Category Archives: book

อภิวัฒน์ท้องถิ่น

อภิวัฒน์ท้องถิ่น

               เป็นหนังสือเล่มน้อยจากการถอดความและเรียบเรียงการบรรยายบนเวที “ปฏิรูปประเทศไทยเพื่อสุขภาวะคนไทย” ครั้งที่ ๑๒ โดย ไอ้หนุ่มซินตึ้งดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์” อดีตนักการเมือง ปัจจุบันนักวิชาการ เจ้าของผลงานอันเลื่องชื่อ “สองนคราประชาธิปไตย” สะท้อนให้เห็นมุมมองหลายด้าน หากยังไม่นับเนื้อหาสาระในเล่ม หัวข้อที่ถกแถลงกันในเวทีที่อุบัติเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๒ ภายหลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์มาแล้ว ๗๘ ปี ดูเหมือนประชาธิปไตยไทยจะยังคงก้าวเดินไปไม่ถึงไหน สร้างปัญหาให้ “ราษฎร์” ไทยตลอดมา ร้อนถึงนักวิชาการนักคิดนักพัฒนาชุมชนต้องออกมาค้นคิดวิธีปฏิรูปแก้ไขเพื่อคนไทยได้อยู่ในสภาวะที่มีความสุขสมดังหัวข้อการบรรยาย

               ในเรื่องในเล่มเป็นการบรรยายของดร.เอนก ได้ทำการบ้านสำรวจทฤษฎีการเมืองแบบประชาธิปไตยตะวันตก ที่ปัจจุบันมีลูกแขนงใหญ่ ๆ ๒ แขนง คือ ประชาธิปไตยแบบตัวแทน(Representative government) กับประชาธิปไยแบบปกครองตนเอง (Self government democracy)

               Self government เป็นรากเหง้าของประชาธิปไตยเริ่มทฤษฎีมาจากประชาธิปไตยของยุคกรีกโบราณ ในความหมายที่ประชาธิปไตยคือ ประชาชนปกครองตนเอง ไม่ใช่การเลือกตั้ง ไม่ใช่การมีผู้แทนหรือผู้นำ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างตรงกันข้ามกับความคิดของชาวสยามที่เห็นว่าการปกครองควรจะโดยผู้มีอำนาจ ผู้มีคุณงามความดี ผู้มีชาติตระกูลสูงส่ง ผู้ที่เป็นนักรบ มาปกครองคนธรรมดาผู้เป็นผู้น้อยเช่นเรา เราจึงถูกปลูกฝังหัวให้คิดว่า “เรา” ปกครองตนเองไม่ได้ ในการปกครองของกรีกโบราณนั้นพลเมืองสามารถกำหนดชีวิตของตนเองได้ผ่านการประชุมคนใน “สภาพลเมือง” พลเมืองทุกคนสามารถเข้าประชุมสภาได้เมื่อมีการประชุม สภาพลเมืองมีอำนาจเหมือนสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ สามารถออกกฎหมาย ประกาศสงคราม ยุติสงครามได้ การเลือกคนไปดำรงตำแหน่งไม่ใช้การเลือกตั้งแต่ใช้วิธีจับสลาก ทั้งนี้เพราะกรีกโบราณมีการฝึกคนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพค่อนข้างดี ทำให้ใคร ๆ ก็สามารถทำหน้าที่เป็นผู้บริหารได้

               ส่วน Representative government มีมูลเหตุจากความใหญ่ของระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบเมืองที่ใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ประชากรในเมืองมากขึ้น ความซับซ้อนมากขึ้น เกิดระบบการแบ่งหน้าที่กันทำ ทำให้เกิดระบบแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ เกิดเป็นระบบเศรษฐกิจที่ซับซ้อนขึ้น ด้วยความใหญ่และความซับซ้อนของระบบนี้ทำให้การปกครองตนเองผ่านการประชุมสภาพลเมืองย่อมไม่สะดวกไปกว่าการตั้งตัวแทนเพื่อการปกครอง โดยผ่านกรรมวิธี “การเลือกตั้ง” จึงเกิดประชาธิปไตยแบบตัวแทนขึ้น มีนักคิด-ผู้นำที่สนับสนุนการเปลี่ยนประชาธิปไตยทางตรงเป็นทางอ้อมผ่านผู้แทนนี้มีหลายท่าน เช่น แมดดิสัน (Madison) จอห์น สจ๊วจ มิล (John Stuart Mill) มอสกา (Mosca) แม็กซ์ เวเบอร์ (Max Weber) ชุมปีเตอร์ (Schumpeter) เบเรลสัน (Berelson) เป็นต้น

               ส่วนนักคิด-นักปฏิวัติฝ่ายประชาธิปไตยทางตรงคนสำคัญ ได้แก่ ซาปาต้า (Zapata) จูเวเนล (de Jouvenel) รุซโซ (Rousseau) มองเตสกิเออ (Montesquieu) เดอต๊อกเกอร์วิลล์ (De Tocqueville) บุดชินส์ (Bookchin) มาเดียเวลลี่ (Machiavelli) แมนสบริดจ์ (Mansbridge) มาเรียน ยัง (Marion Young) เดวิส แม็ทธิว (David Mathews) และเปททิส (Petits) หลักคิดของประชาธิปไตยทางตรงอยู่ที่ว่า เสรีภาพ คือ การทำอะไรด้วยตนเอง พึ่งรัฐ พึ่งทางการให้น้อย พลเมืองปฏิเสธแนวคิด “ประชานิยม” ประมาณว่าต้องหยิ่งต่อการเกื้อหนุนจากรัฐนั่นเอง

               ทุกนักคิดดังรายชื่อข้างต้นมีความคิดเป็นของตนเอง รายละเอียดของแต่ละนักคิดจะเป็นเช่นไรคงต้องศึกษาหาอ่านกันในเล่ม กล่าวโดยรวมแล้ว อภิวัฒน์ท้องถิ่น นี้น่าจะเป็นผลึกคิดที่ตกต่อจาก สองนคราประชาธิปไตย โดยผู้บรรยายให้ค่ากับ ความเล็กก็งาม (small is beautiful) ที่ ชูมาร์กเกอร์ (Schumacher) ได้เคยเสนอไว้ กระแสของเล็กอาจจะดูแปลกแยกกับ ความบ้าของใหญ่ที่ฝังในหัวคนไทยอยู่บ้าง แต่กระแสนี้ก็น่าจะสอดคล้องกับหลัก เศรษฐกิจพอเพียง ท้ายเล่มยังได้มีการเสนอแนวคิดเมืองหรือท้องถิ่นสมดุลที่ อบต. อบจ.ควรจะต้องหันมาวิเคราะห์ตนเองว่ามีแพทย์ นักเขียน อาจารย์ ข้าราชการ ฯลฯ เพียงพอต่อเมืองตนเองหรือยัง หรือเมืองโตเดี่ยวอย่างกรุงเทพมหานครสมควรจะถูกแบ่งเป็น นคราภิบาล หรือยัง และควรมีการอุดหนุน (subsidise) บางอาชีพของคนในเมืองตามแบบเมืองพิสตเบิร์กหรือไม่

               บทสรุปของเล่มผู้บรรยายหรือดร.เอนกเชื่อว่า ท้องถิ่นจะเข้มแข็งอยู่สุขได้ด้วยตัวท้องถิ่นเอง โดยที่ท้องถิ่นไม่ควรลอกเลียนส่วนกลางทั้งด้านรูปแบบการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ท้ายสุดของเล่มมีการอภิปรายของหลายผู้รู้ เช่น ดร.เสรี พงศ์พิศ รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ นพ.พลเดช ปิ่นประดับ นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ ผู้ใหญ่โชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ นพ.ประเวศ วะสี

               แต่ละท่านวิพากษ์เช่นไรหาอ่านได้โดยพลันในเล่ม หนังสือ อภิวัฒน์ท้องถิ่นนี้เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ ที่บ่งบอกแนวคิดภาคทฤษฎีของดร.เอนก ส่วนภาคปฏิบัติ อดีตนักศึกษาหลงป่าปัจจุบันนักวิชาการผู้นี้จะได้กลายร่างเป็น นักสันติวิธี หรือนักประนีประนอมปรองดองเป็นน้ำพริกแม่ประนอมหรือไม่ต้องคอยติดตามกัน ไม่นานคงมีคำตอบ

               และคงได้รู้กันไปว่า ในภาคทฤษฎีที่ตนเคยเชื่อเมื่อต้องนำมาสู่ภาคปฏิบัติแล้วจะต้องฉีกความเชื่อแต่เดิมแห่งตนทิ้งหรือไม่

apivatna_local

ข้อมูลหนังสือ         :

ชื่อหนังสือ              อภิวัฒน์ท้องถิ่น:สำรวจทฤษฎีเพื่อสร้างท้องถิ่นให้เป็นฐานใหม่ของประชาธิปไตย

ผู้เขียน                    ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

พิมพ์ครั้งที่              ๒     มกราคม ๒๕๕๔

พิมพ์ที่                    บริษัท ที คิว พี

จำนวนหน้า            ๖๔ หน้า

ราคา                       ๘๐ บาท

Advertisements

แปรรูปการรถไฟแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น : จุดเริ่มกรมราง จุดดับ ร.ฟ.ท.

แปรรูปการรถไฟแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น : จุดเริ่มกรมราง จุดดับ ร.ฟ.ท.

 jTrain1s

               ยุคนี้เป็นยุคสมัยที่ญี่ปุ่นเปิดกว้างด้านการท่องเที่ยวโดยการยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศให้กับคนไทยที่เข้าพำนักระยะสั้นในญี่ปุ่นไปตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวในญี่ปุ่นได้ ๑๕ วัน จากกรณีนี้ทำให้ญี่ปุ่นเป็นปลายทางฝันของนักเดินทางชาวไทยจำนวนไม่ใช่น้อย  หนังสือแนะนำที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่นภาคภาษาไทยที่มีให้เห็นบนชั้นวางร้านหนังสือใหญ่ไม่น่าจะต่ำกว่า ๑๐ เล่มให้เลือกกันไม่หวาดไม่ไหวคือหลักฐานยืนยันความนิยม หนึ่งในจำนวนวนนั้นมีคู่มือการท่องเที่ยวโดยรถไฟในญี่ปุ่นรวมอยู่ด้วย

               ว่ากันว่ารถไฟญี่ปุ่นเกิดร่วมสมัยกันกับรถไฟไทย ถ้าจะลำดับญาติกันแล้วก็คงจัดเป็นญาติผู้พี่ ทางรถไฟสายแรกของญี่ปุ่นคือสายโตเกียว-โยโกฮะมะ มีพิธีเปิดไปเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๑๕ ส่วนรถไฟไทยสายแรกขออนุญาตสร้างและดำเนินการโดยบริษัทสัญชาติเดนมาร์ก ทำสัญญาเดินรถสายกรุงเทพ-ปากน้ำ(สมุทรปราการ)เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๒๙ และเปิดเดินรถเมื่อพ.ศ. ๒๔๓๖ เป็นน้องพี่ยุ่นอยู่ ๒๑ ปี

               ปัจจุบันรถไฟญี่ปุ่นบริหารงานในรูปแบบบริษัท(JR GROUP) จึงจำเป็นต้องแสวงหารายได้ในทุกวิถีทาง หนทางหนึ่งก็คือ การขายการท่องเที่ยวกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถูกเชิญชวนมาให้มาใช้ ตั๋ว JR RAIL PASS สำหรับนักท่องเที่ยวใช้เดินทางทางรถไฟได้ทั่วญี่ปุ่นหรือทั่วภูมิภาคต่าง ๆ หนังสือแนะนำที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่ดูเผิน ๆ ผ่าน ๆ ก็เหมือนการขายการท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป แต่เบื้องหลังแฝงการพยุงฐานะทางเศรษฐกิจของธุรกิจรถไฟไว้อย่างแยบคายแอบโฆษณาขายตั๋ว ที่เห็นได้ชัดคือ JR คิวชิว ซึ่งเป็นบริษัทรถไฟภูมิภาคเกาะคิวชิว(Kyushu) มีศักยภาพในการหารายได้ต่ำ ผลการขาดทุนของการรถไฟบริษัทนี้จะถูกชดเชยโดยกองทุนเพื่อจุนเจือการบริหารฯ และเพื่อไม่ให้กองทุนต้องจ่ายหนักตลอดไป การรถไฟคิวชิว(JR Kyushu) จึงต้องพยายามเรียกร้องเชิงเชื้อเชิญชวนให้มีคนมาใช้บริการกันให้มาก ๆ ยุทธศาสตร์ที่น่าจะประสบผลสำเร็จก็คือ การทำรถไฟให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว เรียกว่า การท่องเที่ยวทางรถไฟขึ้น การจะทำเช่นนี้ได้ต้องทำการออกแบบขบวนรถไฟให้ชวนเที่ยว จากนี้ก็ทำการโฆษณาป่าวประกาศประชาสัมพันธ์ถึงความวิเศษของรถไฟขบวนต่าง ๆ ของคิวชิว หนังสือ ทางรถไฟสายดาวตกก็ทำหน้าที่เช่นนั้น (อ่านบทวิจารณ์ได้ใน “ทางรถไฟสายดาวตก : รถไฟไอพิษ)

               ย้อนมาดูก่อนที่รถไฟญี่ปุ่นจะเป็นบริษัทก็เคยเป็นส่วนราชการมาก่อน มีความเจริญมาโดยลำดับในปีพ.ศ. ๒๕๐๖ มีกำไร ๕๗,๔๐๐ ล้านเยน จนพ.ศ. ๒๕๐๗ ปีเกิดของรถไฟเส้นทางสายโตไกโด ชิงคังเซ็น รถไฟความเร็วสูงวิ่งระหว่างโตเกียวกับโอซาก้า กำไรก็ลดลงเหลือ ๓๐,๐๐๐ ล้านเยน พอย่างเข้าปีพ.ศ. ๒๕๐๙ ก็ขาดทุนไป ๖๐,๑๐๐ ล้านเยน และขาดทุนต่อเนื่องมากขึ้นเรื่อย ๆ จนพ.ศ. ๒๕๒๙ มีผลประกอบการขาดทุน ๑,๓๖๑,๐๐๐ ล้านเยน ที่น่าสังเกตคือตั้งแต่เริ่มมี ชิงคังเซ็น การรถไฟแห่งชาติญี่ปุ่น(Japanese National Railway,JNR) ก็เริ่มขาดทุนในปีนี้ JNR มีผู้ปฏิบัติงาน ๒๗๗,๐๐๐ คน ความล้มเหลวในการบริหารงานหรือการประสบกับสภาวะขาดทุนของการรถไฟแห่งชาติญี่ปุ่นเกิดจากหลายสาเหตุ โดยเหตุหลักคือปัญหาข้อกฎหมาย

               ในฐานะที่เป็นองค์กรบริการสาธารณูปโภค JNR จึงตกอยู่ภายใต้การแทรกแซงของสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาล โดย งบประมาณต้องเสนอและได้รับความเห็นชอบจากสภาฯ และมีกฎหมายกำหนดราคาค่าโดยสาร การเปลี่ยนแปลงค่าโดยสารต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร ส่วนการแต่งตั้งประธาน JNR ต้องโดยคณะรัฐมนตรี ส่วนรองประธานและคณะกรรมการบริหารต้องโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีขนส่ง สภาผู้แทนราษฎรหรือนักการเมืองนี้มักมีนิสัยถาวรคล้าย ๆ กันทั่วโลก คือพยายามแสงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อให้ได้รับการเลือกตั้ง โดยแทรกแซงการบริหารที่มีผลประโยชน์ เช่น โครงการสร้างทางสายใหม่ การสร้างสถานีรถไฟและอื่น ๆ JNR ต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเมืองเนื่องจากการของบประมาณ การเลือกสรรบุคลากร อยู่ในมือนักการเมือง

               ในส่วนของตัว JNR เองก็เป็นองค์กรที่ใหญ่มาก เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๑๓ มีผู้ปฏิบัติงาน ๔๗๐,๐๐๐ คน มีผู้บริหารที่ไม่เข้าใจปัญหาหน้างาน การแก้ปัญหาถูกกำหนดจากส่วนกลาง การจัดบริการเดินรถจึงไม่สอดคล้องกับความต้องการเดินทางของส่วนภูมิภาค การที่ไม่สามารถถ่ายทอดคำสั่งลงไปยังผู้ปฏิบัติงานได้อย่างทั่วถึง  ผู้ปฏิบัติงานขาดความรู้สึกมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจการ ขาดความมุ่งมั่นในการเพิ่มผลผลิต รวมถึง JNR ประกอบกิจกาเดินรถไฟทั่วประเทศโดยไม่มีคู่แข่งขันจึงไม่รู้สึกว่าต้องแข่งขันกับใคร ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุแห่งการขาดทุนจนต้อง “แปรรูป

               เนื้อหาที่ว่าว่ามาเกือบทั้งหมดนี้ อยู่ใน การแปรรูปการรถไฟแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น เป็นหนังสือแปลโดย นคร จันทศร ลูกหม้อรถไฟไทย อดีตรองผู้ว่าการรถไฟฯ แปลจาก The Privatization of Railway in Japan . An outline of Splitting up and Privatizing the Japanese National Railways   เมื่ออ่านดูจะรู้ที่มาตลอดจนวิธีการย่อยองค์กรรถไฟใหญ่ระดับประเทศให้กลายเป็นบริษัทย่อย ๆ ระดับภูมิภาค ๖ ภูมิภาค อันได้แก่ JR Hokkaido JR East JR Tokai JR West JR Shikoku JR Kyushu รวมถึงหนึ่งรถไฟขนส่งสินค้า (JR Freight) วิธีการแปรรูปทั้งการแบ่งทรัพย์สิน หนี้สิน บุคลากร ตลอดจนการบริหารงานและการแบ่งปันผลประโยชน์จากรถไฟความเร็วสูง ชิงคังเซ็น รอคนค้นหาอยู่ในเล่ม นอกเหนือการแปรรูปที่เป็นสาระสำคัญ ยังมีส่วนที่ได้เรียนรู้ถึงความล่มสลายขององค์กรขนาดใหญ่ที่แม้ผูกขาดหน้าที่อันอาจนำมาซึ่ง ” กำไร” ได้แต่เพราะมีนักการเมืองแทรกแซงจึงไม่สามารถ ช่างเหมือนองค์กรใหญ่ระดับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศหนึ่งเสียนี่กระไร ที่สุดแล้วความไม่ใหญ่ก็คือคำตอบของความอยู่รอดของ รถไฟญี่ปุ่น

jTrain2s

 

               กรุณาอย่ากระทบกระเทียบเปรียบมวยกับการรถไฟแห่งประเทศไทยเลย ถึงแม้รถไฟพี่ยุ่นจะเกิดร่วมสมัยกับร.ฟ.ท. รถไฟไทยก็ตาม ทั้งนี้เพราะนักการเมืองในเครื่องแบบของไทยพยายามกันเหลือเกินที่จะทำให้รถที่วิ่งไปในรางอยู่ในองค์กรที่มีขนาดใหญ่ระดับกรมดูแลงานทั้งประเทศ พยายามกันเหลือเกินที่จะตั้ง กรมการขนส่งทางราง” กัน ขอให้เพิ่มความพยายามกันอีกซักนิดคือ พยายามศึกษาความล้มเหลวของหน่วยงานขนาดใหญ่อย่างเช่น การรถไฟแห่งชาติญี่ปุ่น การศึกษาผู้อื่นเค้าเพื่อการพัฒนา รถไฟไทยเราเป็นเรื่องที่ต้องรอบคอบ มิใช่เร่งรีบ หรืออาจบางที “กรมการขนส่งทางราง” อันเป็นส่วนราชการที่จะรีบเร่งรวบรัดจัดตั้งกันขึ้นมาใหม่ภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จแห่งนักการเมืองในเครื่องแบบนี้   อันเป็นองค์กรที่น่าจะมีโครงสร้างขนาดใหญ่ดูแลงานระดับประเทศ อันจะเป็นจุดเริ่มของการแปรรูป สมบัติสมเด็จพระปิยะมหาราชที่ชื่อ การรถไฟแห่งประเทศไทย

               บันทึกจดจำกันเอาไว้ว่า นี่เป็นคำทำนาย แม่นหรือไม่ ไม่รู้ เวลาเท่านั้นเป็นคำตอบ

ข้อมูลหนังสือ

ชื่อหนังสือ          แปรรูปการรถไฟแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น

ผู้แปล                 นคร  จันทศร

ปีพิมพ์                พฤษภาคม  ๒๕๕๕

สำนักพิมพ์         แอดวานซ์  พริ้นติ้ง  เซอร์วิส

ราคา                   ๘๐     บาท

จำนวนหน้า        ๘๐      หน้า

 

เมียนมาร์ สยามยุทธ์ : อาหารสมองต้านอนุมูลผูกขาดทางความคิด

เมียนมาร์ สยามยุทธ์

 เมียนมาร์ สยามยุทธฺ์

 

สงครามเป็นกิจกรรมหนึ่งของรัฐ

การเปลี่ยนแปลงของรัฐนำมาซึ่งการเปลี่ยนวิถีแห่งสงคราม

 

               สงครามระหว่างรัฐไทยกับรัฐพม่าจัดได้ว่าเป็นมหากาพย์ทั้งยิ่งใหญ่และยาวนาน เป็นการรบข้ามภูมิภาคระหว่างลุ่มน้ำอิระวดีกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ความไกล ความยากลำบากของเส้นทางเดินทัพ ตลอดจนปริมาณเสบียงอาหารหล่อเลี้ยงกำลังพลของกองทัพมีผลต่อสงคราม การยกทัพของรัฐพม่ามารบกับรัฐไทยจึงต้องอาศัยพละกำลังนอกจากทางการทหารแล้ว ต้องมีกำลังทางเศรษฐกิจ มีทรัพยากร ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์พร้อม

               การศึกระหว่าไทยกับพม่าได้มีผู้ศึกษาไว้มาก นักวิชาการไทยมักศึกษาเจาะลึกถึงปฏิบัติการทางทหารด้านกลยุทธ์ในการสงครามทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ส่วนใหญ่ของการศึกษาอาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ไทยจดบันทึกหรือชำระ เช่น พงศาวดารฉบับชำระเมื่อตอนกรุงธนบุรีหรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น จะมีบ้างที่ใช้หลักฐานประวัติศาสตร์ด้านฝ่ายพม่า แต่ก็เป็นไปเพื่อเติมในส่วนที่ไม่ขัดกับพงศาวดารฝ่ายไทย

               จวบจน ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ นักวิชาการรายแรก ๆ ของไทยที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ไทย-พม่าจากหลักฐานเอกสารประวัติศาสตร์ฝ่ายพม่า โดยมีวัตถุประสงค์ไปในทาง “เกื้อหนุนและขยายโลกทัศน์หรือมุมมองทางประวัติศาสตร์เพื่อขจัดภาวะ การผูกขาดทางความคิดและความเข้าใจที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน” มีการวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลร่วมสมัยอื่น ๆ เพื่อหาข้อยุติในประเด็นปัญหาทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ภาพประวัติศาสตร์ของสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ จากพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาคือภาพที่ทำให้เข้าใจไปในทำนองว่า มูลเหตุพื้นฐานการเสียกรุงเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ มาจากความเสื่อมทางการเมือง และการทหารของอาณาจักรอยุธยาตอนปลาย ในทางตรงข้ามเมื่อศึกษาพงศาวดารฉบับราชวงศ์คองบองของพม่า จะให้ภาพทำนองว่า ความพ่ายแพ้ของอยุธยาครั้งนั้นเป็นความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธีทางการทหาร ซึ่งไม่สมควรถูกเหยียดหยาม

               ในส่วน ดร. ภมรี สุรเกียรติ ศิษย์ ดร. สุเนตร ได้สานต่อแนวคิดอาจารย์ในการศีกษาเอกสารฝ่ายพม่า กลั่นเป็นวิทยานิพนธ์ดุษฏีบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ ในเรื่อง พลวัตรของสงครามไทย-พม่าตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ ถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ช่วงเวลาเกือบ ๔๐๐ ปีแห่งการศึกษาการเปลี่ยนแปลงวิถีแห่งสงครามไทย-พม่า และย่อเหลือเนื้อความสำคัญเป็น เมียนมาร์ สยามยุทธ์” เล่มนี้ ย่อมเป็นหลักประกันของอาหารสมองชั้นดีแก่ผู้สนใจใคร่อ่าน-ศึกษาประวัติศาสตร์ ที่ตั้งบนฐานข้อมูลสำคัญ ๔ แหล่ง อันได้แก่

  • พงศาวดารฉบับนายกาลา หรือ อูกาลามหายาสะวินจี (U Kala Mahayazawingyi)
  • พงศาวดารฉบับใหม่หรือ ยาสะวินเต๊ะ (Yazawin Thet)
  • พงศาวดารฉบับหอแก้ว หรือ ปฐมมหายาสะวิน (The First Mahayazawin)
  • พงศาวดารฉบับราชวงศ์คองบอง หรือ คองบองเซ๊ะมหายาสะวินดอซี (Konbaungset Mahayazawindawgyi)

               ความคิดอ่านด้านประวัติศาสตร์ไทย-พม่าที่เคยถูกผูกขาดไว้กับตำราเรียนในวัยเด็กจะถูกปลดปล่อยจากข้อมูลอีกด้าน สาระหลักใน เมียนมาร์ สยามยุทธ์ นี้ มิได้ยกย่องเชิดชูพม่าแต่เมื่ออ่านจนจบจะพบว่า พม่าในบรรพกาลนั้นยิ่งใหญ่มาก เบื้องหลังอยู่ที่การได้ครอบครอง ทุนโบราณ” อันได้แก่ กำลังคน พื้นที่การเกษตรเพื่อเป็นเสียงหล่อเลี้ยงกำลังพล และการค้ากับต่างแดนโดยอาศัยเมืองท่าชายทะเลที่นำมาซึ่งเงินตราและเทคโนโลยี “ปืนไฟ” พร้อมทหารรับจ้าง จะว่าไปแล้วการรบในสมัยบรรพกาลโบราณก็เป็นการแย่งชิง “ทุนโบราณ” นั่นเอง จึงไม่แปลกที่เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ยกกองทัพไปทำสงครามยังดินแดน อาระกัน ด้านตะวันตกของพม่า ในปี พ.ศ. ๒๐๘๘-๒๐๙๐ สมเด็จพระไชยราชาธิราช เจ้ารัฐอยุธยาทางตะวันออกจึงได้ส่งทัพไปรุกรานเมืองท่าทวายและเมืองท่าเย เป้าหมายคือแย่งชิง แหล่งทำทุน

               ในวัยเด็กเราอาจถูกปลูกฝังอย่างที่นักวิชาการใหญ่ให้นิยามเสียสวยหรูว่า การผูกขาดทางความคิด ที่ทำให้หลายชีวิตต้องเกลียดพม่าด้วยเหตุที่รุกรานไทยจนกรุงศรีแตกถึง ๒ หน ในวัยผู้ใหญ่โดยอาศัยเอกสารนอกห้องเรียนเช่นนี้จะทำให้ได้ตระหนักรู้ที่แท้ต้นเหตุแห่งสงครามได้ชัดเจนได้กว่าในวัยเยาวเรศรุ่น (อะเอยเอ่ยเอย เจริญศรี) แต่ใช่ว่าการรับรู้นี้จะเป็นไปเพื่อความเสื่อมคลายความรักชาติที่เคยถูกปลูก แต่เพื่อการขยายโลกทัศน์

              หากมองกันให้ดีใช่หรือไม่ว่าไทยกำลังรบกับพม่าอยู่ เพราะการศึกที่เปลี่ยนรูปทำให้โลกทัศน์ที่เรา ๆ ท่าน ๆ มีอยู่แคบไปสำหรับการมองโลกสมัยใหม่ ในโลกใบที่ระบบทุนนิยมแพร่กระจายอยู่ทั่ว  การรบทางเศรษฐกิจยังคงดำเนินอยู่ทั่วทุกแห่งไม่เว้นกระทั่งไทย-พม่า ทั่วทุกหัวระหงแห่งสงครามเศรษฐกิจ  สงครามการค้า  สงครามแย่งชิงผลประโยชน์ กำลังทหารอันมากมายดังเช่นที่พระเจ้าบุเรงนองยกไพร่พลมหาศาลมาขอช้างจากสมเด็จพระมหาจักรพรรคิ์ จนเป็นเหตุให้ราชสำนักอยุธยาต้องเสียเอกราชในปี พ.ศ. ๒๐๐๖ นั้น อาจไม่จำเป็นสำหรับในยุคสมัยนี้ สิ่งที่เหมือนกับอยู่อย่างสำหรับสงครามต่างยุคคือ ผู้ชนะศึกจะได้เชลย เพียงแต่เชลยยุคปัจจุบันจะมาในรูปแรงงานในระบบเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มผลผลิตของรัฐผู้ชนะการศึก

              ใช่หรือไม่ว่า รัฐไทยกำลังมีชัยเหนือรัฐพม่า

               เรา ท่าน คงหาคำตอบได้จากร้านอาหารตามเมืองใหญ่ และแถวย่าน มหาชัย

ส่วนจะมีชัยอีกยาวนานไหม ยังคงเป็นที่สงสัยกัน…..อยู่

 

ข้อมูลหนังสือ

ชื่อหนังสือ            เมียนมาร์ สยามยุทธ์

ชื่อผู้แต่ง              ภมรี สุรเกียรติ

ปีพิมพ์                  พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม ๒๕๕๓

สำนักพิมพ์          มติชน

ราคา                     ๒๓๐ บาท

จำนวนหน้า         ๓๔๔ หน้า

ทางรถไฟสายดาวตก : รถไฟไอพิษ

ดาวตก๑

ไม่เขียนถึงคงไม่ได้แล้วสำหรับวรรณกรรมท่องเที่ยวเล่มล่าของ  ทรงกลด  บางยี่ขัน  ด้วยปกหน้ารูปรถไฟสีเขียวที่ถ้าคาดไม่ผิดคงเป็นฝีมือ  เอจิ  มิโตะโอะกะ  แสดงเด่นอยู่ถ้วนทั่วร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป  กับการเดินทางทั่วเกาะคิวชู  ด้วยขบวนรถไฟที่ทำให้หัวใจเต้นแรง  จั่วหัวไว้ซะอย่างงั้น  คนหัวใจเต้นโรยแรงจะไม่เขียนถึงได้ไง

แต่ก่อนอื่นใดขอย้อนวัยซักกะนิด  ขอเปิดเพลง  “มนต์ไทรโยค”  ประกอบจังหวะ

“วาว วาว  เสียงรถไฟวิ่งไป ฤทัยครื้นเครง เรามันคนกันเองไม่ต้องเกรงใจใคร”

ทางรถไฟสายดาวตก เป็นหนังสือเชิญชวนจนอาจเข้าข่าย  โฆษณาชวนให้เชื่อให้ท่องเที่ยวทางรถไฟทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่นในภาค(เกาะ)คิวชู  ลักษณะพิเศษของเรื่องอยู่ที่  ความพิเศษของแต่ละขบวนรถไฟท่องเที่ยวเหล่านั้น  ที่นักออกแบบรถไฟนามอุโฆษ  “เอจิ  มิโตะโอะกะ”  บรรจงออกแบบไว้อย่างพิถีพิถัน  ใส่ใจทุกรายละเอียด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้พยายามทวงคืนสิ่งที่ความเจริญทางวัตถุได้ทำลายไปให้กลับคืนมา  สำหรับ  เอจิ  มิโตะโอะกะแล้ว  ความรีบเร่งมาพร้อมความเจริญ  ควบรวมไว้ด้วยความเหินห่างระหว่างบุคคลในครอบครัว    จึงตั้งใจใส่ความช้าไว้ในรถไฟที่เขาออกแบบ  เพื่อบ่มเพาะความรักให้ก่อเกิด  ความรักเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาคือความเชื่องช้าบ่มเพาะ  ถ้าบรรยากาศบนรถไฟเร็วเกินกว่าจะสบตาทัน  แล้วจะรักกันได้ยังไง

นั่นเป็นตัวอย่างสาระในเล่ม  ที่คนไม่ชอบภาษาญี่ปุ่นที่มักมี  งึ  งึ  งะ  งะ  บึ๊  บ๊ะ๊  โตะ  เอะ  เบะ  ตะ  อ่านสะกดยากพอกับภาษาจีน  อ่านแล้วพลอยให้  งึก  งึก  งัก  งัก  จังซี้มันต้องถอนตามไปด้วย  ถึงกระนั้นก็เพียรอ่านจนจบแบบซื้ออ่านไม่ได้แอบอ่านแบบ  “wish us luck  ขอให้เราโชคดี ”  มีทั้งได้และเสียหลังการอ่าน

ที่คิดว่าได้คือหนังสือเล่มนี้ได้ผู้อยู่ในแวดวงการออกแบบ  เขียนบรรยายแนวคิดการออกแบบของนักออกแบบระดับปรมาจารย์  ได้ซึมซับรับรู้ด้านการออกแบบจากการอ่านแบบไม่รู้ตัว(ว่าได้เรียนรู้)  ไม่นับเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ กับวิธีคิดออกแบบเพื่อสาธารณะ  ที่ว่า  “นักออกแบบควรทำงานในลักษณะที่เป็นผู้รับใช้สาธารณะ”  หรือ  “การสร้างความทรงจำที่ดีให้เด็ก ๆ เป็นหน้าที่ของผม”  นั้นเป็นคำสอนระหว่างบรรทัดที่ได้จากการเรียนนอกหลักสูตรจากหนังสือเล่มนี้  เพราะการใส่ใจกัน  สังคมจึงดีงาม  กล่าวเช่นนี้ไม่น่าผิด  เพราะผู้ใหญ่ใส่ใจเด็ก  ปลูกฝังให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี  ก็เพราะมี  ความทรงจำในอดีต(วัยเด็ก)ที่ดี  เมื่อเป็นผู้ใหญ่ที่ดีแล้วจะรับใช้สาธารณะ  ที่ญี่ปุ่นอบรมสั่งสอนกันอย่างนี้  ไม่ใช่แค่ในห้องเรียนแต่โดยถ้วนทั่วทุกสิ่งแวดล้อมไม่เว้นแม้บนรถไฟ  ล้วนสอนสั่งบ่มเพาะให้ญี่ปุ่นเจริญทางวัตถุอย่างมาก  จึงไม่แปลกที่เมื่อญี่ปุ่นประสบภัย  สึนามิ  ครั้งล่าสุดเสียหายอย่างหนัก  จึงมี คนญี่ปุ่นสมัคร  ตาย  เพื่อกู้เตาปฏิกรณ์ปรมณู

ส่วนที่คิดว่าเสียสำหรับหนังสือเล่มนี้อาจเกิดเพราะการถ่ายบาปจากภาคแรก  อันได้แก่  “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  ที่เป็นวรรณกรรมท่องเที่ยวที่อ่านสนุกแต่ไม่มีรูป  มาภาคต่อเรื่อง ทางรถไฟสายดาวตก  จึงเต็มไปด้วยรูป  แทบจะทุกหน้า  ไม่ใช่ว่ารูปไม่สวยแต่จะดีมากหากพิมพ์ด้วยหมึกที่ถนอมจมููก  แม้จะไม่ใช้กระดาษที่ถนอมสายตาก็ตามทีเถอะ  แนะนำให้”ไม่”ซื้ออ่านโดยพลัน  ควรรอให้กลิ่นสีคลายจางอยู่คู่ร้านหนังสือชั้นนำไปก่อนแล้วจึงหยิบฉวยหาไว้เป็นเจ้าของ  ถ้าอดไม่ไหวอย่างผมที่เจอรูปรถไฟเป็นต้องควักกระเป๋าจ่ายตังค์ซื้อแล้ว  ก็ควรอ่านวันละบทพอครับ 

ไม่เช่นนั้นแล้วท่านอาจพบกับประสบการใหม่ของรถไฟพ่นไอพิษเล่มนี้  อาจต้องเสียเงินรักษาปอดจนไม่พอจ่ายค่าตั๋ว  รถไฟสายเจ็ดดาว ก็เป็นได้

วิจารณ์กันด้วยฤทัยครื้นเครง  แบบไม่เกรงใจใครกันหล่ะครับ

ดาวตก๒

ข้อมูลหนังสือ

ชื่อหนังสือ          ทางรถไฟสายดาวตก

ผู้เขียน                ทรงกลด  บางยี่ขัน

ปีพิมพ์                 พิมพ์ครั้งที่ 2  มีนาคม 2557

สำนักพิมพ์          a book

ราคา                    245        บาท

จำนวนหน้า         272        หน้า

 

 

พระราชประวัติ สมเด็จพระญาณสังวร

พระราชประวัติ

สมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังฆปรินายก

 

               ขอนอบน้อมแด่พระพุทธ  พระธรรม และเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร(สุวฑฒนมหาเถร  เจริญ  คชวัตร)

IMG_3992m

               วันที่  ๓  ตุลาคม  ๒๕๕๖  เป็นวันที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังปรินายก  ทรงเจริญพระชันษา  ๑๐๐  ปี  วันอันเป็นมงคลเช่นนี้  คณะ “ทุน ๒๑  เมษายน”  ได้จัดพิมพ์พระราชประวัติเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช  แจกแก่ผู้มีจิศรัทธาร่วมบุญร่วมกุศลทอดผ้าป่าสามัคคีร่วมสร้างเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลจุฬาฯ  เนื้อหาในหนังสือที่ผ่านการแก้ไขเพิ่มเติมจากการพิมพ์ครั้งก่อนหน้านี้ครบถ้วน  พร้อมเพิ่มภาพประกอบมากขึ้น  พระราชจริยาวัตรและพระกรณียกิจทั้งปวงของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ  ควรแก่การยึดถือเป็นแบบอย่าง 

               “แม้ว่าเจ้าพระคุณสมเด็จฯ จะทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ในสมณเพศมาโดยตลอด  แต่ความเป็นไปในพระชนม์ชีพของพระองค์สามารถยึดถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตที่ดีได้สำหรับทุกคน  ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์  เพราะแก่นแท้ของชีวิตหรือว่าส่วนที่เป็นความดีของชีวิตที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่างในการสร้างความดีให้กับตนเองและสังคมนั้น  ก็คือ  คุณธรรม  และคุณธรรมนั้น  ไม่ว่าจะเป็นคุณธรรมของบรรพชิตหรือคุณธรรมของคฤหัสถ์  ก็คือคุณธรรมอันเดียวกัน  เช่น  เมตตา  กรุณา  ไม่ว่าจะเป็นเมตตา  กรุณา  ที่มีอยู่จิตใจพระหรือมีอยู่ในจิตใจชาวบ้าน  ก็เป็นเมตตา  กรุณาอันเดียวกัน”

               วรรคบนเป็นส่วนหนึ่งที่หยิบยกมาให้อ่านกัน  คงต้องขอประทานกราบทูลยืมคำ  “เล่มนี้เขาเขียนดี  น่าอ่าน”  มาใช้สำหรับหนังสืออันทรงคุณค่าเล่มนี้ แทบไม่น่าเชื่อว่าบุคคลผู้บวชแก้บนในวัยเด็กจะมีเหตุปัจจัยให้เติบใหญ่ในทางธรรมทั้ง  “คันถธุระ”อันได้แความรอบรู้พระคัมภีร์คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  และ “วิปัสสนาธุระ”  อันเป็นการอบรมจิตใจให้รู้แจ้ในธรรมและกำจัดกิเลส กระทั่งทรงดำรงสมณศักดิ์ในฐานะประมุขแห่งสงฆ์  จนชาวพุทธทั่วโลกแซ่ซ้องถวายตำแหน่ง  “ผู้นำสูงสุดแห่งโลกพระพุทธศาสนา”  คงเป็น ปุพเพกตปุญตา  การสั่งสมบุญในอดีตจึงเป็นเหตุปัจจัยให้เป็นเช่นนั้นเอง  เราชาวพุทธผู้มีบุญได้พบพระพุทธศาสนาควรทำกุศลให้ถึงพร้อมจากการศึกษาผู้เป็นต้นแบบที่ดีเช่นนี้

               คงไม่อาจกล่าวอะไรมากไปกว่านี้ สำหรับเนื้อหาสาระดี ๆ ตลอดจนเกร็ดเล็ก  เกร็ดน้อย ในเล่ม  ผู้มีใจใฝ่ศึกษาธรรมคงต้อง  รู้ได้เฉพาะตน  จากการอ่าเองเท่านั้น  แล้วคงต้องกล่าวว่า บุคคลนี้ท่านดีจริงและจนจริง  น่าเลียนแบบ

               “เป็นพระต้องจน”  นะจ๊ะตุ๊เจ้า  นี่เป็นคำสอนฯ


ข้อมูลหนังสือ

ชื่อหนังสือ          พระราชประวัติ  สมเด็จพระญาณสังวร 

                              สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังฆปรินายก

ผู้เขียน                  ทุน  ๒๑  เมษายน

ปีพิมพ์                 พิมพ์ครั้งที่ ๓  กรกฎาคม  ๒๕๕๖

สำนักพิมพ์          ธรรมดา

ราคา                     ๐             บาท (บริจาค)

จำนวนหน้า         ๑๕๖       หน้า

 

ดาวหางเหนือทางรถไฟ : ทางรถไฟสายหลายแง่งาม

         ดาวหาง๑
         เท่าที่รู้ในภาคภาษาไทยมีผู้เขียนเรื่องเกี่ยวกับเส้นทางรถไฟสาย  ทรานส์ไซบีเรีย  ในแง่มุมการท่องเที่ยวอยู่สามเล่ม  ผลิตในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันอันจัดว่าร่วมสมัยกัน  หนึ่งในนั้นเป็นแรงบันดาลใจของอีกหนึ่งที่ฉันเคยเขียนถึง  ฉันกำลังจะเขียนถึงต้นเรื่องแรงบันดาลใจของ “ขอให้เราโชคดี  (wish us luck)” ของ  แวววรรณ  หงษ์วิวัฒน์    “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  โดย  ทรงกลด  บางยี่ขัน  เป็นแรงบันดาลใจให้  “ขอให้เราโชคดี”  ถือกำเนิดขึ้นบนพื้นบรรณภพ  หากนำสถานะภาพทางเพศมาร่วมวิเคราะห์เจาะลึกก็คงบอกได้ว่า  ดาวหางเหนือทางรถไฟก็คือบิดาของ  ขอให้เราโชคดี  เขียนเรื่องของลูกไปแล้วคราวนี้คงเป็นทีของพ่อบ้าง
          ถึงแม้ว่าฉันจะมีเหตุให้ต้องเดินทางข้ามคลองบางยี่ขันอยู่บ่อย ๆ  ก็ไม่เป็นเหตุให้ต้องไปข้องเกี่ยวกับชายตาตี่(ที่ไม่รู้ว่าหนุ่มน้อยหรือหนุ่มมาก)ที่ชื่อ  ทรงกลด  บ่องตงเลยว่าไม่รู้จัก  แต่ด้วยความชอบรถไฟและเรื่องเกี่ยวกับรถไฟเป็นเหตุให้ต้องมาข้องแวะกับทั้ง  “ขอให้เราโชคดี”  ลูกสาว  และ  “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  ผู้พ่อ  และยังไม่นับอีกหนึ่งเล่มที่จับตาอ่านอยู่ที่เป็นของตากล้องคู่บารมีพิธีกรอารมณ์ดี  เรย์  แมคโดแนลด์  อย่างที่บอกไว้แต่ต้น  ทั้งสามล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางบนเส้นทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียทั้งสิ้น  เพียงแต่เล่มสามไม่อาจกล่าวถึงตอนนี้ได้เพราะยังย่อยไม่หมด
         ต้นทางที่ต่างกันของหนังสือสองเล่ม  “ขอให้เราโชคดี”  มีปลายทางที่บ้านเกิดของผู้เขียนอันได้แก่ประเทศไทยโดยมีต้นทางที่เมืองหลวงแห่งสหราชอาณาจักรที่รู้จักมักคุ้นกันในนามประเทศ  อังกฤษ  ส่วน  “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  นั้นผู้เขียนตั้งเป้าไว้ว่าเป็นการเดินทางโดยรถไฟสาย  ทรานส์ไซบีเรีย  ปลายทางก็คือด้านปลายของเส้นทางรถไฟที่เมืองมอสโคว์ประเทศรัสเซีย  โดยมีจุดเริ่มต้นเดินทางที่ประเทศไทย  ทั้งสองผู้เขียนของสองเล่มหนังสือที่ถูกฉันจัดให้เป็นญาติสนิททางวรรณกรรมนี้เดินทางสวนกัน  คนหนึ่งไปต่างประเทศ  คู่หนึ่งกลับเมืองไทย  แม้จะต่างทิศทางการเดินทางแต่ดูเหมือนมีอะไรที่คล้ายกัน  เที่ยวเมืองเดียวกัน  ทะเลเดียวกัย  บนรถไฟสายเดียวกัน  ต่างกันตรงมุมมอง  ทัศนะที่มีต่อเหตุต่าง ๆ  ที่พานพบ  และที่ไม่ต่างกันนักคือต่างตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกันในต่างแดน  คู่หนึ่งถูกหลอกเรื่องที่พักในอูลันบาตอร์  ขณะที่อีกคนหนึ่งถูกฉกของสำคัญสองครั้งในสองเมืองใหญ่
          “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  ถูกจัดให้เป็นวรรณกรรมเดินทาง  ข้อมูลที่จำเป็นประกอบการเดินทางในหนังสือเล่มนี้คงมีบ้างแต่อยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ  ดังนั้นหากจะใช้ดาวหางต่างดาวเหนือเพื่อช่วยส่องทางอย่างนักเดินเรือ เดินป่า คงพึ่งพาอาศัยได้อย่างยาก  ถ้าต้องการเช่นนั้นควรหยิบจับ  คู่มือท่องเที่ยว (guide book)  ประเภท lonely planet หรือ poorly planet  จะเหมาะกว่า  แต่หากต้องการอรรถรสทางวรรณกรรม  “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  มีให้อย่างเปี่ยมล้น  บอกได้เลยว่า  ทรงกลด  เล่นกับคำได้อย่างกับ  คนกำกับละครลิง  ที่สามารถฝึกลิงที่ลุกลี้ลุกล้นจนเชื่องจนให้เล่นละครตามท้องเรื่องได้  ประมาณว่าทำได้ไง  คิดได้ไง  กับคำง่าย ๆ  บางคำที่แค่สลับตำแหน่งก็เขียนได้เป็นคุ้งเป็นแคว  บางประโยค  บางวลี  แฝงเร้นไว้ด้วยนัยแห่ง  “สองแง่สองง่าม”  แต่ในเชิงงดงามไม่ใช่แนวอีโรติกแบบลำตัด  หวังเต๊ะ-แม่ประยูร  อักขระที่ทรงกลดบรรจงเรียงแถวเป็นแนวบรรทัดจัดเป็นวรรค  เป็นย่อหน้า  เป็นหน้า  เป็นเล่ม  จึงเต็มไปด้วยหลายแง่งาม  งามทั้งแง่คิด  และงามภูมิประเทศ  สมควรแล้วที่ถูกจัดเป็นวรรณกรรม  และไม่น่าแปลกใจเลยกับการพิมพ์ครั้งที่เจ็ด  จึงเป็นการสมควรแล้วที่ผู้ชื่นชอบการเดินทาง  ผู้ชอบวรรณกรรม  หรือผู้หลงใหลเสน่ห์ของรถไฟจะเสาะแสวงหามาอ่าน  โดยเฉพาะแฟนคลับของทรงกลดต้องไม่พลาด
          ไม่แน่ว่าการอ่าน  “ดาวหางเหนือทางรถไฟ”  บนรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียของคุณ  อาจสร้างแรงบันดาลใจให้เกิด  “ดาวหางเหนือทางด่วนไทย”  ที่แนะนำกิจกรรมอันพึงกระทำยามต้องติดอยู่บนทางด่วนไทย  หรืออาจมี  “ดาวไถเหนือทางหลวงไทย”  ที่ว่าด้วยกิจกรรมของผู้ใด  คงต้องสร้างจินตนาการตามใจบันดาลกันเองตามแต่คุณ ๆ  ท่าน ๆ ชอบ
ดาวหาง๒

ข้อมูลหนังสือ

ชื่อหนังสือ     ดาวหางเหนือทางรถไฟ

ชื่อผู้เขียน      ทรงกลด  บางยี่ขัน

ปีที่พิมพ์         กันยายน  ๒๕๕๕  (ครั้งที่ ๗)

สำนักพิมพ์     อะบุ๊ก

จำนวนหน้า    ๔๔๕    หน้า

ราคา               ๒๕๕   บาท

Wish us luck : ขอให้เราโชคดี

Wish us luck

ฉันยังคงจำคำ See another place once a year   ที่อาจารย์ยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นเรียนได้เสมอ  หากแต่ปฏิบัติได้บ้างไม่ได้บ้าง  (ส่วนใหญ่จะไม่ได้ด้วยข้ออ้างต่าง ๆ นานา)  แต่กับขอให้เราโชคดี  ชื่อไทยของ  wish us luck  โดยแฝดแวววรรณ หงษ์วิวัฒน์  เป็นยิ่งกว่า another place  เพราะเธอเดินทางไปหลายที่หลาย place เหลือเกิน

ขอให้เราโชคดีเป็นหนังสือบันทึกเดินทางกลับบ้านของสองแฝดสาวที่เป็นทั้งพี่-น้องและเพื่อนร่วมเดินทางกลับบ้านจากลอนดอนโดยเส้นทางรถไฟสู่ประเทศไทย  วรรณแววคือเพื่อนร่วมทางของเธอมาตั้งแต่เกิดรวมทั้งการเดินทางครั้งนี้ด้วย  จากประเทศสู่ประเทศ  จากอังกฤษสู่ฝรั่งเศส  เยอรมัน  รัสเซีย  มองโกเลีย จีน เวียดนาม ลาว  กลับสู่ไทย

เมื่อแรกเรื่องผู้อ่านอาจจะงงกับบทสนทนาในเนื้อหาอยู่บ้างเพราะเดี๋ยวก็พี่แววว่างั้นและพี่วรรณว่างี้โดยที่จริง ๆ  แล้วผู้อ่านไม่รู้ว่าใครคือพี่ใครคือน้อง  แต่อ่านไปซักหน่อยก็จะเริ่มชินกันสำนวนเขียนของพี่แวว  ที่ประกาศตนไว้ตอนท้ายเล่มว่าเป็นเด็กเจนเนอเรชั่นวายที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่น่าจะมีคุณสมบัติทำไรได้ตามที่เขียนไว้แต่กลับทำสิ่งที่น่าประหลาดใจได้ทั้งการเดินทางและการเขียน

เส้นทางการเดินทางของเธอทั้งสองผ่านหนาวผ่านร้อนมากมาย  ทั้งหนาวกายทั้งร้อนใจ  ประสบการณ์อ้อมที่ได้จากพี่แววผ่านตัวหนังสือที่เธอบรรจงรวบรวมเรียบเรียงบางบทตอนชวนตื่นเต้นไปกับนางเอกของเรื่องที่ประสบไม่ว่าจะเป็นชายแปลกหน้าที่ต้องนั่งๆนอนๆในตู้รถไฟเดียวกันหลายวันหลายคืนจนนางเอกของเราต้องผจญบุรุษภัย  ช่วงเปลี่ยวเหงาที่ไม่เข้าใจตนเองว่าทำไมต้องเดินทางไกลให้ต้องลำบากตนเองและพวกพ้องอันได้แก่พี่-น้อง-เพื่อนตัวเอง  ความลวงของโลกอินเตอร์เน็ตที่ผู้ใช้มักคิดว่าให้ประโยชน์แต่หลงลืมโทษของมันไปด้วยเช่นกัน  ข้อมูลสำคัญของเมืองที่แวะผ่านแวะเที่ยวไว้มีไว้อย่างละเอียดให้ความรู้ได้เป็นอย่างดีสำหรับหนังสือนำเที่ยวเล่มนี้ 

สามสิบวันของการเดินทาง  บวกกับสามปีของการทิ้งร้างความทรงจำ  กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖จึงได้ฤกษ์งามยามเหมาะสมของการคลอดหนังสือท่องเที่ยวที่อัดแน่นด้วยความรู้รอบของผู้เขียนที่ค้นมาเรียงร้อยเป็นถ้อยคำแม้จะเป็นคำของสาววัยเบญจเพสที่สำนวนอาจจะฟังยากซักนิด (สำหรับชายผู้มีหลักกิโลชีวิตเข้าใกล้ดอนเมืองเข้าไปทุกที่  เช่น  ฉัน) แต่เป็นภาษาที่ก็ให้ความรู้สึกที่ง่าย ๆจริงใจและเป็นกันเองกับผู้อ่าน ทำให้เรา ๆ ท่าน ๆ อ่านกันได้อย่างเพลิน ๆ    นอกเหนือไปจากความอุดมไปด้วยความรู้สึกของเด็กเจนวายที่มักมีอะไร ๆให้ค้นในตัวเธอ 

ไม่ถึงสามสิบวันแต่ก็ใกล้เคียงที่ฉันขโมยอ่านงานของเธอตามร้านหนังสือ หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันไป  ใช่ว่าจะมีนิสัยดั้งเดิมเช่นนั้นก็หาไม่  ตัดสินใจอยู่ว่าจะซื้อไปเป็นสมบัติส่วนตัวที่บ้านดีหรือไม่  หากแต่เมื่ออ่านงานเธอได้สักพักวันละบทสองบท  มารู้ตัวอีกทีก็อ่านจบไปครึ่งเล่มแล้ว  อ่านเพลินหรือไม่ก็ต้องลองเก็บไปพิจารณากัน ไม่แนะนำให้ท่านไปเพลิน  เช่นฉันทำตามร้านหนังสือเกือบตลอดเดือนมานี้นะครับ  แนะนำว่าให้หามาครอบครองเป็นสมบัติส่วนตัวซะแล้วเข้าไปทำความรู้จักกันเธอผู้เขียนผู้เป็นนางเอกของเรื่อง  สนุกตื่นเต้น  บันเทิงใจ  จนบ้างครั้งอาจจะท้อใจไปกับเธอได้ในเล่มครับ 

การเดินทางในบางครั้งก็ไม่ต้องก้าวเท้า  และ  “ชีวิตว่าง ๆ  อาจสอนให้รู้ถึงความหมายของการใช้ชีวิต”  ส่วนเสี้ยวหนึ่งของความคิดแวววรรณว่าไว้งั้น

 

ข้อมูลหนังสือ :

Exif_JPEG_422

นางนาก:ผู้ถูกแย่งซีน

แล้วกาลเวลาก็นำพาทุกสิ่งเปลี่ยนไป

IMG_3985m

          จาก  แม่นาคพระโขนง  มาเป็น  นางนาก  และล่าสุด  พี่มากพระโขนง  ล้วนมีต้นกำเินิดเดียวกันจากตำนานรักชายหนุ่มผีสาวนายมากกับนางนากโดยมีความดุของวิณญาณผีคลอดลูกตายเป็นจุดเด่นของเรื่องผสานกับความรักความผูกพันระหว่างคนสองคนแม้ความตายจะมาพรากก็ยากที่จะหยุดรักและห่วงหาได้

          เค้าโครงเรื่องแม่นาคพระโขนงถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์หลายครั้งหลายสมัย  ที่จัดได้ว่าสยองและคลาสิคสุดเห็นจะเป็นฉบับ  นางนาก  ที่แสดงโดย  ทราย  เจริญปุระ และก็เป็นไปตามหลักการตลาดเมื่อมีกระแสก็ย่อมมีสินค้าเกาะกระแส  ความโด่งดังของหนังนางนาก  ทำให้  “นางนาก  บทภาพยนตร์จากต้นฉบับ  โดย  วิศิษฎ์  ศาสนเที่ยง”  ปรากฏเป็นหนังสือฉบับพกพากระทัดรัดเกาะกระแสความร้อนแรงโด่งดังของหนังนางนาก

          โดยทั่วไปแล้วการเกาะกระแสมักจะส่อนัยยะเหยียดหยามทำนองว่า  ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ต้องอาศัยหรือเกาะผู้อื่นดัง  ซึ่งใช้ไม่ได้สำหรับหนังสือน้อยเล่มนี้  ผู้เขียน(บท)ได้กล่าวประมาณว่า  บทภาพยนตร์นางนากนี้มิได้มีเพื่อใช้ถ่ายทำเท่านั้น  หากแต่ใช้เพื่อล้างสมองความคิดเก่า ๆ  ที่มีมาแต่ครั้ง  แม่นาคพระโขนง  อีกด้วย  ดังนั้นก่อนจะมาเป็นบทภาพยนตร์ที่กลมกลืนสอดคล้องกันตลอดเรื่องนี้  จึงมีการค้นคว้าหาความจริง  ทั้งด้านบ้านเรือน    สภาพภูมิประเทศ  พิธีกรรม  ความเชื่อ ทรงผม  เครื่องแต่งกาย  เหตุการณ์ตามประวัติศาสตร์  และประวัติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง   แม่นาคพระโขนง  หรือ  นางนาก  นี้อย่างละเอียด  และถูกนำมาถ่ายทอดให้ทีมงานกองถ่ายฯ  ได้ซึมซับผ่าน  บทภาพยนตร์ฉบับนี้   หนังสือน้อยที่นำมาแนะนำนี้จึงเป็นมากกว่าบทภาพยนตร์  จะเรียกว่าบันทึกประวัติศาสตร์ฉบับน้อยๆ  หรือฉบับชาวบ้านก็ไม่น่าจะผิด  และนั่นเป็นหลักใหญ่ใจความสำคัญที่ชวนให้อ่าน

          ก็อย่างที่ว่าไว้แหละ(ครับ)  กาลเวลานำพาทุกสิ่งเปลี่ยนไป  ไม่เพียงเปลี่ยนสีเสื้อคนทำหนัง  หากยังเปลี่ยน  นางนาก  เป็น  พี่มากพระโขนง  ได้อีก  จากความรักความผูกพันมาเป็นความตลกโปกฮา  ไม่เหลือเค้าความน่าเกรงขามของผีนางนากอีกเลยเพราะถูกพี่มากโขมยซีนแย่งความสำคัญของเรื่องไปซะเกือบหมด

          แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนแต่น่าแปลกที่แนวคิดเกาะกระแสยังคงใช้ได้  พี่มากจึงต้องเกาะเกี่ยวไว้กับความดังของพระเอก  มาริโอ้  เมาเร่อ  นี่ไม่นับกระแสข่าวเลิกกับแฟนสาวของพระเอกหนุ่มที่ดูคลัายเป็นการสร้างกระแส  “เลิกโปรโมต”  ก่อนหนังฉายได้ไม่นาน  สำหรับพี่มากนี้คงไม่ก้าวล่วงถึงความมีคุณค่าหรือความคุ้มค่าของ(ค่าดู)ภาพยนตร์

         ส่วนสำหรับ  คุณ  ผู้ชมชอบของเก่า ๆ นางนาก  ฉบับนี้  อาจทำให้บางสิ่งไม่อาจเปลี่ยนตามกาลเวลา  บ้างก็ได้

 

ข้อมูลหนังสือ

ชื่อหนังสือ     นางนาก  บทภาพยนตร์จากต้นฉบับ  โดย  วิศิษฏ์  ศาสนเที่ยง

ผู้เขียน           วิศิษฏ์  ศาสนเที่ยง

สำนักพิมพ์     MACARONI BOOK

ปีพิมพ์            ๒๕๔๒

จำนวนหน้า   ๑๗๓   หน้า

ราคา               ๗๙  บาท

วิหารที่ว่างเปล่า

          จะเรียกเป็นความบังเอิญก็ไม่น่าจะผิดที่สองสามวันที่ผ่านมาได้หยิบงานเก่าของ  นักชี้นำสังคม  ยุคก่อนมาอ่าน  และพอดีใกล้วันคล้ายวันเกิด  ท่าน    วันที่  28  มีนาคม พ.ศ. 2542  เป็นวันอาทิตย์  ตรงกับวันคล้ายวันเกิดอายุครบห้าสิบปีของ  เสกสรรค์  ประเสริฐกุล    เจ้าของบันทึกการเดินทางและการอ่านหนังสือในช่วงปลายปี พ.ศ.  2541  ถึงกลางปี พ.ศ.  2542  รวมเล่มเป็นหนังสือชื่อ  วิหารที่ว่างเปล่า   ด้วยความสัตย์จริงแล้วผมไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันเกิด  แต่ที่เกิดอยากจะอ่านเรื่องราวเก่า ๆ  ที่เคยผ่านเลนส์แว่นสายตาสั้นเมื่อครั้งก่อน  จวบจนครั้งนี้แม้ต้องผ่านเลนส์แว่นสายตายาวก็ดูเหมือนอารมณ์ความรู้สึกที่ได้รับไม่น่าจะแตกต่างกัน  ผู้เคยได้ชื่อว่าเป็น  ผู้รับเหมาความทุกข์ยาก(หรืออะไรทำนองนั้น..จำชื่อเฉพาะไม่ได้แล้ว)  ยังคงเป็นเช่นนั้นในตัวอักษรหากแต่ในตัวตนไม่ปรากฏชื่ออาจารย์เสกสรรค์บนเวทีอภิปรายนานแล้ว  ประกอบกับเหตุบ้านการเมืองที่รู้สึกได้ว่ามันไม่พัฒนาไปถึงไหน นั่นเป็นอีกหนึ่งเหตุให้ต้องหยิบยกงานชิ้นนี้ขึ้นอ่าน

          จากการเฝ้าติดตามคนรุ่นลูกอย่าง  วรรณสิงห์  ที่ดำเนินรายการ  พื้นที่ชีวิต  อยู่ค่อนข้างจะบ่อยทำให้รู้สึกได้ว่างานของคนรุ่นพ่อที่พยายามส่งถ่ายตัวตนสู่รุ่นลูกประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก  สมัยพ่อเขียนที่ผู้จัดการนั้นจำได้ว่าจะต้องรอวันเสาร์-อาทิตย์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันจะมีฉบับปริทัศน์แนบมาและเป็นอันต้องพลิกหน้าสุดท้ายหน้าประจำของอาจารย์เสกฯอ่านก่อนเสมอ  เหมือนได้เจอมิตร  เจอเพื่อนทุกสัปดาห์  เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนมาให้ต้องสัมผัสคนรุ่นลูกก็ยังรู้สึกว่ามีส่วนคล้ายคลึงกับพ่อเป็นอย่างมาก  แม้ไม่ถึงกับนั่งคอยรายการเหมือนรอหนังสือพิมพ์เหมือนแต่เก่าแต่ก็ทดแทนกันได้ในระดับหนึ่ง  ไม่เสียแรงที่ผู้พ่อตั้งแต่สู้อุตส่าห์จัดโครงการฝึกอบรมการใชัชีวิตกลางแจ้งแก่ลูกชายวัยสิบสี่  ใครมีลูกและอยากจะดำเนินรอยตามบ้างคงต้องตามวิธีการได้ใน  “กลางทะเลลม

          “เส้นทางที่ไม่มีจุดหมาย”    เป็นบทต่อมาจากเรื่องราวการฝ่าวิกฤติในชีวิตและจิตใจตนกลางทะเลตรัง    เป็นวิกฤตการเดินป่าซึ่งแท้จริงต้องเรียกว่าการหลงป่าต้นน้ำหลังสวน  เป็นบทที่ว่าด้วยเสน่ห์ของอนิจจัง  จวบจนบทที่ตรงกับชื่อหนังสือ  คือ  “วิหารที่ว่างเปล่า”  อาจารย์เสกฯ พาเรา ๆ  ท่าน ๆ  ผู้อ่านไปเที่ยวเมืองที่คาดว่าตอนนั้นยังไม่ได้เป็นมรดกโลกอย่างเมืองหลวงพระบาง  แน่นอนเมื่อเอิ้นเอ่ยถึงเมืองดังกล่าวย่อมที่ผู้ได้ยินรู้หรือรับสัมผัสต้องเทียบเคียงกับความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่   

           หากแต่ความศักดิ์สิทธิ์และความงามเทียบเคียงละม้ายคล้ายกัน  ความงามมีได้อยู่ทุกที่ไม่เพียงแค่ในกรอบภาพของจิตรกรนามอุโฆษ  เช่นกัน  ความศักดิ์สิทธิืของโลกก็มิได้เลือกสถิตย์แต่ในวัดวาอาราม  ตรงกันข้าม  สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีอยู่ทุกหนแห่ง  ขอเพียงในใจมีโบสถ์วิหารก็สามารถอัญเชิญต้นไม้  ก้อนเมฆ  หรือแม้กระทั่งแววตาของมารดามาประดิษฐาน…ใช่หรือไม่ว่าขณะที่สถานที่อันพึงเคารพของทุกศาสนาเต็มล้นไปด้วยเครื่องบูชาสัการะ  แต่วิหารในใจเรากลับว่างเปล่ามาเนิ่นนาน

          บทที่ค่อนข้างจะเป็นวิทยาศาสตร์มาก ๆ  เห็นจะเป็น  “เศษศพของดวงดาว”  เป็นความขยันของผู้เขียนที่ค้นคว้าหาเรื่องทางดาราศาสตร์เชื่อมโยงวิวัฒนาการของมนุษย์และประวัติศาสตร์เข้าไว้จนทำให้เรา(อาจ)เชื่อได้ว่า  มนุษย์กับดาวหางฮัลเลย์เป็นญาติกัน  หรืออาจจะกล่าวเกินไปเอาเป็นว่า  ไม่ใช่ญาติแต่มีส่วนหรือองค์ประกอบที่คล้ายกันมาก

          “อารมณ์ตะวันตก”  และ  “บาดแผลตะวันออก”  เป็นบทที่เข้าใว่าผู้เขียนตั้งใจวิพากษ์ประเทศมหาอำนาจฝั่งตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา  กับมหาอำนาจฝั่งตะวันออกอย่างจีน  ผู้เขียนมีความรู้ความเข้าใจสังคมทั้งสองฝั่งทั้งนี้เพราะเคยมีและใช้ชีวิตผ่านสังคมอเมริกันสมัยวัยรุ่นและวัยเรียน  และผ่านสังคมตัวแทนตะวันออกอย่างจีนในสมัยยังเป็น  นักปฏิวัติ  ดังนั้นท่านผู้นี้จึงเป็นผู้รอบรู้เรื่องอำนาจเป็นอย่างดี    แต่น่าแปลกที่  “สายพันธุ์ที่ถูกสาป”  บทส่งท้ายของบันทึกการเดินทางเล่มนี้  จะมาหยุดกับแนวคิดด้าน “วัฏฏะ”  การวนเวียนเวียนวนทั้งหลายทั้งปวงที่ศาสดาแห่งพุทธศาสนาศึกษาไว้แล้วอย่างแยบคาย  

          น่าเสียดายเวลาว่างและสตางค์หากหมดเปลืองไปเป็นค่าชั่วโมงอินเตอร์เน็ตผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์  แทนที่จะเป็นหนังสือเล่มนี้

IMG_3982m

ชื่อหนังสือ     วิหารที่ว่างเปล่า

ชื่อผู้เขียน      เสกสรรค์  ประเสริฐกุล

ปีที่พิมพ์          กันยายน  ๒๕๔๔

สำนักพิมพ์      สามัญชน

จำนวนหน้า     ๒๕๖    หน้า

ราคา                 ๑๘๐   บาท

ความเรียบง่ายไร้กาลเวลา

          สะดุดตากับคำว่า  “ความเรียบง่าย”  และอาจเป็นเพราะการแสวงหาในสิ่งที่ชอบก็เป็นได้เป็นเหตุให้จับจองหนังสือแปลเล่มนี้   ที่ประจักษ์แจ้งจากการค่อย ๆ อ่านคือ  ช่วยย้ำความเชื่อแต่เดิมที่ว่า  มนุษย์จะมีความสุขมากขึ้นถ้าเพิ่มความสามารถในการมีความสุข   ผู้เขียนพยายามเสนอแนวคิดในการเพิ่มความสามารถในการมีความสุขจากการพอใจกับสิ่งที่เรียบง่ายแต่ได้อรรถประโยชน์ครบถ้วนตามที่สิ่ง ๆ  นั้นควรจะเป็น  ตัดสิ่งไม่จำเป็นหรือส่วนเกินในชีวิตออกไป 

          ในเชิงเศรษฐศาสตร์ส่วนเกินนี้เป็นส่วนกระตุ้นให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต  แต่ในเชิงศาสนาส่วนเกินนี้เปรียบได้กับกิเลส  โลภ  โกรธ  หลง  และหมายรวมถึงความอยากได้ใคร่มีทั้งในรูป  รส  กลิ่น  เสียง  และสัมผัส  ผู้เขียนไม่ใช่ศาสดาจึงไม่เคร่งครัดนักกับส่วนเกินดังกล่าวนัก  คือมีได้แต่ไม่มากจนเกินไปจนเบียดเบียนชีวิตที่ยังอาจมีความสุนทรียด้านอื่นที่รอคอยอยู่นอกเหนือไปจากการทำงานเพื่อได้เงิน  และใช้เงินซื้อ  เพื่อได้มาซึ่งความสุขโดยอ้อม  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าผู้เขียนพยายามชี้แนะให้ผู้อ่านก้าวข้ามสิ่งที่มนุษย์ใช้เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนอันเป็นทางลัดสู่ความสุขโดยตรง

        สุนทรียศาสตร์อาจเริ่มต้นได้จากกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ธรรมดาสามัญที่สุดอย่างเช่น  การดูแลสวน  การเตรียมอาหาร  การจัดโต๊ะอาหาร  การจัดห้อง  หรือการจัดดอกไม้อย่างมีสติ  แต่ที่น่ากระทำมากสุดคือการหัวเราะเพราะการหัวเราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแล้วยังทำให้ตนเองและผู้อื่นผ่อนคลาย  แต่ทั้งนี้ไม่ใช่เป็นการหัวเราะจากการเข้าชมเดี่ยวไมโครโฟนหรือเข้าคาเฟ่เพื่อชมตลกอันต้องใช้เงินช่วยด้วยเป็นแน่  สุนทรีย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่หนังสือบรรยายถึงเพื่อให้ชีวิตเรียบง่าย  รายละเอียดตัวอย่างของบุคคลอื่น ๆ  ที่มีแนวคิดและแนวทางดำเนินชีวิตที่ง่าย ๆ  แต่งดงามบรรจงบรรจุเต็มแน่นในแต่ละบท  รอแต่เพียงผู้อ่านเข้าค้นคว้าหาความระหว่างอักษร

          น่าเสียดายว่า  จอห์น  เลน  ผู้เขียนเสียชีวิตด้วยวัย  82  ปี  เมื่อ  17  สิงหาคม  2555  นี้เอง  แต่น่ายินดีที่ได้เขียน  ความเรียบง่ายไร้กาลเวลา  ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้อ่านและอาจถึงขั้นสมาทานถือเป็นวัตรปฏิบัติในการบรรลุถึงขั้นตัดความวุ่นวายของโลกสังคมทุนนิยม  แม้เนื้อหาในหนังสือแปลเล่มนี้จะไม่ใช่เรื่องของศาสนาพุทธ  แต่เมื่อค่อย ๆ อ่านไปก็อดนึกไม่ได้ว่า  จอห์น  เลน  แอบคัดลอกแนวคิดเชิงพุทธมา  หากแต่เมื่อทราบว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญในการก่อตั้ง  Schumacher College  ก็เลิกแปลกใจเพราะ  ชูมาร์เกอร์เองก็ซึมซับแนวคิดเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธจากการลงภาคสนามในประเทศพม่าจนได้  Small is ฺBeautiful  อันลือเลื่อง 

          ความเรียบง่ายไร้กาลเวลา  มิใช่เป็นหนังสืออ่านเล่นพอให้ได้อ่านผ่าน ๆ ไปแล้วนำไม่คุยโวกันว่าได้อ่านงานของบุคคลมีชื่อเสียงมาแล้ว  หากแต่เป็นหนังสือที่ควรอ่านอย่างจริง ๆ จัง ๆ  และนำมาปฏิบัติ  ไม่แน่ว่าหากทำได้จริงความสามารถในการมีความสุขของคุณอาจเพิ่มขึ้นจนลดความวุ่นวายในชีวิตให้เพื่อน ๆ  คุณอิจฉาบ้าง  ก็เป็นได้  ข้อเสียของหนังสือนี้จะมีก็เพียงว่าราคาแพงไปสักนิด  ไม่สมกับแนวคิดในหนังสือที่มุ่งเน้นให้มีชีวิตเรียบง่ายอันหมายรวมถึงความประหยัด  ไม่ใช้จ่ายอะไรที่เกินความจำเป็น

DSC05648m

ข้อมูลหนังสือ

ชื่อหนังสือ     :   ความเรียบง่ายไร้กาลเวลา (Timeless Simplicity)

ชื่อผู้เขียน      :  จอห์น  เลน

ชื่อผู้แปล        :  สดใส  ขันติวรพงศ์

ครั้งที่พิมพ์     :  พิมพ์ครั้งที่ 4

ปีที่พิมพ์         :  ตุลาคม  2555

สำนักพิมพ์     :  สวนเงินมีมา

จำนวนหน้า    :  212  หน้า

ราคา              :  250  บาท

//

//

//

%d bloggers like this: