Category Archives: dramma

มานะ ในทางธรรม

มานะในทางธรรม

ถ้าจะกล่าวเป็นการทั่วไปแล้ว   คำว่า  “มานะ”  ในการรับรู้ของคนส่วนใหญ่จะหมายถึง  ความมุ่งมั่น  ตั้งใจในการกระทำใดก็ตามให้บรรลุผล  เป็นต้นว่า  นักเรียนคนนี้มีความมานะพากเพียรขยันอ่านหนังสือจนที่สุดก็สามารถสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้  หรือเขาคนนั้นมีมานะบากบั่นขยันทำงานจนประสบความสำเร็จร่ำรวยเป็นเศรษฐี  เป็นต้น  คำว่า  “มานะ”  นางโลกจึงมีความหมายในแง่ดี  ในเชิงบวก

PhotoGrid_1489989504856

ในทางธรรม  “มานะ”  มีความหมายว่า  สำคัญตัว  ถือตัว  นัยว่า  เราดีกว่าเขา  มีการยกตนเป็นลักษณะ  มีความใคร่  เป็นดุจธง  เป็นอาการปรากฏต้องการยกตนไว้ในที่สูงประดุจธงที่เขายกตั้งไว้ให้เด่นเป็นสง่า

ลักษณะสำคัญของมานะอยู่ที่  “การเปรียบเทียบ”  ระหว่าง  “เรา”  หรือตัวเอง  กับ  ผู้อื่น  ในทุกด้าน  เช่น  ด้านชาติ(กำเนิด)  โคตร  สกุล  รูป  สมบัติ  ทรัพย์  ศิลปวิทยา  การงาน  หรือ  ความเฉลียวฉลาด  เป็นต้น  การเปรียบเทียบนี้มีทั้งที่  “ไม่ตรงกับความเป็นจริง”  ซึ่งจะถูกละได้ด้วยโสดาปัตติมัค  และที่  “ตรงกีบความเป็นจริง”  ซึ่งจะถูกละได้ด้วย  อรหัตตมัค

มานะ  เป็นกิเลสเด่นนำเนื่องกันและคู่กันกับ  “ตัณหา”  เป็นแรงขับดันให้  ปุถุชนทำการต่าง ๆ  ก่อความขัดแย้ง  ปัญหา  และทุกข์นานา  แม้หากรู้จักใช้  จะปลุกเร้าให้มาเพียรพยายามทำความดีได้ก็แฝงปัญหาและไม่ปลดทุกข์  จึงต้องมีการศึกษา   เริ่มแต่ฝึกวินัยให้มี  “ศีล”  ที่จะควบคุมพฤติกรรมไว้ในขอบเขตแห่งความสงบเรียบร้อยไม่เบียดเบียนกัน  แล้วพัฒนาจิตตปัญญา  ให้เจริญ  “ฉันทะ”ขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนแทนที่  “ตํณหา”และ “มานะ”  เมื่อปฏิบัติเช่นนี้ถึงจะยังมีมานะอยู่อย่างละเอียด  จนเป็น  “พระอนาคามี”  ก็แทบจะไม่มีโทษภัย  จนกว่าจะพ้นจาก  “มานะ”  เป็นอิสระสิ้นเชิงเมื่อบรรลุ อรหัตผล  ซึ่งจะเป็นอยู่ด้วยปัญญาบริสุทธิ์  สืบไป

มานะ  นี้ในพระไตรปิฎกแสดงไว้มากหลายชุด  อาทิ

มานะ  ๓  อันได้แก่

  • มาน = ความถือตัวอยู่ภายใน  โดยมีตัวตนที่ต้องคอยให้ความสำคัญที่จะพะนอ  จะบำเรอ  จะยก  จะชูให้ปรากฏหรือให้เด่นขึ้นไว้  อันให้คำนึงที่จะ  แบ่งแยก  เรา  เขา  จะเทียบ  จะแข่ง  จะรู้สึกกระทบกระทั่ง
  • อติมานะ =  ความถือตัวเกินล่วง  โดยสำคัญตนหยาบรุนแรงขึ้นเป็นความยกตัวเหนือเขา  ดูถูก  ดูหมิ่น  เหบียดหยามผู้อื่น
  • โอมานะ =  ความถือตัวต่ำต้อย  โดยเหยียดตัวลงเป็นความดูถูก  ดูหมิ่นตนเอง

ความหมายสั้น ๆ  ของมานะ  ๓  อธิบายได้ดังนี้คือ  มานะ  =  เราเท่ากับเขา  อติมานะ  =  เราดีกว่าเขา  โอมานะ  =  เราเลวกว่าเขา

มานะ  ๙  ซึ่งมีการอ้างอิงบ่อย ๆ  ได้แก่

  • ๑ ดีกว่าเขา    สำคัญตนว่า  ดีกว่าเขา
  • ๒ ดีกว่าเขา    สำคัญตนว่า  เสมอกว่าเขา
  • ๓ ดีกว่าเขา    สำคัญตนว่า  เลวกว่าเขา
  • ๔ เสมอเขา    สำคัญตนว่า  ดีกว่าเขา
  • ๕ เสมอเขา    สำคัญตนว่า  เสมอกว่าเขา
  • ๖ เสมอเขา    สำคัญตนว่า  เลวกว่าเขา
  • ๗ เลวกว่าเขา สำคัญตนว่า  ดีกว่าเขา
  • ๘ เลวกว่าเขา สำคัญตนว่า  เสมอกว่าเขา
  • ๙ เลวกว่าเขา สำคัญตนว่า  เลวกว่าเขา

มานะข้อ ๒  ๓  ๔  ๖  ๗  และ ๘  ของมานะ ๙  นั้นเป็นการถือตัวที่  ไม่ตรงกับที่เป็นจริง  เป็นกิเลสอย่างหยาบ  ขั้นพระโสดาบันจึงจะละได้

ส่วนมานะ ๙  ข้อ ๑  ๕  และ  ๙  นั้นเป็นการมองที่  ตรงกับความเป็นจริง แต่ยังเป็นการถือตัวเป็นกิเลสอย่างประณีต  ซึ่งพระอรหันต์จึงจะละได้

มานะเจตสิก  เป็นเจตสิกฝ่าย  อกุศล  จะประกอบอยู่ในพวกอกุศลจิต๑๔อันประกอบด้วย

  • โมจตุกเจตสิก ๔ ได้แก่  โมหะ  อหิริกะ  อโนตตัปปะ  อุทธัจจะ
  • โลติกเจตสิก ๓ ได้แก่  โลภะ ทิฏฐิ  มานะ
  • โทจตุกเจตสิก ๔ ได้แก่  โทสะ  อิสสา  มัจฉริยะ  กุกกุจจะ
  • ถีทุณเจตสิก ๒ ได้แก่  ถีนะ  มิทธะ
  • วิจิกิจฉาเจตสิก ๑ ได้แก่  วิจิกิจฉา

ความหมายของเจตสิกฝ่ายอกุศลที่ยกไว้ข้างต้นมีดังนี้

โมหะ                 ความหลง  ความไม่รู้ความเป็นจริง  อวิชชา

อหิริกะ               ความไม่ละอายต่อความประพฤติชั่ว ¹ (ตรงข้ามกับ)หิริ

อโนตตัปปะ        ความไม่กลัวต่อบาป¹(ตรงข้ามกับ)โอตัปปะ

อุทธัจจะ            ความฟุ้งซ่าน  จิตต์ส่าย  ใจวอกแวก

โลภะ                 ความอยากได้

ทิฎฐิ                  ความเห็น  ความเข้าใจ  ความเชื่อถือ  มักมีคำขยายนำหน้า  เช่น  สัมมาทิฏฐิ  เป็นต้น  แต่ถ้า  ทิฏฐิมาคำเดียว  มักมีนัยไม่ดี  หมายถึง  ความยึดถือตามความเห็น  ความถือมั่นที่จะให้เป็นไปตามความเชื่อถือหรือความเห็นของตน

มานะ                 ความถือตัว

โทสะ                ความคิดประทุษร้าย

อิสสา                ความริษยา  ความรู้สึกไม่พอใจเมื่อเห็นเขาได้ดี  เห็นเขาได้ดีทนอยู่ไม่ได้  ไม่อยากให้ใครดีกว่าตน  ความคิดตัดรอนผู้ที่ดีกว่าตน  ความหึงหวง

มัจฉริยะ               ความตระหนี่  ความหวง

กุกกุจจะ              ความรำคาญใจ ความเดือดร้อนใจ ความยุ่งใจ  กลุ้มใจ  กังวลใจ  ความรังเกียจหรือกินแหนงในตนเอง  ความระแวงสงสัย

ถีนะ                    ความหดหู่  ความท้อแท้ใจ

มิทธะ                  ความท้อแท้  ความเซื่องซึม  มาคู่กับถีนะ

วิจิกิจฉา               ความลังเลไม่ตกลงได้  ความไม่แน่ใจ  ความสงสัย  ความเคลือบแคลงในกุศลธรรมทั้งหลาย

 

ลักษณะมานะ  ๗  อย่างคือ

  • มานะ เป็นความถือตัวโดยเกี่ยวกับวัตถุมีชาติกำเนิด(ชาติตระกูล)  เป็นต้น  ไม่มีการเทียบกับผู้อื่น
  • อติมานะ เป็นความถือตัวที่ทับถมผู้อื่นด้วยชาติกำเนิด  เป็นต้นว่า  เราดีกว่าเขา
  • มานามานะ เป็นมานะโดยนัยว่า  เมื่อก่อนเราเสมอ(ท่า)กัน  แต่บัดนี้เราดีกว่า(เขา)
  • โอมานะ เป็นมานะที่เป็นไปในทางต่ำกว่าเขา  ด้วยเหตุชาติกำเนิดเป็นต้น  คือ  สำคัญตนว่า  เราเลวกว่าเขา  เราต่ำกว่าเขา
  • อธิมานะ (ความสำคัญตนเกินเป็นจริง  ความสำคัญตนผิด)  เป็นความถือตนว่า  เราเป็นผู้บรรลุสัจจธรรม  ส่วนผู้อื่นหาบรรลุไม่  อธิมานะนี้ย่อมเกิดแก่ปุถุชนผู้มีศีลบริสุทธิ์  ปรารภ  วิปัสสนาได้นามรูป  ปริเฉทญาณ  ปัจจยปริคคหญาณ  และสัมมสนญาณแล้ว  ขณะบรรลุอุทยัพพยญาณใหม่ ๆ  ซึ่งญาณยังอ่อนอยู่  ถูกวิปัสสนูกิเลศครอบงำ  ทำให้หลงผิดไปว่าเราเป็นผู้บรรลุธรรม  เป็นพระอริยบุคคล  ส่วนผู้นี้(อื่น)ยังเป็นปุถุชนอยู่
  • อัสมิมานะ เป็นความถือตัวสำคัญตัวว่า  เราอยู่ในขันธุ์ทั้งหลาย  มีรูปเป็นต้น  คือคิดว่าเราเป็นรูป
  • มิจฉามานะ (ความถือตัวผิดโดยหยิ่งผยองลำพองตนในความยึดถือหรือความสามารถในทางชั่วร้าย)  เป็นมานะที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการทำอกุศล  เช่นพวกคนพาล  เมื่อทำบาปได้มากหรือทำบาปที่คนทั้งหลายไม่กล้าทำ  ย่อมลำพองตัวว่า  เราดีกว่า  เก่งกว่า  เราสามารถทำได้  เขาทำไม่ได้

การเที่ยวใช้ไขควงไล่แทงหัวผู้อื่นจนเสียชีวิต  จัดได้ว่าเป็น  มิจฉามานะ  เป็นบาปที่คนทั้งหลายไม่กล้าทำ  ทำไปแล้วก็ลำพองตัวว่า  เราเก่ง  เราสามารถทำได้  ทั้งนี้อาจเนื่องเพราะ  อติมานะ  ถือว่าพ่อตัวเป็นใหญ่  เมื่อทำผิดอาญาแผ่นดินแล้วสามารถช่วยเคลียร์ให้ลูกได้  ผลในทางโลกของผู้มากมานะทางธรรม  คือคงต้องถูกจองจำในเรือนจำโดยไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นศาลทั้งนี้อาจเพราะท่านคงกลัวโรคมานะขึ้นสมองผู้ต้องหา  เข้ามาทำร้าย  ทำลายหรืออาจทำให้หลักฐานพยานยุ่งเหยิง

ในทางธรรม  ถ้ามีมานะกันมาก ๆ  วิบากกรรมของบาปย่อมตกอยู่แก่  ผู้มากมานะนั่นเอง

นะจ๊ะ  ท่าน   สาธุชน

 

อ้างอิง

บางส่วนจาก  พระอภิธรรมจากพระสูตร  มานเจตสิก :  ความสำคัญตัว  ความถือตัว  ความยกตัว  โดย อ.สำรวม  สุทธิสาคร  ใน  ธรรมะเพื่อชีวิต  เล่มที่  ๙๐  ฉบับขึ้นปีใหม่.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต). (๒๕๕๖).  พจนานุกรมพุทธศาสน์  ฉบับประมวลศัพท์,พิมพ์ครั้งที่ ๑๙.  กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์พระพุทธศาสนาของธรรมสภา.

 

การสูญเสียปัญญา

การสูญเสียปัญญา

Camera 360

ความเจริญด้วยปัญญาดีที่สุด  ความเสื่อมของปัญญาร้ายที่สุด

               เรื่องของความสูญเสียในแนวคิดของพระพุทธเจ้า  ท่านแบ่งการสูญเสียและการได้  มีทั้งภายในกับภายนอก  ภายนอกคือไม่ใช่ตัวเรา  ส่วนภายในหมายถึงตัวเราทั้งร่างกายและจิตใจ  มีพุทธพจน์ยืนยันชัดเจนว่า  การได้ที่ถือว่าประเสริฐที่สุด และการสูญเสียที่ร้ายแรงที่สุดนั้นคือ  การได้ทางนามธรรม  คือทางจิต  ซึ่งทางจิตนั้นมีคุณสมบัติหลายอย่าง และท่านถือว่าเป็นการได้ที่ดีที่สุด  ส่วนการสูญเสียที่ร้างแรงที่สุด  ที่จะนำมาเสนอในลักษณะคำต่อคำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“ความเสื่อมญาติมีประมาณน้อย

ความเสื่อมปัญญาร้ายแรงที่สุดกว่าความเสื่อมทั้งหลาย

ความเจริญด้วยญาติมีประมาณน้อย

ความเจริญด้วยปัญญาเลิศกว่าความเจริญทั้งหลาย

ความเสื่อมโภคะมีประมาณน้อย

ความเสื่อมปัญญาชั่วร้ายที่สุดกว่าความเสื่อมทั้งหลาย

ความเจริญด้วยโภคะมีประมาณน้อย

ความเจริญด้วยปัญญาเลิศกว่าความเจริญทั้งหลาย

ความเสื่อมยศมีประมาณน้อย

ความเสื่อมปัญญาชั่วร้ายที่สุดกว่าความเสื่อมทั้งหลาย

ความเจริญด้วยยศมีประมาณน้อย

ความเจริญด้วยปัญญาเลิศกว่าความเจิญทั้งหลาย

ฉะนั้น  เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า

เราทั้งหลายพึงเจริญโดยความเจริญด้วยปัญญา

          นี่เป็นพุทธพจน์ที่ตรัสชัดเจนถึงความเสื่อม  คือ  ญาติพี่น้องจะตายไปก็ดี  หรืออาจจะเป็นคนที่ไม่มีญาติ  ไร้ญาติขาดมิตรก็ตาม  ความเสื่อมโภคะ  หมายถึง  ทรัพย์สินเงินทอง  ทรัพย์ศฤงคารต่าง ๆ  ความเสื่อมยศ  คือคำสรรเสริญ  การยกย่องยศฐานันดรต่าง ๆ  ซึ่งล้วนแต่เป็นของนอกตัว  คำว่าของนอกตัว  คำว่าของนอกตัวจะมีชีวิตก็ตาม  ไม่มีชีวิตก็ตาม  ที่เรามี  เรารัก  เราอยากได้  ในที่นี้ท่านไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเสื่อม  แต่ถ้าสมมติว่าจะพึงเสื่อม  ขอได้โปรดเข้าใจว่า  ความเสื่อมจากสิ่งเหล่านี้เล็กน้อยมากไม่ใช่เรื่องใหญ่โต  ไม่ทำให้เราต้องเสียผู้เสียคน  แต่ความเสื่อมปัญญา  ความรู้  ความเฉลียวฉลาดนั้น  เป็นความเสื่อมที่ร้ายแรงที่สุด  คนที่ปัญญาเสื่อมจะมีตัว  “อภิชฌา”  เข้ามาแทนที่  เป็นความเสื่อมที่ชั่วร้าย  เราอาจจะพิจารณาว่าชั่วร้ายอย่างไร?

ในที่นี้ท่านไม่แบ่งประเภท  แบ่งเรื่อง  แบ่งทิศทางของปัญญาไว้  แต่เป็นการพูดรวม ๆมีความหมายครอบคลุมว่า  คนที่ไม่มีปัญญาคือคนหัวโง่  มีญาติก็รักษาญาติไว้ไม่อยู่  และไม่มีใครอยากเป็นญาติด้วย  เช่น  คนปัญญาอ่อน  ไม่มีใครเขาอยากเป็นญาติด้วย  ที่เขายังดูแลเลี้ยงดูอยู่นั้น  ในหมู่ของคนที่เขาพอจะมีคุณธรรมก็เป็นเรื่องของความสำนึกในทางคุณธรรมของญาติคนนั้น โดยมากเป็นญาติใกล้ชิด  ถ้าเป็นคนอื่นใครเขาก็ไม่อยากเป็นญาติด้วย  ไม่ว่าจะเป็นญาติสาโลหิตหรือญาติวิสาสะก็ตาม  หรือในกรณีที่คนเสื่อมปัญญาคือ  ไม่รู้จักสงเคราะห์ญาติ  เพราะขาดปัญญาในเรื่องของการรักษาญาติ  การไม่สงเคราะห์ญาติที่เรียกว่า  ไม่เอาพี่เอาน้อง  ก็เพราะเขาคิดว่าญาติพี่น้องเล่านี้จนกว่าเขา  บางทีก็ด้อยกว่าเขาด้วยเรื่องต่าง ๆ  บางครั้งก็กลัวจะมาอย่างโน้นอย่างนี้กับเขาก็เลยไม่เอาใคร  ที่น่าคิดหน่อยก็คือ  ครอบครัวหรือพี่น้องท้องเดียวกันในบางครอบครัวบางตระกูล  เขาก็รักพี่รักน้องช่วยเหลือกันดี  สังเกตได้อย่างหนึ่งว่า  พวกนี้จะอยู่รอดคือเอาตัวรอด  แต่ถ้าพี่น้องใดแม้ว่าจะเกิดในสกุลของคนร่ำรวยมีชื่อเสียง  แต่ไม่เอาพี่เอาน้องมักจะอยู่ลำบากและเจริญได้ยาก  แม้จะมีความสุข  มีหน้ามีตาเป็นที่ยอมรับของสังคม  เพราะเขามองด้วยความรู้สึกว่าคนอย่างนี้เป็นคนเหลาะแหละ  คบไม่ได้  ขนาดญาติยังไม่ช่วยเหลือยังไม่คบกัน  นับประสาอะไรจะมาจริงใจกับคนอื่น  บางคนก็คิดว่าใครที่ไม่ร่ำรวย  ไม่ใหญ่โต  ไม่มีชื่อเสียงเขาก็ไม่คบ  ถ้าคนอื่นเขารู้  เขาก็ระแวง  เพราะรู้ว่าคนแบบนี้ถ้าลองไม่ร่ำรวย  ไม่ใหญ่โต  หรือเมื่อเราจะไปพึ่งพาเขา  แล้วอาศัยช่วยไหว้วานจากเขาแล้ว  เขาก็คงไม่เอาด้วย  ทำให้ไม่มีใครอยากคบหา

 

คนไร้ปัญญามีทรัพย์ก็รักษาไม่ได้

การด้อยปัญญาในเรื่องธรรมหรือหลักของการประสานญาติอย่างหนึ่ง  และปัญญาในการแสวงหาโภคะที่พระพุทธเจ้าแสดงว่า  ตา  ๒  ข้าง  ตาข้างหนึ่งเป็นตาแสวงหาโภคะเพื่อดำรงชีพ  คนไม่มีปัญญาในเรื่องอย่างนี้ไม่สามารถจะแสวงหาสิ่งเหล่านี้ได้  หรือแม้จะได้ทรัพย์มรดกมา  คนที่ไม่มีปัญญาก็ไม่สามารถรักษาไว้ได้  สมมติว่าสกุลเศรษฐีคนหนึ่งมีลูกปัญญาอ่อน  รับรองว่าทรัพย์สินเหล่านั้นต้องสูญหมดไป  เท่าที่เคยเห็นมา  ขนาดไม่ถึงขั้นปัญญาอ่อน  เพียงแค่พิการขาดความสมประกอบแต่ยังพูดรู้เรื่องและช่วยเหลือตัวเองได้  พอพ่อแม่ตายได้ทำมรดกยกทรัพย์สินบ้านเรือนให้  ปรากฏว่าลูกคนนี้ถูกโกงจนหมดเกลี้ยง  หมดเนื้อหมดตัวต้องไปอาศัยวัดอยู่  อีกตัวอย่างหนึ่ง  มีครอบครัวหนึ่งมีลูก  ๒  คน  เป็นชาย  ๑  หญิง  ๑  พ่อแม่ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์  ลูกถูกโกงหมดตัว  นี่ไม่ใช่เขาโง่  แต่เป็นเพราะเขายังเล็กอยู่ยังไม่สามารถที่จะรักษาทรัพย์สินเอาไว้ได้

 

เพราะมีปัญญาคนใช้จึงกลายเป็นเศรษฐี

ฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงปัญญา  ใครเสื่อมปัญญามากเท่าไหร่ก็แปลว่าเสื่อมของอย่างอื่นมากเท่านั้น  การที่บุคคลเจริญด้วยปัญญาจึงนับว่าเป็นความเจริญอย่างเลิศกว่าความเจริญอย่างอื่น  คือถ้าจะให้เลือกว่าเราจะเจริญข้างนกกับเจริญปัญญา  เราควรเลือกปัญญาก่อน  เพราะปัญญานี่แหละเป็นตัวทำให้หมู่ญาติเจริญ  ทำให้โภคะเจริญ  ทำให้ยศเจริญ  ซึ่งเราได้เห็นมานักต่อนักแล้ว  เรื่องราวในคัมภีร์ทางศาสนาก็มี  เช่น  มีคนใช้ของเศรษฐีคนหนึ่งเดินทางไปกับเศรษฐี  เศรษฐีคนนี้ดูโหงวเฮ้งคนเก่ง  คือมีวิชาหมอดูก็ไปเจอหนูตายตัวหนึ่ง  จึงพูดเปรย ๆ กับคนใช้ว่า  หนูตายตัวเดียวสามารถที่จะทำให้คนที่มีปัญญานั้นเป็นเศรษฐีได้  พูดเท่านี้คนใช้ก็นึกออกเลยทีเดียวว่า  หนูตัวนี้ควรจะเก็บเอาไปทำอะไรต่อไป  ก็เอาไปขายให้คนเลี้ยงแมว  ซึ่งแม้จะมีมูลค่าเล็กน้อย  ก็เอาเงินที่ได้จาการขายหนูไปซื้อน้ำอ้อย  แล้วไปให้คนแบกอ้อย  แบกฟืน  เขาก็ให้ฟืนบ้าง  ให้เงินบ้างเป็นค่าตอบแทน  ตัวก็ไปต่อทุนกระทั่งสร้างฐานะร่ำรวย  ในที่สุดเศรษฐีนายเก่าเสียชีวิตไป  ก่อนตายได้ยกลูกสาวให้  ทำให้คนใช้นั้นกลายเป็นเศรษฐีไปในที่สุด  หรือเรื่องในประวัติศาสตร์ก็มี  คือเรื่อง  มะกะโท  ก็เป็นตัวอย่างหนหนึ่ง

ฉะนั้นคนที่มีปัญญาจึงถือว่าเป็นต้นทุนอย่างดีที่สุด  เราลองนึกให้เห็นชัด ๆ  ว่า  ถ้าใครคนหนึ่งเป็นคนที่มีมันสมองเป็นเลิศ  จะนึกถึงคนในบ้านเมืองเราก็ดี  คนที่เรารู้จักใกล้ชิด  หรือในระดับสูงก็ดี  คนอย่างนี้ไปอยู่ที่ไหนก็ได้  มีเสื่อผืนหมอนใบ  หรือเสื่อก็ไม่มีหมอนก็ไม่มี  ไปอยู่ที่ไหนรับรองว่าเขาเอาตัวรอดแน่  เพราะคนที่เขามีปัญญามาก ๆ นั้น  เราเองมีปัญญาน้อยกว่าเขาเราก็นึกชื่นชมว่า  เขามองสิ่งเหล่านั้นออกได้อย่างไร  เขาอ่านเรื่องนี้ออกได้อย่างไร  เขาคิดเรื่องนี้ออกได้อย่างไร  ความแยบยลต่าง ๆ  ก็จะเกอดขึ้นจากความมีปัญญานี้  เป็นความรวบยอดซึ่งตรงข้ามกับความโง่  มีพุทธพจน์ตรัสถึงคำว่าสนิม  สนิมนี้มีทั้งสนิมของชีวิต  สนิมของวัตถุสิ่งของ  แต่สิ่งที่เป็นสนิมของชีวิตที่ท่านถือว่ากัดกร่อนชีวิตเหมือนสนิมกินเหล็กให้ผุกร่อนไปอย่างร้ายแรง  ร้ายกาจที่สุดนั้นคือ  ความโง่

 

ความโง่คือมลทิน

ที่มีพุทธพจน์ตรัสว่า

           มนต์มีการไม่ท่องเป็นมลทิน  คือเป็นสนิม

เรือนมีความไม่หมั่นเป็นมลทิน  หมายถึงบ้านเรือนถ้าหากว่าเราไม่หมั่นทำความสะอาดก็มีมลทินบ้าน  ทำให้บ้านผุพังเร็ว

ความเกียจคร้านเป็นมลทินของผิวพรรณ  หมายถึงคนที่เอาใจใส่ร่างกาย  แต่งเนื้อแต่งตัวทำความสะอาดก็จะทำให้ผิวพรรณดี  ถ้าเป็นคนเกียจคร้านซึ่งถือว่าเป็นยอดของความเกียจคร้าน  กระทั่งตัวเองยังขี้เกียจและจะไปขยันเรื่องอื่นได้อย่างไร

ความประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา  จะรักษาอะไรก็ตามเถอะ  จะรักษาความปลอดภัย  รักษาที่ใดที่หนึ่งก็เหมือนกัน

ความประพฤติชั่วเป็นมลทินของหญิง  หมายถึงประพฤติชั่วที่เป็นคุณสมบัติที่หญิงไม่ควรกระทำ  ก็ทำลายหญิงคนนั้น

            ความตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้  หมายถึงคนตระหนี่เวลาจะให้แล้วก็จะกลายเป็นของที่มีอานุภาพน้อย  ได้บุญน้อยไปด้วย  หรืออาจจะไม่ให้ก็ได้

            อธรรมเป็นมลทินทั้งในโลกนี้และโลกหน้า  บาปจะทำลายคนนั้นอย่างมองไม่เห็นตัว  เป็นสนิมลึกลับที่ทำลายคนอย่างมองไม่ออก เว้นแต่คนที่เข้าใจธรรม  และสุดท้าย  เราจะบอกมลทินที่ยิ่งกว่านั้นคือ

            อวิชชา  เป็นมลทินอย่างยิ่ง  แปลว่า  ความไม่รู้หรือความโง่นั้น  เป็นเครื่องทำลายคนอย่างยอดเยี่ยม

อย่างร้ายกาจที่สุดยิ่งกว่าอย่างอื่น

 

บทบรรยายโดย  อ.สุเทพ  โพธิสัทธา

ถอดเทปโดย  คุณนพวรรณ  กุลจัทมาศ

ใน  ธรรมะเพื่อชีวิต  เล่มที่  ๘๖  ฉบับวันขึ้นปีใหม่  ๒๕๕๙

%d bloggers like this: