Category Archives: travel

วันฟ้าหม่นห่มเมฆฝนบนเส้นทางสายเอสวัน:สุวรรณภูมิ-สนามหลวง


               หลังประสบความสำเร็จจากรถสาธารณะจากสนามบินดอนเมืองสู่จุดหมายปลายทาง 4 แห่งอันได้แก่ สายA1  ดอนเมือง-จตุจักร-หมอชิต 2  สาย A2  ดอนเมือง-อนุสาวรีย์ชัยฯ  สายA3 ดอนเมือง-สวนลุมพินี  และสาย A4 ดอนเมือง-ข้าวสาร-สนามหลวง

ล่าสุด  ขสมก.ขยายบริการจากสนามบินโลว์คอสมายังสนามบินไฮโซอย่างสุวรรณภูมิ  รถด่วนสาย s1 จึงถือกำเนิดขึ้น  มีต้นทางจากสนามบินสุวรรณภูมิด้านนอกสนามบินตรงประตู 7  แล่นสู่  ข้าวสาร-สนามหลวง  โดยรถเมล์ปรับอากาศยูโรส้มจากเขตการเดินรถที่ 3  จำนวน  8  คันที่นำมาบริการ

ช่วงเวลาเดินรถระหว่าง  08.00-20.00 น.  รถออกทุกครึ่งชั่วโมง  จากประสบการณ์ตอนเย็นวันฟ้าหม่นคล้ายฝนจะตก  ในวันทำการ(วันอังคาร)  รถเที่ยว 16.00น. ใช้ระยะเวลาเดินทางจากสุวรรณภูมิถึงปลายทางสนามหลวง  ประมาณ  1  ชั่วโมง  10  นาที  เมื่อรถมาถึงท่าที่สนามหลวงบริเวณอนุสาวรีย์ทหารอาสาใกล้โรงละครแห่งชาติ  จะพักอยู่ไม่นานก็จะแล่นกลับสนามบินสุวรรณภูมิทันที

เส้นทางเดินรถเริ่มจากสนามบินสุวรรณภูมิ-มอเตอร์เวย์-ทางด่วน-ยมราช-ถนนหลานหลวง-แยกผ่านฟ้า-ถนนราชดำเนินกลาง-สี่แยกคอกวัว-ถนนตะนาว-บางลำภู-อ้อมบางลำภูมาทางปากถนนข้าวสาร-เลียบสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า-ลอดใต้สะพาน-จอดที่ท่ารถอนุสาวรีย์ทหารอาสา(ใกล้โรงละครแห่งชาติ)เที่ยวกลับ-ลอดใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า-ถนนพระอาทิตย์-ผ่านป้อมพระสุเมรุ-เลี้ยวขวาผ่านปากถนนข้าวสาร-เลี้ยวซ้ายผ่านกองสลาก๒สี่แยกคอกวัว-แล่นตามเส้นทางเที่ยวไป

จากการสอบถามพนักงานขสมก.ที่รับผิดชอบการปล่อยรถ  ทราบว่ารถเที่ยวสุดท้ายจะออกจากท่าสุวรรณภูมิประมาณ  20.10 น.  ดังนั้นเที่ยวสุดท้ายจากสนามหลวงก็คงเวลาประมาณ  21.30 น.

ข้อมูลที่ปรากฏด้านบนนี้คงเป็นประโยชน์ต่อนักเดินทางหรือผู้มีความจำเป็นต้องไปมาหาสู่ระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิกับย่านสนามหลวง-ข้าวสารได้บ้าง  และคงไม่ต้องไล่หาในกระทู้พันทิปกันอีกแล้ว

กับค่าโดยสาร  60  บาทตลอดสาย  กับเวลาหนึ่งชั่วโมงนิด ๆ ของบริการจาก  ขสมก.  คงพอจะต่อกรกันกับ  45  บาทในเวลา  30  นาที  ของบริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิ้งค์  ได้อยู่บ้างหละนะ

Advertisements

ศิริราชพิมุขสถาน

ศิริราชพิมุขสถาน

พิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ที่เมื่อได้ยินชื่อแล้วจะคิดถึงอดีต  ความเก่า  คร่ำครึ  ไม่ล้ำ  วัยรุ่นไม่ชอบ  คนแก่ชอบไป ความคิดคำนึงถึงพิพิธภัณฑ์เหล่านั้นใช้ไม่ได้กับ  พิพิธภัณฑ์  “ศิริราชพิมุขสถาน” แห่งนี้  รายละเอียดเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์มีผู้แสดงข้อมูลไว้มากแล้วทั้งใน เว็ปไซค์ของพิพิธภัณฑ์  ที่ http://www.si.mahidol.ac.th/museums/th/m1.html หรือรีวิวของผู้เคยเข้าชม  เช่นที่ http://pantip.com/topic/31659420 หรือจะเป็นภาพเคลื่อนไหวที่ : http://www.youtube.com/watch?v=5B06Y3aurdg เรื่องเกี่ยวกับวิถีชาวบ้านในอดีตความยาว 17:05 นาที : http://www.youtube.com/watch?v=iz3J3kCtt7c แสดงเรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์  โบราณวัตถุประเภทศาสตราวุธ  เครื่องเบญจรงค์  สถานีรถไฟธนบุรี  ประวัติการแพทย์ไทย-ศิริราช ความยาว 18 นาที และตอน3  http://www.youtube.com/watch?v=-RNpWWbBCnw แสดงเกี่ยวกับการแพทย์(แผน)ไทย ความยาว 20 นาที ฉะนั้นที่จะแสดงถึงต่อไปนี้จะเป็นรูปและความเห็นเล็ก ๆ น้อย ๆ  ของคนบางกอกน้อย  ที่ถือกำเนิด ณ  บ้านเลขที่  2  ถนนพรานนก และเป็นเด็กแถวบ้านเลขที่นี้

sirij01ป้ายแสดงตนด้านหน้า  ติดด้านข้างรพ.ศิริราชปิยะราชการุณย์

 sirij02ภาพด้านข้างมองจากท่าน้ำรถไฟ   แต่ก่อนหัวมุมนี้เป็นหัวเลี้ยวถนนรถไฟแล่นตรงไปด้านหน้าอาคารในรูปที่เห็นเป็นวงเวียนกลับรถ

sirij03ภาพด้านหน้าพิพิธภัณฑ์  อาคารนี้แต่เดิมเป็นสถานีรถไฟธนบุรี  สร้างประมาณปีพ.ศ. 2493  หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

sirij04มุมมองด้านหน้าขวา  จะเห็นอาคารปูนสองชั้นด้านหน้า  แต่ก่อนเป็นที่รับส่งสินค้าขององค์การรับส่งสินค้าและพัสดุ (ร.ส.พ.)  พื้นอาคารจะสูงมีรางรถไฟเทียบด้านข้างได้พอดี  ใช้รับสินค้าที่ส่งทางรถไฟสายใต้

sirij05ทางเชื่อมรอยฟ้าระหว่างอาคารสถานีกับอาคาร ร.ส.พ.นี้สร้างใหม่  ด้านล่างแต่ก่อนเป็นทางสำหรับรถบรรทุกเข้ารับสินค้า

sirij06มุมมองด้านหลังสถานี  ผนังปูนสีเหลือง ๆ  แต่ก่อนโปร่งเป็นทางเดินไปชานชลาจอดรถไฟ  ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นชาน 5 นะ  เสียดายที่ไม่อนุรักษ์ลักษณะหลังคาชานชลาเดิมเอาไว้  ซักหน่อยก็ยังดี  ให้เด็กรุ่นหลังได้เห็น

sirij07ด้านหลังต่อกับชานชลาที่ 5  มองจากอีกด้าน

sirij08ทางเข้าพิพิธภัณฑ์  คือทางเข้าสถานีเดิม  แต่ก่อนชาวบ้านต้องเดินทะลุทางนี้เพื่อไปลงเรือข้ามฟากที่ท่าน้ำรถไฟ  จนรถไฟยกที่ให้ศิริราชเพื่อทำศูนย์อุบัติเหตุแห่งชาติ  รถไฟจึงแล่นไม่ถึงริมฝั่งเจ้าพระยา  ผู้โดยสารรถไฟเดือดร้อนไปตามๆกันเพราะต้องเดินหรือนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างจากสถานีใหม่มาลงเรือข้ามฟากที่ท่าน้ำรถไฟ  แต่เรื่องเช่นนี้ชาวบ้านทนได้เสมอ

sirij09

โถงหน้าห้องขายตั๋ว  ยังคงเก้าอี้ไม้รถไฟไว้  ปีกซ้ายอาคารของโถงเป็นตาชั่งตัวใหญ่ ไว้ชั่งน้ำหนักสัมภาระ  ด้านขวาเป็นบันไดขึ้นชั้นสองและหอนาฬิกา  ใต้บันไดเป็นห้องน้ำ  ที่สะอาดน้อยมาก  แต่เมื่อคราวฉุกเฉินก็จำเป็นต้องใช้

sirij10ห้องขายตั๋วคงสภาพเดิมไว้  ด้านขวาภาพหน้าคนคือที่ตั้งตาชั่งที่ว่าครับ

sirij11โคมไฟดวงเดิม  แต่แอร์ติดใหม่  แต่ก่อนสถานีไม่มีแอร์ปรับอากาศ  มีแต่แอกี่  เยอะไปหมด

sirij12โคมไฟ  มองใกล้ ๆไม่บอกก็รู้ว่าเจ้าของเป็น  รถไฟไทย  มีสัญลักษณ์ติดอยู่

sirij13

เป็นภาพที่อัญเชิญมาติดตั้งใหม่  พระปิยะมหาราช  ผู้ให้กำเนิดรถไฟหลวงไทย

sirij14ภายในห้องฉายวิดิทัศน์  4  มิติ  ขาดแต่มิติด้านกลิ่นครับไม่งั้นคงได้กลิ่นวิญาณโกโบริ

sirij15ภาพในการจัดแสดงภาพเคลื่อนไหว

sirij16ตัวอย่างที่ชั้น 2  ร้านขายยาไทยในอดีต  เหมือนร้านหมอหงวนแถวบ้านแต่ก่อนเลย

sirij17ที่เก็บเรือที่จัดแสดงอยู่ติดคลองบางกอกน้อย  แต่ก่อนใช้เป็นโกดังเก็บมะพร้าวที่เป็นลูก ๆ  ที่ฉีกเปลือกแล้ว  ส่งมาทางรถไฟ  ด้านข้างมีรางรถไฟเข้าถึง

sirij18ด้านในโกดังปัจจุบันใช้เก็บเรือ

sirij19สภาพเรือโบราณ

sirij20การจัดบ้านในสมัยคุณปู่เป็นแฟนกับคุณย่า

sirij21

จำลองตลาด

sirij22สินค้ามากมาย  เดินนาน ๆ  เจ้าหน้าที่จะชวนกินปลาทูครับ

sirij23เลยโรงพยาบาลไปหน่อยจะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมพื้นบ้าน  ทำภาชนะใช้สอย  เรียกว่า          “ขันลงหิน”

sirij24บางทีก็เรียกว่า  ขันบุ  ของแท้ต้องที่  บ้านบุเท่านั้น

sirij25วิธีไปบ้านบุ อย่าลืมแวะประตูเขียวบ้านผมนะครับ

sirij26นี่ไงสำนักงาน ร.ส.พ.  มองจากอีกด้าน พื้นอาคารสูงอย่างที่บอก

sirij27ด้านหลังสถานี  ด้านติดโรงพยาบาลศิริราช  สมัยเด็ก ๆ  เดินผ่านบ่อย ๆ  ไม่รู้หรอกว่าเดิมข้ามกำแพงวังหลัง

sirij29ลักษณะการเรียงอิฐสมัยโบราณ

sirij30ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์มีพระ(บรม)รูปสมเด็จพระปิยะทรงอุ้มเจ้าฟ้าศิริราชฯ

sirij31medium shot

sirij32เข้าเฝ้าใกล้เบื้องพระยุคลบาทมาอีกนิด

sirij33ที่ระลึกจากการเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณ์…..ฟรี……ขอบคุณตั๋วอภินัทนาการจากศิริราชพยาบาลครับ

 คำแนะนำ: ไม่ควรเดินทางมาเข้าชมโดยรถยนต์ส่วนตัว  ควรใช้บริการรถสาธารณะทั้งนี้เพราะการจราจรโดยรอบโรงพยาบาลมักติดขัดอยู่เสมอ  ต้นเหตุส่วนหนึ่งมาจากผู้ป่วยต้องเดินทางมาพบแพทย์และมักใช้รถยนต์ส่วนตัวเข้าส่งญาติที่ป่วยในบริเวณโรงพยาบาล  ทำให้โดยรอบโรงพยาบาลรถจะติดขัดไปดั้วย  หากนำรถยนต์ส่วนตัวมาจะหาที่จอดรถได้ไม่ง่ายและค่าจอดแพง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จอดรถของโรงพยาบาลศิริราชปิยะราชการุณย์  ที่สร้างจากที่ดินหลวงแต่เก็บค่าจอดรถแพงมาก  ส่วนบริเวณนอกโรงพยาบาลคงพอมีที่จอดอยู่บ้างแต่ราคาก็เป็นไปตามกลไกการตลาดในเมื่อที่จอดของโรงพยาบาลศิริราชปิยะราชการุณย์แพง  ด้านนอกราคาจึงสูงตามไปด้วย  กำธนบัตรใบละยี่สิบบาทสามใบสำหรับค่าจอดโดยรอบโรงพยาบาลและรอบวัดอมรินทรารามที่อยู่ด้านหลังรพ.ศิริราช  แต่ถ้าได้จอดในรั้ววัดราคาจะถูกลงกว่าข้างนอกครับ ุถ้าจะใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวกสุดคือเรือด่วนเจ้าพระยาํธรรมดาจอดทุกป้ายขึ้นที่ท่ารถไฟห้ามลงเรือด่วนเจ้าพระยาแบบพิเศษเพราะจะไม่จอดที่ท่าน้ำรถไฟ  หรือจะนั่งรถสองแถวสีแดงมีหลายสายมีปลายทางที่รถไฟ(ธนบุรีเดิม)จากแถวถนนจรัลสนิทวงศ์ย่านบางขุนนนท์

ขอให้มีความสุขจากการเยี่ยมชมครับ

cr:  http://th.wikipedia.org/wiki/สถานีรถไฟธนบุรี http://www.si.mahidol.ac.th http://www.youtube.com http://pantip.com

Rama 5 & Prince Siriraj

Rama 5 & Prince Siriraj 1

Rama 5 & Prince Siriraj 1

rama 5 & prince siriraj 2

rama 5 & prince siriraj 2

Rama 5 & Prince Siriraj 3

Rama 5 & Prince Siriraj 3

//

หนึ่งวันในบางคนที(๘)

ลา (บางคน) ทีที่ไม่ใช่ลาก่อน

          บ่ายคล้อยตะวันคล้ายจะลาโลกไปอีกหนึ่งวัน  ความประทับใจที่ได้มาเยี่ยมเยือนเมืองอันจัดได้ว่ามีมรดกด้านวัฒนธรรมอันงดงามไว้อวดลูกหลาน  ไล่เรียงสถานที่ที่เราได้ท่องมาแต่ยามเช้า  กลิ่นขนมครกยังไปจางไปจากประสาทรู้กลิ่น  ความอิ่มท้องยังคงคาอยู่ในกระเพาะ  สายตายังจำได้ถึงสายน้ำไหลเอื่อยริมตลาดบางนกแขวกช่วยบรรเทาความเร่าร้อนรีบเร่งในชีวิตมนุษย์เมืองอย่างเราๆ  ท่านๆ  เหนือสิ่งอื่นใด  เราไม่อาจลืมเลือนความมีน้ำใจบวกมิตรภาพของวิถีชีวิตชาวบ้านที่ไม่นับรวมถึงความงามของสาวบางคนที  หนึ่งวันจะเป็นช่วงเวลาอันสั้นนักเมื่อเทียบกับช่วงชีวิตของมนุษย์แต่หนึ่งวันในบางคนที  บางทีอาจกินเวลายาวนานกว่าชั่วอายุคน  ยาวนานในความทรงจำจากคนรุ่นเราสู่คนรุ่นใหม่หลาย ๆ  รุ่นสืบต่อไป  ขอให้หนึ่งวันในบางคนทีเป็นหนึ่งร้อยหรือหลายร้อยปีที่แม้นเป็นไปได้อาจได้ถึงสี่หมื่นปีเหมือนชื่อเมืองที่ยังดำรงความงามเช่นนี้สืบไป

//

หนึ่งวันในบางคนที(๗)

จับจ่ายสไตล์นักเที่ยวไทยกับผลิตภัณฑ์โอท็อป

             ของดีของอร่อยชื่อดัง เมืองแม่กลอง พูดไปก็คงไม่พ้น น้ำตาลปึก (น้ำตาลมะพร้าว) 

            น้ำตาลมะพร้าวเป็น ภูมิปัญญาไทยที่ยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งที่นำน้ำหวานจากจั่นมะพร้าวมาทำเป็น น้ำตาลธรรมชาติ  กลิ่นที่หอมของน้ำหวานที่ถูกเคี่ยวด้วยไฟฟืน ให้เหลือแค่เนื้อสีน้ำตาลแดง ละเอียดเนียนนุ่มลิ้น สีของน้ำตาลมะพร้าวแท้จะออกเหลืองเข้มไปจนถึงสีน้ำตาล ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและเวลาในการเคี่ยว     น้ำตาลมะพร้าวใช้ปรุงในอาหารไทยแทบทุกชนิด โดยเฉพาะอาหารและขนมที่มีกะทิหรือมะพร้าวเป็นส่วนประกอบ เช่นเดียวกับน้ำตาลตะโนด เช่น แกงกะทิต่างๆ อย่างแกงบวนหน่อไม้ แกงข่าไก่ แกงมัสมั่น พะแนง ฯลฯ ถ้าเป็นขนมก็ได้แก่ ขนมหม้อแกง สังขยา ลอดช่องน้ำกะทิ น้ำกะทิแตงไทย แกงบวดต่างๆ เป็นต้น น้ำตาลสองชนิดนี้จะหวานน้อยกว่าน้ำตาลทรายขัดขาวอยู่มาก ดังนั้นในการปรุงอาหารจึงต้องอาศัยความชำนาญ หรือปรุงไปชิมไปจนกว่าได้รสที่ชอบ   เหมาะอย่างยิ่งหากซื้อเป็นของฝากฝากญาติผู้ใหญ่ ให้ท่านได้หวนระลึกถึงรสคุ้นลิ้นครั้งเก่าเยาว์วัย และยังแถมท้ายให้ลุงป้าบางคนทีแฮปปี้กันอีกด้วย 

            เดินวนไปมาในตลาด อยากหาของฝากอีกสักอย่างให้ได้ถูกใจเยาว์ชนคนรุ่นใหม่บ้าง เห็นแต่เด็กสมัยนี้นิยมชมชอบแต่ขนมผสมโซเดียม(ผงชูรส) ก็ต้องมาสะดุดกับเสียงกรุบกรอบของของขบเคี้ยวเดินตามเสียงไปเห็นเด็กถือถุงขนมคล้ายๆกับถุงขนมโซเดียมเลยผิดกันก็ตรงที่ดูบ้านๆ  ไม่มีบรรจุภัณฑ์(แพ็คเกจ)ที่ต้องตาต้องใจจนต้องควักกระเป๋าซื้อเท่าใดนัก ถามได้ความมาว่า มีขายแทบทุกๆตลาดแต่จะให้อร่อยต้องของเจ้าน้าแดงถึงจะอร่อยครบรส

 

         เรากำลังพร่ำพรรณนาถึงความมันลิ้นเมื่อต้องสัมผัสกับ   “กล้วยเบรกระเบิด”  แทบทุกตลาดในเมืองแม่กลองมีกล้วยชนิดหยุดไม่อยู่นี้ขายแต่ของน้าแดงอร่อย เป็นพิเศษ    กรรมวิธีการผลิตละเมียดลมัยคล้ายการสร้างงานศิลป์  น้าแดงจะรอจนกล้วยหอมสุกแล้วจึงค่อยนำมาทอดแบบไม่เสียดายน้ำมัน  พร้อมกับย้ำนักย้ำหนาว่า คนขี้เหนียวไม่มีทางทำของอร่อยได้ เดิมทีชื่อเดิมนั้น เป็น ” กล้วยเบรกแตก” แต่ไฉนใยจึงเปลี่ยนไปเป็น กล้วยเบรกระเบิดไปได้จะเพี้ยนเสียงก็ใช่ทีเอาเป็นว่าจะชื่ออะไรก็เป็นของฝากที่ถูกใจทั้งครอบครัว ปราศจากสารกันบูดนะจ๊ะ น้าแดงการันตี

 เรื่อง:ทัชชี

//

//

หนึ่งวันในบางคนที(๖)

วิถีวัฒนธรรมดนตรีที่บ้านพญาซอ

            จำจีนเฮงกันได้มั้ย  นายเฮงเป็นชาวจีนสูงอายุจึงสมควรเรียกขานว่าลุงเฮงหรือป๋าเฮงได้ตามอัธยาศัยมักใส่หมวกสานใบไผ่ชอบปลอมตัวพายเรือเที่ยวขอทานตามตลาดแน่นอนว่าต้องเป็นตลาดน้ำ   แท้จริงแล้วจีนเฮงเป็นช่างปั้นปูนและช่างแกะสลักฝีมือดีที่ปลอมตัวเป็นขอทานก็เพื่อเรียนรู้ชีวิต   (คงคล้าย ๆ กันคุณหนูชะเอมในปัญญาชนก้นครัวนั่นแหละ)  ของที่ขอมาได้จะนำไปทำบุญเข้าโรงทาน  ที่สำคัญจีนเฮงอดไม่ได้ที่จะต้องตำปูนปั้นอาคารวัดถวายเป็นพุทธบูชา  นิวาสถานของจีนเฮงไม่ทราบแน่ชัด  บ้างว่าอยู่กรุงศรีอยุธยาราชธานีสยาม  บ้างว่าอยู่เพชรบุรี  แต่ที่รู้แน่คือจีนเฮงเทียวไล้เทียวขื่อไปๆ มา ๆ ระหว่างเมืองเพชรกับเมืองหลวงอยุธยาอยู่บ่อยๆ 

          วันหนึ่งจีนเฮงพายเรือมาเลียบย่านวัดบางกุ้ง  ด้วยกิตติศัพท์ของบางนี้ก็ไม่รอช้าจอดเรืองมกุ้งทำข้าวต้มกุ้งกินริมน้ำแม่กลองใกล้วัดบางกุ้งนั่นเอง  อิ่มข้าวก็พลันล้างกะลาใส่ข้าวต้มในลำน้ำที่ลงทุนงมกุ้งมานั่นเอง  ขณะล้างกะลาอยู่สายตาก็เหลือบไปเห็นมะพร้าวแห้งลูกใหญ่และไม่รอช้า(อีกเช่นกัน)จีนเฮงเก็บมะพร้าวลูกใหญ่นั้นใหญ่ผิดปรกติก้นสาแหรกจีบเป็นพูเป็นสามเหลี่ยมชัดเจนด้วยความสงสัยจึงลงมือปลอกเปลือกและทันทีที่เห็นกะลาจึงรู้ว่าเป็นกะลาชั้นดีเหมาะทำซอ  นอกจากวิชาช่างแล้วจีนเฮงยังดำรงตำแหน่งเซียนดนตรีไทยด้านซอ  ที่มักสีขอทานอีกด้วย  ทิศทางที่มะพร้าวลูกใหญ่นี้ลอยน้ำมาคาดว่าอยู่ในย่านบ้านบางคนทีต่ออัมพวา

            กล่าวนำมาเสียยืดยาวนั่นเป็นอดีตตำนานสมัยอยุธยา  จวบจบรัตนโกสินทร์ครบรอบเกือบสองร้อยสามสิบปีนี้  ย่านแม่กลอง  อัมพวา  บางคนที  ยังไม่ทิ้งวัฒนธรรมซอไป  ว่ากันว่าผู้มากลากดีในสมัยก่อน  ถ้าเป็นปัจจุบันนี้จัดยู่ในพวกเศรษฐีผู้มีอันจะกิน  คนพวกนี้แต่ก่อนนอกจากสร้างวัดเพื่อสะสมบุญแล้วยังได้ประโยชน์ให้ลูกหลานวิ่งเล่นแล้ว   ยังต้องสะสมซอคุณภาพดีอีกด้วยเพื่อบ่งบอกถึงสถานะภาพในสังคม    ถ้าจะเทียบกับยุคปัจจุบันอีกก็เทียบได้กับการเลือกขับรถเบ็นซ์นั่นแหละ   แหล่งเที่ยวสุดท้ายของ ทริปนี้ก่อนจะนำไปหาของฝากโอทอประดับมีดาว  ได้แก่บ้านพญาซอ

          บ้านพญาซอเป็นบ้านช่างซออู้ ที่นำศิลปะการเล่นดนตรีไทย มาผนวกกับการแกะสลักซอเป็นลวดลายที่งดงาม ที่นี่เริ่มทำซอมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 มะพร้าวซอนั้นก็เปรียบได้กับนางงาม สามารถแบ่งตามลำดับได้ดังนี้ คือ พญาซอ พระยาลอ ซอพล และซอแกง  โดยกะโหลกมะพร้าวที่จะใช้ทำซอที่บ้านพญาซอนั้นจะต้องผ่านการเลือกสรรให้ได้ชิ้นที่ดีและ สมบูรณ์ที่สุดจึงเรียกว่าพญาซอ  ซึ่งชาวบ้านเรียกต่อกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน  ซอของบ้านพญาซอเกิดจากการนำผลมะพร้าวที่มีลักษณะพิเศษเทียบเท่านางงานระดับพญาซอมาแกะสลักเป็นลวดลายต่าง ๆ เช่น ลายตัวละคร ลายพุดตาน ลายนามย่อ ลายนามปีนักษัตรเช่น ชวด ฉลู ปัจจุบันหาชมศิลปะการแกะสลักเช่นนี้ได้ยาก นักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถชมศิลปะการแกะสลักซอและเรียนรู้การใช้ซอได้ที่ บ้านคุณสมพร เกตุแก้ว เลขที่ 43 หมู่ 5 ต.บางพรม อ.บางคนที

//

หนึ่งวันในบางคนที(๕)

วัดฝรั่งแห่งบางคนที

            โบสถ์แม่พระบังเกิด อีกหนึ่งอาสนวิหารที่ตั้งอยู่ข้างๆตลาดบางนกแขวก ตำบลบางนกแขวก จังหวัดสมุทรสงคราม อยู่ตรงข้ามฝั่งคลองชนิดตะโกนก็พอได้ยินถึงกันเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของคริสต์ชน นั่นก็คือ “อาสนวิหารแม่พระบังเกิด (The Nativity of Our Lady, Cathedral)” ซึ่งถ้าใครได้เห็นก็คงชื่นชมในความสูงใหญ่อลังการ ไม่เว้นแม่กระทั่งคริสต์ชนด้วยกันเอง

           โบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่ใน “วัดแม่พระบังเกิด” ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2393 ส่วนอาสนวิหารได้ถูกสร้างขึ้นภายหลังในปี พ.ศ. 2433 โดยดำริของ คุณพ่อเปาโลซัลมอน เจ้าอาวาสในขณะนั้น (ซึ่งชาวบ้านเรียกกันตามลิ้นคนไทยว่า “คุณพ่อเป่า”) เพื่อให้เพียงพอต่อการรองรับสัตบุรุษที่นับวันจะทวีจำนวนมากขึ้น อีกทั้งเพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับประกอบพิธีทางศาสนาอื่นๆ อาสนวิหารหลังนี้ทำพิธีเสกและเปิดใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2439 ก่อนยุค “แดง ไบเล่” 60 ปี

          ตัววิหารเป็นศิลปะแบบโกธิคที่สร้างด้วยอิฐเผา ผนังฉาบด้วยปูนตำกับน้ำเชื่อมประสานจากอ้อยใสสีดำ ประดับตกแต่งด้วยกระจกสีชนิด Stain Glass จากฝรั่งเศสในเรื่องราวของพระนางมารีย์พรหมจรรย์จากพระคัมภีร์และภาพของนักบุญชายหญิงที่สวยงามมาก ภายในกว้างขวางและตกแต่งอย่างยิ่งใหญ่มโหฬาร  เหตุเพราะประวัติการก่อสร้างที่ยาวนานกว่าร้อยปีและการก่อสร้างยังประดับตกแต่ง อย่างอลังการ ทำให้อาสนวิหารพระแม่บังเกิดที่บางนกแขวกแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นวัดที่สวยงาม และเก่าแก่ที่สุดของชาวคาธอลิกในประเทศไทย หากจะเดินทางมาเยี่ยมชมอาสนวิหารพระแม่บังเกิดก็อย่ามาในวันจันทร์และอังคาร เพราะจะมีการทำพิธีสำคัญเป็นประจำ และอย่าลืมว่าต้องแต่งกายสุภาพเรียบร้อยเท่านั้น!  จึงจะมีสิทธิ์เข้าชมได้

เรื่อง:ทัชชี

//

//

หนึ่งวันในบางคนที(๔)

ชีวิตชาวบ้านร้าน “ตลาดเก่าบางนกแขวก”

            ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน “ย่านตลาดบางนกแขวก” เป็นแหล่งการค้าที่คึกคัก  ที่เป็นอย่างนี้ได้เพราะการขุดคลองดำเนินสะดวกเพื่อเชื่อมแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำแม่กลองโดยแท้  สมัยก่อนนั้นมักจะมีพ่อค้าแม่ค้ามาจอดเรือตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง และผู้คนก็เริ่มทยอยออกมาจับจ่ายซื้อสินค้า ของคาว ของหวาน ของสด ของแห้ง มีให้เลือกซื้อหาสารพัด  แต่สินค้าหลักๆ คือ น้ำตาล  มะพร้าว มะม่วง พืชผักต่างๆ โดยจะเปิดขายกันทุก วันแรม-ขึ้น 2 ค่ำ 7 ค่ำ และ 12 ค่ำ ตั้งแต่เวลา 06.00 – 12.00 น. แต่เมื่อเริ่มมีถนนตัดผ่าน ความคึกคักทางน้ำเหล่านั้นก็เริ่มเลือนหายไป กลายเป็นความทรงจำของผู้เฒ่าให้ได้รำลึกและเล่าขานสู่ลูกหลาน  ความที่เป็นจุดศูนย์รวมของการขนส่งจนกลายเป็นตลาดนี้  ทำให้บางนกแขวกมีเรื่องเล่าขาน

          ในยุคสมัยสงครามโลกครั้งที 2  ย่านบางนกแขวกมีเรื่องให้เล่าไม่แพ้ย่านบางกอกน้อยของอังศุมารินหวานใจโกโบริเลย  ภาพทหารญี่ปุ่นเดินเตร็ดเตร่ย่านตลาดบางนกแขวกยังคงติดตรึงในความทรงจำของผู้เฒ่า  ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 พระปิยะมหาราชโปรดให้ขุดคลองดำเนินสะดวกและสร้างประตูน้ำขึ้นสองแห่งที่หัวคลองและท้ายคลอง  คือที่อำเภอบ้านแพ้ว  และที่ประตูน้ำบางนกแขวก พรรคพวกโกโบริต้องรอน้ำขึ้นถึงจะนำเรือออกจากคลองดำเนินสะดวกที่ลำเรียงของมาจากเมืองหลวงมุ่งเมืองกาญจน์ตามลำน้ำแม่กลองต่อไปได้  ระหว่างที่รอต้องฆ่าเวลาโดยการเดินชมตลาดจับจ่ายใช้สอยอย่างมันมือเพราะใช้เงินที่พิมพ์ใช้เอง  แน่นอนว่า  ย่านตลาดบางนกแขวกนี้ไม่พ้นต้องถูกระเบิดโจมตีจากฝ่ายสัมพันธมิตรที่ต้องการตัดกำลังบำรุงของญี่ปุ่นที่ต้องการลำเลียงยุทธปัจจัยขึ้นไปเมืองกาญจน์ตามลำน้ำแม่กลองสู่ทางรถไฟสายมรณะที่กำลังสร้างอยู่ในขณะนั้น  ในคำเล่าขานมีความขลังของหลวงพ่อโตวัดบางนกแขวกที่ปัดป้องภัยระเบิดได้  ผู้มาเยือนควรหาโอกาสไปกราบขอพรท่านเป็นอย่างยิ่ง  น่าเสียดายที่ชาวบ้านย่านนี้รุ่นแรกแย้มเมื่อหกสิบกว่าปีก่อนแกด่วนลาโลกไปซะหมด  ไม่งั้นจะถามตำนานอังศุมาลิน 2  คงได้ข้อมูลมาเขียนนิยายแข่งกับทมยันตีบ้าง

          ตลาดบางนกแขวกในปัจจุบันอาจด้อยความสำคัญในเชิงการแลกเปลี่ยนสินค้า  แต่ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวที่รอชาวต่างถิ่นมารับรู้ผ่านการเยี่ยมเยือน  สินค้าส่วนใหญ่ในตลาดก็ไม่ได้ผิดแปลกไปจากเมื่อครั้งแต่เก่าก่อนมากมายนัก ริมน้ำยังคงเห็นเรือแจวของชาวบ้าน  ร้านค้าชายน้ำยังคงค้าขายสินค้าที่เน้นหนักด้านอาหาร เช่น ผัดไทยกุ้งสด  ก๋วยจั๊บ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง ขนมหวาน กาแฟโบราณ  โดยจะเปิดขายกันทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่ 08.00 น. ไปจนถึงเย็นย่ำ   บนฝั่งยังมีห้องแถวไม้และร้านรวงเก่าๆ อายุนับร้อยปีปรากฎให้เห็น เช่น ร้านต่อเรือ ร้านขายยา ร้านทอง ร้านขายเครื่องมือเกษตร ฯลฯ ร้านเหล่านี้ยืนเรียงรายรอการเยี่ยมเยือนให้อาคันตุกะต่างถิ่นสัมผัสอดีตอันรุ่งเรื่องรองของบางนกแขวกอยู่

//

//

//

หนึ่งวันในบางคนที(๓)

เกร็ดประวัติศาสตร์ ณ บางกุ้ง

          บางกุ้งนั้นชื่อก็บ่งบอกแล้วว่ามีกุ้งมากมาย  จีนเฮงในตำนานเป็นนักทำซอชั้นเซียน  เมื่อพายเรือผ่านมาย่านนี้ก็จะจอดเรือไว้ริมฝั่ง  ติดไฟต้มน้ำรอไว้บนฝั่ง  จากนั้นก็ลงน้ำไปไม่กี่อึดใจก็ได้กุ้งมาต้มข้าวต้มกินพอรอดชีวิตแบบอิ่มอร่อยจากความสดของกุ้ง  นั่นเป็นเรื่องของอดีตสมัยอยุธยาโน้น  ถ้าเร็วกว่านี้อีกนิดก็คงเป็นสมัยอยุธยาตอนปลายตอนกรุงแตกครั้งที่สอง  พระเจ้าตากทรงกอบกู้เอกราชจากพม่า  ตั้งกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงใหม่  การศึกกับพม่าจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง  แทนที่พม่าจะเดินทัพจากเมืองกาญจน์  เข้าพนมทวน  ถึงสุพรรณบุรีแล้วเข้าตีกรุงศรีอยุธยาราชธานีของไทย  เมื่อมีการย้ายเมืองหลวง  การเดินทัพของพม่าจึงเปลี่ยนไป  เป็นการผ่านเมืองกาญจน์แล้วล่องแม่น้ำแม่กลองมาที่เมืองแม่กลองจากนั้นจึงยกทัพม่าตีค่ายบางกุ้ง   ระหว่างเมืองแม่กลองกับกรุงธนบุรีนั้นไม่มีเมืองหน้าด่านคอยต้านทานข้าศึกศัตรู  ค่ายบางกุ้งที่เมืองแม่กลองจึงเป็นค่ายทหารที่สำคัญในการรักษาเมืองหลวงเอาไว้ทั้งในสมัยกรุงธนบุรี  และต้นกรุงรัตนโกสินทร์

          ค่ายบางกุ้งเป็นค่ายทหารเรือไทยที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายที่ค่ายบางกุ้ง เรียกว่า “ค่ายบางกุ้ง” โดยสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งให้อยู่กลางค่าย เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นที่เคารพบูชาของทหาร  ภายหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 ค่ายบางกุ้งก็ร้างไปจนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีจึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ชาวจีนจากระยอง ชลบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรีรวบรวมผู้คนมาตั้งกองทหารรักษาค่าย จึงมีชื่อเรียกอีกหนึ่งว่า “ค่ายจีนบางกุ้ง”  ณ สถานที่แห่งนี้ เมื่อสองร้อยกว่าปีเศษ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พร้อมด้วยเหล่าทหารกล้า ได้ต่อสู้พม่าข้าศึก ที่รุกรานประเทศไทยจนได้รับชัยชนะในการรบที่ค่ายบางกุ้ง มีผลดีต่อชาติไทยหลายประการ ที่สำคัญยิ่งคือขวัญ และกำลังใจของคนไทยที่เกือบจะสูญสิ้นไปกับการสูญเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่ พม่าในปี 2310  ค่ายบางกุ้งแห่งนี้ก็ถูกปล่อยให้รกร้างเกือบ 200 ปี จนมาถึง พ.ศ.2510 กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ตั้งเป็นค่ายลูกเสือขึ้น (ปัจจุบันได้ยกเลิกไปแล้ว) และได้สร้างศาลพระเจ้าตากสินไว้เป็นอนุสรณ์

วัดบางกุ้ง

          วัดบางกุ้ง อยู่ในเขตพื้นที่เดียวกับค่ายบางกุ้งแต่อยู่คนละฝั่งกัน มีถนนตัดผ่านกลาง ภายในวัด มีโบสถ์เก่าประดิษฐานพระประธานเป็นพระพุทธรูปปั้นขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อโบสถ์น้อยและมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาแสดงเรื่องราว เกี่ยวกับพุทธประวัติ เป็นภาพพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมและภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ในซุ้มขนาบ ข้างด้วยอัครสาวกนั่งพนมมือ

สถานที่ตั้ง ตำบลบางกุ้ง  อำเภอบางคนที  จังหวัดสมุทรสงคราม

 

หนึ่งวันในบางคนที(๒)

อิ่มบุญยามเช้ากับตักบาตรขนมครก

           เกิดมาทำไมถ้าไม่ใช่เกิดมาสะสมบุญ  ยายเมี้ยนที่มีนิวาศสถานข้างวัดแก่นจันทร์เจริญ  สนทนากับอาคันตุกะผู้มาเยือน  อย่ากระนั้นเลยก่อนอื่นใดขอตักบาตรสะสมแต้มบุญไว้อวดยมบาลหลังตายไว้ก่อน  ว่าแล้วก็จัดแจงชวนหมู่สมาชิกนักเที่ยวที่ไม่ค่อยชอบที่จะท่องอะไรมากนักเพราะหนักหัวไปใส่บาตรกัน  ชาวบางคนทีนี่ก็แปลกคนกว่าหมู่อื่น  หมู่อื่นหรือชาวอื่นที่ไม่ใช่ชาวบางคนทีเวลาตักบาตรหรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าใส่บาตรนั้นก็มักจะเตรียมอาหารคาว  หวาน  จัดเป็นชุดเพื่อรอพระภิกษุสงฆ์เดินมาบิณฑบาตโปรดสัตว์  แต่ชาวบางคนทีนี่เค้าเตรียมขนมครกใส่บาตรกัน  ลองไปดูและไปใส่บาตรขนมครกกัน

          ทำไมต้องตักบาตรขนมครกกัน  ชาวคณะเราถาม พระครูวิมลสมุทรกิจ เจ้าอาวาสวัดแก่นจันทร์เจริญ  หลังรู้ความจากคำบอกจากปากยายเมี้ยนที่อวดอ้างสรรพคุณประเพณีแปลกของวัดแก่นจันทร์เจริญของแก  เจ้าอาวาสเล่าความเป็นมาของประเพณีนี้ว่า   มาจากหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในธรรมบทภาคที่ 2 เรื่อง  “โกสิยะเศรษฐีผู้มีความตระหนี่ถี่เหนียว”  ประเด็นสรุปของเรื่องอยู่ที่ พระองค์ต้องการสั่งสอนเศรษฐีที่ขี้เหนียว  เรื่องมีอยู่ว่า  วันหนึ่งเศรษฐีโกสิยะเห็นยาจกยากจนกำลังกินขนมครกก็อยากกินบ้าง แต่ด้วยความขี้เหนียวก็อดกลั้นความอยากไว้ เพราะกลัวสิ้นเปลืองเงินทอง เมื่อภรรยาทราบก็แอบทำขนมครกโดยไม่ให้ใครรู้เพื่อจะให้สามีกินคนเดียว เมื่อพระพุทธเจ้าทราบจึงให้พระโมคคัลลานะไปอบรมสั่งสอนโดยแสดงผลของการให้ทาน  เมื่อเศรษฐีได้ฟังก็เลื่อมใส เปลี่ยนนิสัยกลายเป็นคนที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อทุกคน และหมั่นทำบุญให้ทานเป็นกิจวัตร

          แล้วนั่นตั้งนมนานกาเลมาแล้วมันเกี่ยวกับประเพณีตักบาครขนมครกที่วัดแก่นจันทร์เจริญนี้อย่างไรเล่า  ก็ได้แต่นึกอยู่ในใจขณะที่พระท่านกำลังอรรถาธิบาย  เหมือนท่านจะรู้ใจจึงได้เล่าต่อไปว่า  ผู้ที่ริเริ่มประเพณีทำบุญตักบาตรขนมครกที่วัดแก่นจันทร์เจริญแห่ง นี้คือ พระครูสมุทรสุตกิจ หรือหลวงปู่โห้ เจ้าอาวาสรูปแรก ตั้งแต่ปี 2437 เพราะเหตุที่ว่าในสมัยนั้น ชาวชุมชนวัดแก่นจันทร์เจริญที่มาทำบุญตักบาตรโดยมากมีฐานะยากจน ท่านเจ้าอาวาสจึงเกิดความคิดที่ว่าจะให้ชาวบ้านทำบุญตักบาตรด้วยวิธีใดจะไม่ต้องเสียเงินจำนวนมาก  จึงให้นำขนมครกมาถวายแทนการตักบาตรด้วยอาหาร เพราะขนมครกสำหรับผู้คนที่นี่เป็นสิ่งที่ไม่ต้องซื้อหา วัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบของขนมครกก็หาได้ไม่ยากในชุมชนมีอยู่ในบ้านเป็นส่วนใหญ่และราคาถูก เช่น แป้งข้าวเจ้า มะพร้าว และน้ำตาล  อีกทั้งยังเป็นขนมหวานซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครนำมาถวาย จึงกลายเป็นประเพณีการตักบาตรขนมครกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  เมื่อหลวงปู่โห้ท่านมรณภาพลง พระครูสมุทรกิจโกวิท เจ้าอาวาสรูปที่ 2 ก็สืบสานต่อเรื่อยมาจนปัจจุบัน

          ประเพณีตักบาตรขนมครกนี้จะทำกันเพียงปีละครั้งในเดือน 10 ขึ้น 8 ค่ำ  ในงานนอกจากจะมีการตักบาตรขนมครกแล้วยังมีกิจกรรมการแข่งขันโม่แป้ง แข่งขันขูดมะพร้าว การคั้นกะทิ การแคะขนมครกและแข่งขันกินขนมครก โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 07.00-11.00 น.

 

หมายเหตุ : คณะเราหมายรวมถึง น้องเอ็กช์ และน้องตังค์ ผู้ร่วมผลิต (co-producer)

%d bloggers like this: