Blog Archives

มานะ ในทางธรรม

มานะในทางธรรม

ถ้าจะกล่าวเป็นการทั่วไปแล้ว   คำว่า  “มานะ”  ในการรับรู้ของคนส่วนใหญ่จะหมายถึง  ความมุ่งมั่น  ตั้งใจในการกระทำใดก็ตามให้บรรลุผล  เป็นต้นว่า  นักเรียนคนนี้มีความมานะพากเพียรขยันอ่านหนังสือจนที่สุดก็สามารถสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้  หรือเขาคนนั้นมีมานะบากบั่นขยันทำงานจนประสบความสำเร็จร่ำรวยเป็นเศรษฐี  เป็นต้น  คำว่า  “มานะ”  นางโลกจึงมีความหมายในแง่ดี  ในเชิงบวก

PhotoGrid_1489989504856

ในทางธรรม  “มานะ”  มีความหมายว่า  สำคัญตัว  ถือตัว  นัยว่า  เราดีกว่าเขา  มีการยกตนเป็นลักษณะ  มีความใคร่  เป็นดุจธง  เป็นอาการปรากฏต้องการยกตนไว้ในที่สูงประดุจธงที่เขายกตั้งไว้ให้เด่นเป็นสง่า

ลักษณะสำคัญของมานะอยู่ที่  “การเปรียบเทียบ”  ระหว่าง  “เรา”  หรือตัวเอง  กับ  ผู้อื่น  ในทุกด้าน  เช่น  ด้านชาติ(กำเนิด)  โคตร  สกุล  รูป  สมบัติ  ทรัพย์  ศิลปวิทยา  การงาน  หรือ  ความเฉลียวฉลาด  เป็นต้น  การเปรียบเทียบนี้มีทั้งที่  “ไม่ตรงกับความเป็นจริง”  ซึ่งจะถูกละได้ด้วยโสดาปัตติมัค  และที่  “ตรงกีบความเป็นจริง”  ซึ่งจะถูกละได้ด้วย  อรหัตตมัค

มานะ  เป็นกิเลสเด่นนำเนื่องกันและคู่กันกับ  “ตัณหา”  เป็นแรงขับดันให้  ปุถุชนทำการต่าง ๆ  ก่อความขัดแย้ง  ปัญหา  และทุกข์นานา  แม้หากรู้จักใช้  จะปลุกเร้าให้มาเพียรพยายามทำความดีได้ก็แฝงปัญหาและไม่ปลดทุกข์  จึงต้องมีการศึกษา   เริ่มแต่ฝึกวินัยให้มี  “ศีล”  ที่จะควบคุมพฤติกรรมไว้ในขอบเขตแห่งความสงบเรียบร้อยไม่เบียดเบียนกัน  แล้วพัฒนาจิตตปัญญา  ให้เจริญ  “ฉันทะ”ขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนแทนที่  “ตํณหา”และ “มานะ”  เมื่อปฏิบัติเช่นนี้ถึงจะยังมีมานะอยู่อย่างละเอียด  จนเป็น  “พระอนาคามี”  ก็แทบจะไม่มีโทษภัย  จนกว่าจะพ้นจาก  “มานะ”  เป็นอิสระสิ้นเชิงเมื่อบรรลุ อรหัตผล  ซึ่งจะเป็นอยู่ด้วยปัญญาบริสุทธิ์  สืบไป

มานะ  นี้ในพระไตรปิฎกแสดงไว้มากหลายชุด  อาทิ

มานะ  ๓  อันได้แก่

  • มาน = ความถือตัวอยู่ภายใน  โดยมีตัวตนที่ต้องคอยให้ความสำคัญที่จะพะนอ  จะบำเรอ  จะยก  จะชูให้ปรากฏหรือให้เด่นขึ้นไว้  อันให้คำนึงที่จะ  แบ่งแยก  เรา  เขา  จะเทียบ  จะแข่ง  จะรู้สึกกระทบกระทั่ง
  • อติมานะ =  ความถือตัวเกินล่วง  โดยสำคัญตนหยาบรุนแรงขึ้นเป็นความยกตัวเหนือเขา  ดูถูก  ดูหมิ่น  เหบียดหยามผู้อื่น
  • โอมานะ =  ความถือตัวต่ำต้อย  โดยเหยียดตัวลงเป็นความดูถูก  ดูหมิ่นตนเอง

ความหมายสั้น ๆ  ของมานะ  ๓  อธิบายได้ดังนี้คือ  มานะ  =  เราเท่ากับเขา  อติมานะ  =  เราดีกว่าเขา  โอมานะ  =  เราเลวกว่าเขา

มานะ  ๙  ซึ่งมีการอ้างอิงบ่อย ๆ  ได้แก่

  • ๑ ดีกว่าเขา    สำคัญตนว่า  ดีกว่าเขา
  • ๒ ดีกว่าเขา    สำคัญตนว่า  เสมอกว่าเขา
  • ๓ ดีกว่าเขา    สำคัญตนว่า  เลวกว่าเขา
  • ๔ เสมอเขา    สำคัญตนว่า  ดีกว่าเขา
  • ๕ เสมอเขา    สำคัญตนว่า  เสมอกว่าเขา
  • ๖ เสมอเขา    สำคัญตนว่า  เลวกว่าเขา
  • ๗ เลวกว่าเขา สำคัญตนว่า  ดีกว่าเขา
  • ๘ เลวกว่าเขา สำคัญตนว่า  เสมอกว่าเขา
  • ๙ เลวกว่าเขา สำคัญตนว่า  เลวกว่าเขา

มานะข้อ ๒  ๓  ๔  ๖  ๗  และ ๘  ของมานะ ๙  นั้นเป็นการถือตัวที่  ไม่ตรงกับที่เป็นจริง  เป็นกิเลสอย่างหยาบ  ขั้นพระโสดาบันจึงจะละได้

ส่วนมานะ ๙  ข้อ ๑  ๕  และ  ๙  นั้นเป็นการมองที่  ตรงกับความเป็นจริง แต่ยังเป็นการถือตัวเป็นกิเลสอย่างประณีต  ซึ่งพระอรหันต์จึงจะละได้

มานะเจตสิก  เป็นเจตสิกฝ่าย  อกุศล  จะประกอบอยู่ในพวกอกุศลจิต๑๔อันประกอบด้วย

  • โมจตุกเจตสิก ๔ ได้แก่  โมหะ  อหิริกะ  อโนตตัปปะ  อุทธัจจะ
  • โลติกเจตสิก ๓ ได้แก่  โลภะ ทิฏฐิ  มานะ
  • โทจตุกเจตสิก ๔ ได้แก่  โทสะ  อิสสา  มัจฉริยะ  กุกกุจจะ
  • ถีทุณเจตสิก ๒ ได้แก่  ถีนะ  มิทธะ
  • วิจิกิจฉาเจตสิก ๑ ได้แก่  วิจิกิจฉา

ความหมายของเจตสิกฝ่ายอกุศลที่ยกไว้ข้างต้นมีดังนี้

โมหะ                 ความหลง  ความไม่รู้ความเป็นจริง  อวิชชา

อหิริกะ               ความไม่ละอายต่อความประพฤติชั่ว ¹ (ตรงข้ามกับ)หิริ

อโนตตัปปะ        ความไม่กลัวต่อบาป¹(ตรงข้ามกับ)โอตัปปะ

อุทธัจจะ            ความฟุ้งซ่าน  จิตต์ส่าย  ใจวอกแวก

โลภะ                 ความอยากได้

ทิฎฐิ                  ความเห็น  ความเข้าใจ  ความเชื่อถือ  มักมีคำขยายนำหน้า  เช่น  สัมมาทิฏฐิ  เป็นต้น  แต่ถ้า  ทิฏฐิมาคำเดียว  มักมีนัยไม่ดี  หมายถึง  ความยึดถือตามความเห็น  ความถือมั่นที่จะให้เป็นไปตามความเชื่อถือหรือความเห็นของตน

มานะ                 ความถือตัว

โทสะ                ความคิดประทุษร้าย

อิสสา                ความริษยา  ความรู้สึกไม่พอใจเมื่อเห็นเขาได้ดี  เห็นเขาได้ดีทนอยู่ไม่ได้  ไม่อยากให้ใครดีกว่าตน  ความคิดตัดรอนผู้ที่ดีกว่าตน  ความหึงหวง

มัจฉริยะ               ความตระหนี่  ความหวง

กุกกุจจะ              ความรำคาญใจ ความเดือดร้อนใจ ความยุ่งใจ  กลุ้มใจ  กังวลใจ  ความรังเกียจหรือกินแหนงในตนเอง  ความระแวงสงสัย

ถีนะ                    ความหดหู่  ความท้อแท้ใจ

มิทธะ                  ความท้อแท้  ความเซื่องซึม  มาคู่กับถีนะ

วิจิกิจฉา               ความลังเลไม่ตกลงได้  ความไม่แน่ใจ  ความสงสัย  ความเคลือบแคลงในกุศลธรรมทั้งหลาย

 

ลักษณะมานะ  ๗  อย่างคือ

  • มานะ เป็นความถือตัวโดยเกี่ยวกับวัตถุมีชาติกำเนิด(ชาติตระกูล)  เป็นต้น  ไม่มีการเทียบกับผู้อื่น
  • อติมานะ เป็นความถือตัวที่ทับถมผู้อื่นด้วยชาติกำเนิด  เป็นต้นว่า  เราดีกว่าเขา
  • มานามานะ เป็นมานะโดยนัยว่า  เมื่อก่อนเราเสมอ(ท่า)กัน  แต่บัดนี้เราดีกว่า(เขา)
  • โอมานะ เป็นมานะที่เป็นไปในทางต่ำกว่าเขา  ด้วยเหตุชาติกำเนิดเป็นต้น  คือ  สำคัญตนว่า  เราเลวกว่าเขา  เราต่ำกว่าเขา
  • อธิมานะ (ความสำคัญตนเกินเป็นจริง  ความสำคัญตนผิด)  เป็นความถือตนว่า  เราเป็นผู้บรรลุสัจจธรรม  ส่วนผู้อื่นหาบรรลุไม่  อธิมานะนี้ย่อมเกิดแก่ปุถุชนผู้มีศีลบริสุทธิ์  ปรารภ  วิปัสสนาได้นามรูป  ปริเฉทญาณ  ปัจจยปริคคหญาณ  และสัมมสนญาณแล้ว  ขณะบรรลุอุทยัพพยญาณใหม่ ๆ  ซึ่งญาณยังอ่อนอยู่  ถูกวิปัสสนูกิเลศครอบงำ  ทำให้หลงผิดไปว่าเราเป็นผู้บรรลุธรรม  เป็นพระอริยบุคคล  ส่วนผู้นี้(อื่น)ยังเป็นปุถุชนอยู่
  • อัสมิมานะ เป็นความถือตัวสำคัญตัวว่า  เราอยู่ในขันธุ์ทั้งหลาย  มีรูปเป็นต้น  คือคิดว่าเราเป็นรูป
  • มิจฉามานะ (ความถือตัวผิดโดยหยิ่งผยองลำพองตนในความยึดถือหรือความสามารถในทางชั่วร้าย)  เป็นมานะที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการทำอกุศล  เช่นพวกคนพาล  เมื่อทำบาปได้มากหรือทำบาปที่คนทั้งหลายไม่กล้าทำ  ย่อมลำพองตัวว่า  เราดีกว่า  เก่งกว่า  เราสามารถทำได้  เขาทำไม่ได้

การเที่ยวใช้ไขควงไล่แทงหัวผู้อื่นจนเสียชีวิต  จัดได้ว่าเป็น  มิจฉามานะ  เป็นบาปที่คนทั้งหลายไม่กล้าทำ  ทำไปแล้วก็ลำพองตัวว่า  เราเก่ง  เราสามารถทำได้  ทั้งนี้อาจเนื่องเพราะ  อติมานะ  ถือว่าพ่อตัวเป็นใหญ่  เมื่อทำผิดอาญาแผ่นดินแล้วสามารถช่วยเคลียร์ให้ลูกได้  ผลในทางโลกของผู้มากมานะทางธรรม  คือคงต้องถูกจองจำในเรือนจำโดยไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นศาลทั้งนี้อาจเพราะท่านคงกลัวโรคมานะขึ้นสมองผู้ต้องหา  เข้ามาทำร้าย  ทำลายหรืออาจทำให้หลักฐานพยานยุ่งเหยิง

ในทางธรรม  ถ้ามีมานะกันมาก ๆ  วิบากกรรมของบาปย่อมตกอยู่แก่  ผู้มากมานะนั่นเอง

นะจ๊ะ  ท่าน   สาธุชน

 

อ้างอิง

บางส่วนจาก  พระอภิธรรมจากพระสูตร  มานเจตสิก :  ความสำคัญตัว  ความถือตัว  ความยกตัว  โดย อ.สำรวม  สุทธิสาคร  ใน  ธรรมะเพื่อชีวิต  เล่มที่  ๙๐  ฉบับขึ้นปีใหม่.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต). (๒๕๕๖).  พจนานุกรมพุทธศาสน์  ฉบับประมวลศัพท์,พิมพ์ครั้งที่ ๑๙.  กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์พระพุทธศาสนาของธรรมสภา.

 

Advertisements
%d bloggers like this: