มาสู่ตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ต้องใช้เส้นทางเดินเรือเส้นนี้เป็นสำคัญ

               ตั้งแต่อดีตกาลนานมาแล้ว คอคอดกระมีความสำคัญในสายตาชาวต่างชาติ ในรัชสมัยแห่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่สี่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งตรงกับยุคสมเด็จพระราชินีวิคตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร อังกฤษยุคนี้เป็นยุคแห่งการล่าอาณานิคม เดินเรือไปทั่วโลกเพื่อค้นหาแหล่งทรัพยากรใหม่มาป้อนความเจริญให้แก่ตน ในยุคนี้เองนักเดินเรืออังกฤษคงขี้เกียจเดินเรืออ้อมแหลมทองทางโชนัน จึงกางแผนที่เห็นความสำคัญของคอคอดกระ คิดไว้ว่าถ้าสร้างรถไฟข้ามแหลมทองตรงคอคอดกระได้ก็คงจะดี อย่ากระนั้นเลยบริษัทลอยด์ในกรุงลอนดอนถึงได้มีหนังสือถึงสยามประเทศ เพื่อขอสัมปทานทางรถไฟสายแรกขึ้นในสยาม มีเส้นทางจากชายฝั่งทะเลอันดามันด้านมหาสมุทรอินเดียข้าม คอคอดกระ” ไปจรดชายทะเลฝั่งอ่าวไทย โดยขอสิทธิ์ทรัพยากรและการจัดการในแผ่นดินสองข้างทางรถไฟข้างละประมาณ 5 ไมล์ เป็นของบริษัท โดยบริษัทลอยด์จัดตั้ง “บริษัทรถไฟสยาม” เพื่อบริหารโครงการนี้ ฝ่ายสยามยอมให้บริษัทรถไฟสยามสร้างทางรถไฟข้ามคอคอดกระนี้เพื่อประโยชน์ทางการค้าได้แต่ต้องทำตามเงื่อนไขบางประการของฝ่ายไทย คงเป็นที่ยอมรับเงื่อนไขกันไม่ได้โครงการนี้จึงเป็นอันยุติ

               จวบจนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สยามยอมให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศได้ และกองทัพญี่ปุ่นมีแผนการโจมตีอินเดียที่ฝ่ายอังกฤษครองอยู่ผ่านพม่า จึงได้สร้างเส้นทางรถไฟสาย หนองปลาดุก-กาญจนบุรี-ทันบีอูซายัต หรือที่รู้จักกันในนาม “ทางรถไฟสายมรณะ”ขึ้น เพื่อเป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุง กำลังรบ แต่ประมาณปลายเดือนมกราคม พ.ศ. 2486 ฝ่ายอังกฤษโจมตีแนวหน้ากองทัพญี่ปุ่นอย่างหนักดังนั้นแผนการโจมตีอินเดียจึงต้องระงับชั่วคราวเพื่อรอกองกำลังบำรุงที่จะผ่านจากชายแดนไทยมายังพม่า ภายใต้ภาวะการณ์เช่นนี้ฑตทหารญี่ปุ่นในไทยจึงเจรจาลับ ยื่นข้อตกลง “การสร้างทางรถไฟสายคอคอดกระ” ด้วยความจำเป็นแห่งแผนยุทธการในวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2486

               ข้อตกลงดังกล่าวคล้ายกับข้อตกลงการสร้างทางรถไฟสายมรณะแตกต่างบ้างเพียงเพิ่ม การสร้างท่าเรือที่ปลายทางรถไฟเท่านั้น ซึ่งทางรถไฟสายมรณะเชื่อต่อทางรถไฟเดิมในพม่า ร่างข้อตกลงนี้ใช้เวลาในการพิจารณาเพียง 2 สัปดาห์ จึงมีการลงนามตกลงกันโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ฝ่ายไทย กับ พลโท นากามูระ อาเคโตะ ผู้บัญชาการกองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2486

               เส้นทางรถไฟสายคอคอดกระนี้สร้างเชื่อมต่อจากสถานีชุมพรไปยังสถานีกระบุรีในจังหวัดระนอง มีแนวทางขนานกับแนวถนนสาย ชุมพร-กระบุรี และสายกระบุรี-ระนอง มีระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร สร้างโดยบริษัทรับเหมาก่อสร้างญี่ปุ่นในสิงคโปร์เหมาดำเนินการ 3 บริษัทคือ บริษัทนันโปซังโย จัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ก่อสร้างทุกชนิด บริษัทคินโยฮัง ปลูกสร้างที่พักกรรมกร ถางป่า งานดิน ทำสะพาน วางหมอนไม้ วางราง ลงหินโรยทาง ตั้งแต่กิโลเมตรแรกถึงกิโลเมตรที่ 48 งานส่วนที่เหลือเป็นของบริษัทนิชิโมโต ดำเนินการจนถึงท่าเรือคลองละอุ่น แรงงานที่ใช้มาจากสิงคโปร์และไทย เป็นกรรมกรชาวมลายู 70 % กรรมกรจีน 10% และกรรมกรไทย 20% จำนวนแรงงานที่ใช้มากกว่า 30,000 คน มี 7 สถานีคือ สถานีวังไผ่ ท่าสาร ปากจั่น ทับหลี กระบุรี คลองลำเลียง และสถานีเขาฝาชี ใช้รางเหล็กจากมลายูขนาด 40-50 ปอนด์/หลา ใช้เวลาสร้าง 7 เดือน สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2486

               เนื่องจากการขนส่งบนทางรถไฟสายคอคอดกระไม่ได้เชื่อมต่อกับรางรถไฟในพม่าโดยตรงต้องลงรถไฟที่สถานีเขาฝาชีแล้วลงเรือต่อที่ท่าเรือละอุ่นข้ามคลองละอุ่น แม่น้ำกระบุรีออกสู่ปากน้ำจังหวัดระนองเพื่อไปยังวิคติเรียพอยต์ของพม่า จึงทำให้กองทัพญี่ปุ่นใช้เส้นทางนี้เพื่อขนส่งกำลังทหารและเสบียงอาหารมากกว่าใช้ลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป็นของหนักและต้องใช้ความระมัดระวังในการลำเลียง จากการที่ทางสายนี้เร่งสร้างทำให้มีข้อจำกัดด้านความมั่นคงแข็งแรงจึงเกิดข้อจำกัดในการใช้ลำเลียงอาวุธหนักดังกล่าว

               ช่วงปลายสงครามประมาณตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2488 กองทัพสัมพันธมิตรโจมตีทางรถไฟ ท่าเรือคลองละอุ่น และฐานทัพทหารญี่ปุ่นบนเขาฝาชีทางอากาศ กองทัพญี่ปุ่นเสียหายหนัก กระทั่งเรือลำเลียงถูกระเบิดจมลงในแม่น้ำกระบุรีเป็นจำนวนมาก กองทัพญี่ปุ่นจึงเริ่มรื้อรางรถไฟจากสถานีเขาฝาชีถึงกิโลเมตรที่ 24 ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2488 หรือสองเดือนก่อนแพ้สงคราม ทั้งรี้เพราะกลัวฝ่ายสัมพันธมิตรจะใช้เส้นทางสายนี้ยกกำลังเขามาโจมตีกองทัพญี่ปุ่นในประเทศไทย หลังความพ่ายแพ้ ร้อยเอกโงโตะ หัวหน้าหน่วยก่อสร้างทางรถไฟสายคอคอดกระได้เข้ามาเจรจากับรัฐบาลไทยขอรื้อถอนรางโดยให้เหตุผลว่ากองทัพญี่ปุ่นไม่มีความจำเป็นต้องใช้ทางสายนี้ต่อไปเพราะสงครามยุติแล้ว เป็นการปิดตำนานทางรถไฟสายการศึกสายนี้

คอคอดกร2

               ภายใต้การศึกในปัจจุบัน ที่มีการประกาศกฎอัยการศึกสภาพบ้านเมืองเปรียบเสมือนอยู่ในสภาวะสงครามที่ทหารมีอำนาจสูงสุดในการจะกระทำการใดใดก็ได้ ทั้งที่เป็นประโยชน์ต่อชาติหรือต่อพวกพ้อง นายพล ป. ที่เป็นใหญ่ขณะนี้หากคิดรบทำศึกทางการค้า สร้างชาติที่ยั่งยืน สร้างงานสร้างประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริง ขอโปรดได้คิดคำนึงถึงคุณูปการของทางรถไฟสายอดีตที่สร้างเสร็จได้ในเจ็ดเดือน และใช้ประโยชน์ในเวลาหนึ่งปีหกเดือนต่อมาของเส้นทางยุทธศาสตร์ของ ทางรถไฟสายคอคอดกระนี้  ขอท่านได้ใช้อำนาจกำลังภายนอก ภายในที่มีอยู่เนรมิตชุบชีวิตทางรถไฟสายคอคอดกระนี้เสียเถิด จะเป็นแนวเส้นทางเดิมหรือแนวเส้นทางใหม่จากอำเภอหลังสวนข้ามเขาผ่านอำเภอพะโต๊ะมุ่งสู่ชายฝั่งทะเลแถบอำเภอเมืองติดต่ออำเภอกะเปอร์ และสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ปลายเส้นทางสายนี้ อาณาบริเวณท่าเรือก็จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษยกเว้นภาษีบางประเภทอย่างเช่นที่ทำกับเมืองชายแดน เพียงเท่านี้ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผู้มีอำนาจอยู่เต็มมือ

               แล้วพื้นที่ระนองนี้จะเป็นสมรภูมิทางการค้าให้ไทยมีรายได้จากการขนส่ง & ส่งออกแข่งกับกองทัพเศรษฐกิจจากต่างชาติได้อย่างไม่อายใคร 

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า  ขุนศึกจะรบเป็นหรือไม่

 

หมายเหตุ :  รูปหัวรถจักรไอน้ำที่สถานีหัวหิน

cr:  พวงทิพย์  เกียรติสหกุล.  2554.  ทางรถไฟสายใต้ในเงาอาทิตย์อุทัย.

นครปฐม:โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร  พระราชวังสนามจันทร์

ขุดพบรางรถไฟโบราณสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  ที่อำเภอละอุ่น.

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 ม.ค. 2556.  สืบค้นเมื่อ  21 ส.ค.  2557.

wikipedia.org/ทางรถไฟสายคอคอดกระ.  สืบค้นเมื่อ  21  ส.ค.  2557.

ทวาย : อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ

ทวาย : อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ

               เมื่อเอ่ยคำว่า “ทวาย” ขึ้นมาลอย ๆ หลายคนอาจเข้าใจถึงความหมายของผิดปกติหรือนอกฤดูกาลของพืชผักผลไม้ เช่น มะม่วงทวาย เป็นมะม่วงที่ออกผลนอกฤดูที่มะม่วงทั่วไปออกผล มะม่วงหรือผลไม้ “ทวาย” จึงมีราคาสูงกว่าผลไม้ตามฤดูกาลปกติ ด้วยหลักการตลาด ความต้องการที่มีมากกว่าผลผลิด

               ทวาย ในชื่อภาษาอังกฤษว่า DAWEI เป็นเมืองหนึ่งในประเทศพม่า มีชื่อเดิมว่า TAVOY  ตั้งติดทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย ถ้านับเอาไทยเป็นที่ตั้ง ทวายจะอยู่ด้านตะวันตกประเทศไทยด้านจังหวัดกาญจนบุรี หรือที่พิกัดภูมิศาสตร์ 14.09°N 98.20°E กลุ่มชาติพันธุ์ของประชากรส่วนใหญ่เป็นชนชาติมอญ   แต่ดั้งแต่เดิมทวายอยู่ในการปกครองของอาณาจักรพุกาม (Bagan Empire) จากนั้นเปลี่ยนผู้ปกครองมาโดยลำดับตกเป็นของ ราชวงศ์สุโขทัย อยุธยา ตองอู และเมื่อเกิดสงครามภายในพม่าฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ คือระหว่างราชสำนักคองบองกับราชสำนักพะโค ทวาย ได้ย้ายมาอยู่ในความปกครองของรัฐสยามอีกครั้ง กระทั่งพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ทวายอยู่ในฐานะรัฐชาติมอญ (Mon State) จนท้ายสุดในปัจจุบันอยู่ในการปกครองของพม่า

               ในปีค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553) การท่าเรือแห่งพม่า (Myanmar Port Autority) ได้ลงนามข้อตกลงให้บริษัท อิตาเลี่ยนไทยดีเวลลอปเม้นต์พัฒนาท่าเรือน้ำลึกในทวายมูลค่า 8600 ล้านดอลล่าสหรัฐหรือประมาณ 28000 ล้านบาท การพัฒนาดังกล่าวจะทำให้ทวายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ(Special Economics Zone,SEZ) แห่งแรกในพม่า ทางหลวง(Highways)และทางรถไฟจะถูกเชื่อมต่อระหว่างเมืองทวายข้ามเทือกเขาตะนาวศรีผ่านกรุงเทพ ศรีโสภณ เสียมราช ออกทะเลจีนใต้ที่ประเทศวียดนามที่เมือง ก๋วงนัง (quy nhon) เป็นเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor) มีโครงการด้านคมนาคมที่ไทยกำลังพิจารณาสร้างหลายโครงการ เช่น สร้างทางหลวงพิเศษบางใหญ่-กาญจนบุรี-ชายแดนบ้านพุน้ำร้อน

พัฒนาแนวเส้นทางรถไฟสายน้ำตก-ด่านเจดีย์สามองค์ พัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางรางเชื่อมโยงกับด่านบ้านพุน้ำร้อน

  ทวาย2

 

               ปัจจุบันไม่ทราบว่าโครงการทวายได้ดำเนินการไปถึงขั้นไหนแล้ว แต่มีหน่วยงานราชการไทยให้ความอุปถัมภ์อยู่ แม้ในอดีตทวายจะเคยเป็นของไทยและตำแหน่งที่ตั้งของเมืองทวายนั้นต้องยอมรับว่าเป็นตำแหน่งที่เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้พาดผ่านอันจะทำให้การขนส่งข้ามภูมิภาคจากฝั่งมหาสมุทรอินเดียสู่ทะเลจีนใต้สั้นลง เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศที่เกี่ยวข้อง 4 ประเทศ คือ พม่า ไทย กัมพูชา และเวียดนาม   ผลประโยชน์หรือข้อตกลงที่จะทำร่วมกันก็ต้องผ่านทั้ง 4 ฝ่าย แต่ถ้าพิเคราะให้รอบคอบให้ผู้รับผลประโยชน์ลดลงจากสี่รายเป็นสามราย ท่าเรือทวายในประเทศพม่า จะมีท่าเรือจากไทยเป็นคู่แข่งทันที

                ถ้ากางแผนที่ประเทศไทยมาดูกันจะเห็นว่า เมืองทวายอยู่เหนือจากชายแดนไทย-พม่าด้านติดทะเลอันดามัน จังหวัดแรกที่ติดทะเลอันดามันของไทยคือ จังหวัดระนอง หรือเมืองกระบุรีในอดีต ท่าเรือทวายไม่มีประโยชน์ต่อไทยมากไปกว่าท่าเรือระนอง การใช้ท่าเรือทวายเป็นสะพานผ่านแดน (Land Bridge) ไทยเท่ากับเป็นการใช้จมูกคนอื่นหายใจ ขณะที่เรามีจมูกเราใช้เองอยู่แล้วอยู่ที่ท่าเรือระนอง ถ้าคำร้องขอของผู้จัดการท่าเรือระนองให้พัฒนาท่าเรือระนองเป็นผลนั่นหมายถึงว่า มีการพัฒนาระบบขนส่งทางรางเข้าสู่ท่าเรือระนองให้ได้โดยเร็ว ยุทธศาสตร์ที่ดีต่อการเชื่อมโยงการค้ากับประเทศในแถบเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา   ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างยิ่ง แทนที่จะให้ความสำคัญกับท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังที่มีทำเลที่ตั้งในทะเลปิดที่ในอนาคตจะแข่งขันกับท่าเรือประเทศเพื่อนบ้านเช่นเวียดนามไม่ได้ รัฐโดยกรมเจ้าท่า การท่าเรือ การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมศุลกากร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งที่จะต้องทำท่าเรือน้ำลึกระนองให้รองรับการเดินเรือร่วมกับการขนส่งทางราง(รถไฟ)จากฝั่งทะเลอันดามัน ลัดสู่ทะเลจีนใต้ให้จงได้ ผลที่ตามมาอย่างยั่งยืนในระยะยาวคือการมีงานทำของประชาชนคนไทย

               เมื่อเทียบประโยชน์ใช้สอยกันกับท่าเรือปากบาราแล้วจะเห็นว่าที่ตั้งของท่าเรือระนองใกล้กับแหล่งอุตสาหกรรมทางภาคกลางและตะวันออกของประเทศไทยมากกว่า ปากบาราที่ตั้งอยู่ใต้สุดของไทยในจังหวัดสตูล รัฐควรโยกย้ายงบประมาณที่จะสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราที่มีมวลชนต่อต้านมาเทให้ท่าเรือน้ำลึกระนอง ร่วมกับการเร่งสร้างรางรถไฟจากหลังสวนไประนองโดยด่วนเพื่อรองรับการขนส่งจากท่าเรือกระจายไปภูมิภาคต่าง ๆ ผ่านทางรถไฟสายใต้  ที่สำคัญรัฐควรชะลอโครงการที่เกี่ยวข้องกับท่าเรือน้ำลึกทวาย ที่รัฐไทยอุดหนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในไทยแต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไปตกกับSEZในพม่า

               ขอย้ำให้รู้ว่า โครงการในทวายไม่มีประโยชน์กับประชาชนคนไทยส่วนใหญ่มากกว่าโครงการในระนอง จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ชะลอโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการทวายและผลักดันโครงการระนอง นอกเสียจากว่า ประชาชนคนไทยกลุ่มนายทุนส่วนน้อยจะหาผลไม้ทวายพันธุ์พิเศษถวายกลุ่มปกครองชุดใหม่ให้ลิ้มรส

               อย่างที่บอกไว้แต่ต้นแล้วว่า อะไรที่เป็นพันธุ์ “ทวาย” นั้นราคาดีเสมอ  

 

ที่มาภาพประกอบ :

http://www.nesdb.go.th/Portals/0/tasks/dev_logis/docu/data_1137160312.pdf

ศิริราชต้องปรับการจราจร

ศิริราชต้องปรับการจราจร

 siriraj1

               ความเจ็บไข้ได้ป่วยไม่เข้าใครออกใคร เจ็บป่วยแต่ละทีไม่พ้นต้องพึ่งหมอพึ่งพยาบาล ไปโรงพยาบาลกันให้ควั๊ก นั่งรอคิวเรียกชื่อ คิวตรวจ คิวเสียตังค์ คิวรับยา ทุกกิจกรมเต็มไปด้วยคิว ไปโรงพยาบาลแต่ละทีก็ได้รับ ไฮคิว” กันตาม ๆ  กันไป เสียเวลามาก   สำหรับผู้ป่วยรายได้น้อยก็อาศัยโรงพยาบาลของรัฐ ส่วนผู้มีเงินหนาจำพวก    “ไฮโซ” ก็จะมุ่งหน้ามาโรงพยาบาลเอกชนจะได้รับความสะดวกสบายระดับ “โลว์คิว” ไม่ต้องรอคอยเข้าคิวนานเหมือนโรงพยาบาลของหลวง

               โรงพยาบาลศิริราชเป็นโรงพยาบาลของรัฐที่เป็นที่มีการเรียนการสอนวิชาแพทย์ ผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรักษาโรคต่าง ๆได้ดีราวกับเป็นหมอเทวดา คนไข้ยอมรับในฝีมือการรักษาของบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลแห่งนี้ ผลที่ตามมาก็คือ ปริมาณคนไข้ที่เพิ่มขึ้นมากมาก ทั้งไฮโซ โลว์โซ ต่างก็อยากมาหาหมอเทวดาช่วยรักษาชีวิตและสุขภาพของตนไว้ เพราะไม่ว่ายากดีมีจนอย่างไรมนุษย์เดินดินทั้งหลายต่างก็รักชีวิต รักตัวกลัวตายด้วยกันทั้งนั้น

               การมาพบแพทย์ของแต่ละคนน้อยนักที่จะเดินทางมาคนเดียว เพราะมีคำว่า      ” ผู้ป่วย “ติดตัว  จึงต้องมีผู้ติดตามที่มักจะเป็นญาติพาผู้ป่วยมาโรงพยาบาล อย่างน้อยก็ 1 คน จำนวนคนจึงล้นโรงพยาบาล  คนจำนวนมากนี้มักจะเดินทางมาโรงพยาบาลโดยทางรถยนต์ส่วนตัวบ้าง รถสาธารณะบ้าง  ปัญหาจราจรติดขัดโดยรอบบริเวณโรงพยาบาลจึงตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   ลองเรียกรถแท็กชี่ตอนเช้าหรือเย็นจากที่ใดก็ได้แล้วถามดูว่า “ไปศิริราชมั้ย” คำตอบที่ได้จะสะท้อนถึงสภาพจราจรบริเวณนี้เป็นอย่างดี

               การเดินทางเดินทางของผู้ป่วยทางรถยนต์ ผู้พาผู้ป่วยมักจะนำรถมาจอดส่งคนไข้บริเวณทางลาดขึ้น-ลงตึกผู้ป่วยนอก เมื่อส่งผู้ป่วยแล้วะนำรถลงทางลาดเลี้ยวออกประตูโรงพยาบาลด้านใกล้แยกศิริราชเพื่อเลี้ยวซ้ายเข้าโรงพยาบาลอีกรอบด้านประตูตึกอุบัติเหตุ เพื่อทะลุไปหลังโรงพยาบาลหรือเลี้ยวซ้ายขึ้นอาคารจอดรถ หาที่จอดรถ หากเดินสำรวจพื้นที่บริเวณดังกล่าวจะพบว่าหากโรงพยาบาลสามารถให้รถที่จอดส่งคนไข้ที่ตึกผู้ป่วยนอกเลี้ยวทะลุผ่านอาคารจอดรถโดยไม่ต้องออกไปผ่านแยกศิริราช โดยอาจนำรถไปจอดในอาคารจอดรถได้เลยหรือไม่ก็เลาะใต้อาคารจอดรถแล้วเลี้ยวซ้ายผ่านตึกอุบัติเหตุก็จะสามารถนำรถไปจอดด้วนหลังโรงพยาบาลได้โดยไม่ต้องนำรถไปติดสัญญานไฟที่แยกศิริราช จะช่วยแก้ปํญหาจราจรติดขัดที่แยกนี้ได้มาก

               โรงพยาบาลอาจต้องลงทุนทำทางจากตึกผู้ป่วยนอกเชื่อมกับอาคารจอดรถ แต่ทั้งนี้เรื่องเงินคงไม่เป็นปัญหากับโรงพยาบาลมากนักเพราะได้ขึ้นค่าใช้บริการของผู้ป่วยอยู่แล้ว เงินที่มีอยู่ก็เห็นใช้ปรับปรุงอาคารแต่ละอาคารได้อย่างสวยงามดูทันสมัยไม่น่ากลัวเหมือนโรงพยาบาลยุคเก่า ถ้าจะเจียดเงินส่วนนี้หรือส่วนไหนก็ตามแต่(ที่อาจจะมาจากการรับบริจาคก็ได้) มาปรับปรุงระบบจราจรภายในโรงพยาบาลก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการและช่วยไม่ให้มีผู้ต้องทนทุกข์กับปัญหารถติดรอบโรงพยาบาล ถ้าปรับการจราจรโดยให้รถเดินทางเดียวจากแยกตึก 84 ปี มายังตึกสลากเพื่อออกประตูด้านถนนอรุณอมรินทร์ (ประตู 4 )หรือจะเลี้ยวซ้ายขึ้นไปรับ-ส่งผู้ป่วยบนทางลาดตึกผู้ป่วยนอกอีกด้วยแล้ว การจราจรก็จะยิ่งน่าลื่นไหลได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ที่ประตูลงทางลาดตึกผู้ป่วยนอกก็ให้ตำรวจหรือสำนักการจราจรมาติดสัญญานไฟจราจรไว้แบบที่สยามพารากอนทำไว้เป็นตัวอย่าง เปิดสัญญานไฟเขียวให้รถเลี้ยวขวาขึ้นสะพานอรุณอมรินทร์ได้ เท่านี้รถก็จะไม่ไปอออ้อมขึ้นสะพานด้านหลังโรงพยาบาลแล้ว

               ที่บอกมาทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์ผู้อื่นทั้งนั้น และไม่เกี่ยวกับงานทางการแพทย์ แต่ข้องแวะกับประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์   ท่านผู้บริหารโรงพยาบาลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีอำนาจบริหารจัดการ ไม่ทราบว่ายังจำคำที่ว่า

ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์เพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง

ได้อยู่หรือไม่

siriraj2

               เป็นเสียงน้อย ๆ จากคน ศิริราช ที่ไม่ใช่บุคลากร ศิริราช แนะมาครับ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 71 other followers

%d bloggers like this: