วันฟ้าหม่นห่มเมฆฝนบนเส้นทางสายเอสวัน:สุวรรณภูมิ-สนามหลวง


               หลังประสบความสำเร็จจากรถสาธารณะจากสนามบินดอนเมืองสู่จุดหมายปลายทาง 4 แห่งอันได้แก่ สายA1  ดอนเมือง-จตุจักร-หมอชิต 2  สาย A2  ดอนเมือง-อนุสาวรีย์ชัยฯ  สายA3 ดอนเมือง-สวนลุมพินี  และสาย A4 ดอนเมือง-ข้าวสาร-สนามหลวง

ล่าสุด  ขสมก.ขยายบริการจากสนามบินโลว์คอสมายังสนามบินไฮโซอย่างสุวรรณภูมิ  รถด่วนสาย s1 จึงถือกำเนิดขึ้น  มีต้นทางจากสนามบินสุวรรณภูมิด้านนอกสนามบินตรงประตู 7  แล่นสู่  ข้าวสาร-สนามหลวง  โดยรถเมล์ปรับอากาศยูโรส้มจากเขตการเดินรถที่ 3  จำนวน  8  คันที่นำมาบริการ

ช่วงเวลาเดินรถระหว่าง  08.00-20.00 น.  รถออกทุกครึ่งชั่วโมง  จากประสบการณ์ตอนเย็นวันฟ้าหม่นคล้ายฝนจะตก  ในวันทำการ(วันอังคาร)  รถเที่ยว 16.00น. ใช้ระยะเวลาเดินทางจากสุวรรณภูมิถึงปลายทางสนามหลวง  ประมาณ  1  ชั่วโมง  10  นาที  เมื่อรถมาถึงท่าที่สนามหลวงบริเวณอนุสาวรีย์ทหารอาสาใกล้โรงละครแห่งชาติ  จะพักอยู่ไม่นานก็จะแล่นกลับสนามบินสุวรรณภูมิทันที

เส้นทางเดินรถเริ่มจากสนามบินสุวรรณภูมิ-มอเตอร์เวย์-ทางด่วน-ยมราช-ถนนหลานหลวง-แยกผ่านฟ้า-ถนนราชดำเนินกลาง-สี่แยกคอกวัว-ถนนตะนาว-บางลำภู-อ้อมบางลำภูมาทางปากถนนข้าวสาร-เลียบสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า-ลอดใต้สะพาน-จอดที่ท่ารถอนุสาวรีย์ทหารอาสา(ใกล้โรงละครแห่งชาติ)เที่ยวกลับ-ลอดใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า-ถนนพระอาทิตย์-ผ่านป้อมพระสุเมรุ-เลี้ยวขวาผ่านปากถนนข้าวสาร-เลี้ยวซ้ายผ่านกองสลาก๒สี่แยกคอกวัว-แล่นตามเส้นทางเที่ยวไป

จากการสอบถามพนักงานขสมก.ที่รับผิดชอบการปล่อยรถ  ทราบว่ารถเที่ยวสุดท้ายจะออกจากท่าสุวรรณภูมิประมาณ  20.10 น.  ดังนั้นเที่ยวสุดท้ายจากสนามหลวงก็คงเวลาประมาณ  21.30 น.

ข้อมูลที่ปรากฏด้านบนนี้คงเป็นประโยชน์ต่อนักเดินทางหรือผู้มีความจำเป็นต้องไปมาหาสู่ระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิกับย่านสนามหลวง-ข้าวสารได้บ้าง  และคงไม่ต้องไล่หาในกระทู้พันทิปกันอีกแล้ว

กับค่าโดยสาร  60  บาทตลอดสาย  กับเวลาหนึ่งชั่วโมงนิด ๆ ของบริการจาก  ขสมก.  คงพอจะต่อกรกันกับ  45  บาทในเวลา  30  นาที  ของบริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิ้งค์  ได้อยู่บ้างหละนะ

Advertisements

มานะ ในทางธรรม

มานะในทางธรรม

ถ้าจะกล่าวเป็นการทั่วไปแล้ว   คำว่า  “มานะ”  ในการรับรู้ของคนส่วนใหญ่จะหมายถึง  ความมุ่งมั่น  ตั้งใจในการกระทำใดก็ตามให้บรรลุผล  เป็นต้นว่า  นักเรียนคนนี้มีความมานะพากเพียรขยันอ่านหนังสือจนที่สุดก็สามารถสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้  หรือเขาคนนั้นมีมานะบากบั่นขยันทำงานจนประสบความสำเร็จร่ำรวยเป็นเศรษฐี  เป็นต้น  คำว่า  “มานะ”  นางโลกจึงมีความหมายในแง่ดี  ในเชิงบวก

PhotoGrid_1489989504856

ในทางธรรม  “มานะ”  มีความหมายว่า  สำคัญตัว  ถือตัว  นัยว่า  เราดีกว่าเขา  มีการยกตนเป็นลักษณะ  มีความใคร่  เป็นดุจธง  เป็นอาการปรากฏต้องการยกตนไว้ในที่สูงประดุจธงที่เขายกตั้งไว้ให้เด่นเป็นสง่า

ลักษณะสำคัญของมานะอยู่ที่  “การเปรียบเทียบ”  ระหว่าง  “เรา”  หรือตัวเอง  กับ  ผู้อื่น  ในทุกด้าน  เช่น  ด้านชาติ(กำเนิด)  โคตร  สกุล  รูป  สมบัติ  ทรัพย์  ศิลปวิทยา  การงาน  หรือ  ความเฉลียวฉลาด  เป็นต้น  การเปรียบเทียบนี้มีทั้งที่  “ไม่ตรงกับความเป็นจริง”  ซึ่งจะถูกละได้ด้วยโสดาปัตติมัค  และที่  “ตรงกีบความเป็นจริง”  ซึ่งจะถูกละได้ด้วย  อรหัตตมัค

มานะ  เป็นกิเลสเด่นนำเนื่องกันและคู่กันกับ  “ตัณหา”  เป็นแรงขับดันให้  ปุถุชนทำการต่าง ๆ  ก่อความขัดแย้ง  ปัญหา  และทุกข์นานา  แม้หากรู้จักใช้  จะปลุกเร้าให้มาเพียรพยายามทำความดีได้ก็แฝงปัญหาและไม่ปลดทุกข์  จึงต้องมีการศึกษา   เริ่มแต่ฝึกวินัยให้มี  “ศีล”  ที่จะควบคุมพฤติกรรมไว้ในขอบเขตแห่งความสงบเรียบร้อยไม่เบียดเบียนกัน  แล้วพัฒนาจิตตปัญญา  ให้เจริญ  “ฉันทะ”ขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนแทนที่  “ตํณหา”และ “มานะ”  เมื่อปฏิบัติเช่นนี้ถึงจะยังมีมานะอยู่อย่างละเอียด  จนเป็น  “พระอนาคามี”  ก็แทบจะไม่มีโทษภัย  จนกว่าจะพ้นจาก  “มานะ”  เป็นอิสระสิ้นเชิงเมื่อบรรลุ อรหัตผล  ซึ่งจะเป็นอยู่ด้วยปัญญาบริสุทธิ์  สืบไป

มานะ  นี้ในพระไตรปิฎกแสดงไว้มากหลายชุด  อาทิ

มานะ  ๓  อันได้แก่

  • มาน = ความถือตัวอยู่ภายใน  โดยมีตัวตนที่ต้องคอยให้ความสำคัญที่จะพะนอ  จะบำเรอ  จะยก  จะชูให้ปรากฏหรือให้เด่นขึ้นไว้  อันให้คำนึงที่จะ  แบ่งแยก  เรา  เขา  จะเทียบ  จะแข่ง  จะรู้สึกกระทบกระทั่ง
  • อติมานะ =  ความถือตัวเกินล่วง  โดยสำคัญตนหยาบรุนแรงขึ้นเป็นความยกตัวเหนือเขา  ดูถูก  ดูหมิ่น  เหบียดหยามผู้อื่น
  • โอมานะ =  ความถือตัวต่ำต้อย  โดยเหยียดตัวลงเป็นความดูถูก  ดูหมิ่นตนเอง

ความหมายสั้น ๆ  ของมานะ  ๓  อธิบายได้ดังนี้คือ  มานะ  =  เราเท่ากับเขา  อติมานะ  =  เราดีกว่าเขา  โอมานะ  =  เราเลวกว่าเขา

มานะ  ๙  ซึ่งมีการอ้างอิงบ่อย ๆ  ได้แก่

  • ๑ ดีกว่าเขา    สำคัญตนว่า  ดีกว่าเขา
  • ๒ ดีกว่าเขา    สำคัญตนว่า  เสมอกว่าเขา
  • ๓ ดีกว่าเขา    สำคัญตนว่า  เลวกว่าเขา
  • ๔ เสมอเขา    สำคัญตนว่า  ดีกว่าเขา
  • ๕ เสมอเขา    สำคัญตนว่า  เสมอกว่าเขา
  • ๖ เสมอเขา    สำคัญตนว่า  เลวกว่าเขา
  • ๗ เลวกว่าเขา สำคัญตนว่า  ดีกว่าเขา
  • ๘ เลวกว่าเขา สำคัญตนว่า  เสมอกว่าเขา
  • ๙ เลวกว่าเขา สำคัญตนว่า  เลวกว่าเขา

มานะข้อ ๒  ๓  ๔  ๖  ๗  และ ๘  ของมานะ ๙  นั้นเป็นการถือตัวที่  ไม่ตรงกับที่เป็นจริง  เป็นกิเลสอย่างหยาบ  ขั้นพระโสดาบันจึงจะละได้

ส่วนมานะ ๙  ข้อ ๑  ๕  และ  ๙  นั้นเป็นการมองที่  ตรงกับความเป็นจริง แต่ยังเป็นการถือตัวเป็นกิเลสอย่างประณีต  ซึ่งพระอรหันต์จึงจะละได้

มานะเจตสิก  เป็นเจตสิกฝ่าย  อกุศล  จะประกอบอยู่ในพวกอกุศลจิต๑๔อันประกอบด้วย

  • โมจตุกเจตสิก ๔ ได้แก่  โมหะ  อหิริกะ  อโนตตัปปะ  อุทธัจจะ
  • โลติกเจตสิก ๓ ได้แก่  โลภะ ทิฏฐิ  มานะ
  • โทจตุกเจตสิก ๔ ได้แก่  โทสะ  อิสสา  มัจฉริยะ  กุกกุจจะ
  • ถีทุณเจตสิก ๒ ได้แก่  ถีนะ  มิทธะ
  • วิจิกิจฉาเจตสิก ๑ ได้แก่  วิจิกิจฉา

ความหมายของเจตสิกฝ่ายอกุศลที่ยกไว้ข้างต้นมีดังนี้

โมหะ                 ความหลง  ความไม่รู้ความเป็นจริง  อวิชชา

อหิริกะ               ความไม่ละอายต่อความประพฤติชั่ว ¹ (ตรงข้ามกับ)หิริ

อโนตตัปปะ        ความไม่กลัวต่อบาป¹(ตรงข้ามกับ)โอตัปปะ

อุทธัจจะ            ความฟุ้งซ่าน  จิตต์ส่าย  ใจวอกแวก

โลภะ                 ความอยากได้

ทิฎฐิ                  ความเห็น  ความเข้าใจ  ความเชื่อถือ  มักมีคำขยายนำหน้า  เช่น  สัมมาทิฏฐิ  เป็นต้น  แต่ถ้า  ทิฏฐิมาคำเดียว  มักมีนัยไม่ดี  หมายถึง  ความยึดถือตามความเห็น  ความถือมั่นที่จะให้เป็นไปตามความเชื่อถือหรือความเห็นของตน

มานะ                 ความถือตัว

โทสะ                ความคิดประทุษร้าย

อิสสา                ความริษยา  ความรู้สึกไม่พอใจเมื่อเห็นเขาได้ดี  เห็นเขาได้ดีทนอยู่ไม่ได้  ไม่อยากให้ใครดีกว่าตน  ความคิดตัดรอนผู้ที่ดีกว่าตน  ความหึงหวง

มัจฉริยะ               ความตระหนี่  ความหวง

กุกกุจจะ              ความรำคาญใจ ความเดือดร้อนใจ ความยุ่งใจ  กลุ้มใจ  กังวลใจ  ความรังเกียจหรือกินแหนงในตนเอง  ความระแวงสงสัย

ถีนะ                    ความหดหู่  ความท้อแท้ใจ

มิทธะ                  ความท้อแท้  ความเซื่องซึม  มาคู่กับถีนะ

วิจิกิจฉา               ความลังเลไม่ตกลงได้  ความไม่แน่ใจ  ความสงสัย  ความเคลือบแคลงในกุศลธรรมทั้งหลาย

 

ลักษณะมานะ  ๗  อย่างคือ

  • มานะ เป็นความถือตัวโดยเกี่ยวกับวัตถุมีชาติกำเนิด(ชาติตระกูล)  เป็นต้น  ไม่มีการเทียบกับผู้อื่น
  • อติมานะ เป็นความถือตัวที่ทับถมผู้อื่นด้วยชาติกำเนิด  เป็นต้นว่า  เราดีกว่าเขา
  • มานามานะ เป็นมานะโดยนัยว่า  เมื่อก่อนเราเสมอ(ท่า)กัน  แต่บัดนี้เราดีกว่า(เขา)
  • โอมานะ เป็นมานะที่เป็นไปในทางต่ำกว่าเขา  ด้วยเหตุชาติกำเนิดเป็นต้น  คือ  สำคัญตนว่า  เราเลวกว่าเขา  เราต่ำกว่าเขา
  • อธิมานะ (ความสำคัญตนเกินเป็นจริง  ความสำคัญตนผิด)  เป็นความถือตนว่า  เราเป็นผู้บรรลุสัจจธรรม  ส่วนผู้อื่นหาบรรลุไม่  อธิมานะนี้ย่อมเกิดแก่ปุถุชนผู้มีศีลบริสุทธิ์  ปรารภ  วิปัสสนาได้นามรูป  ปริเฉทญาณ  ปัจจยปริคคหญาณ  และสัมมสนญาณแล้ว  ขณะบรรลุอุทยัพพยญาณใหม่ ๆ  ซึ่งญาณยังอ่อนอยู่  ถูกวิปัสสนูกิเลศครอบงำ  ทำให้หลงผิดไปว่าเราเป็นผู้บรรลุธรรม  เป็นพระอริยบุคคล  ส่วนผู้นี้(อื่น)ยังเป็นปุถุชนอยู่
  • อัสมิมานะ เป็นความถือตัวสำคัญตัวว่า  เราอยู่ในขันธุ์ทั้งหลาย  มีรูปเป็นต้น  คือคิดว่าเราเป็นรูป
  • มิจฉามานะ (ความถือตัวผิดโดยหยิ่งผยองลำพองตนในความยึดถือหรือความสามารถในทางชั่วร้าย)  เป็นมานะที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการทำอกุศล  เช่นพวกคนพาล  เมื่อทำบาปได้มากหรือทำบาปที่คนทั้งหลายไม่กล้าทำ  ย่อมลำพองตัวว่า  เราดีกว่า  เก่งกว่า  เราสามารถทำได้  เขาทำไม่ได้

การเที่ยวใช้ไขควงไล่แทงหัวผู้อื่นจนเสียชีวิต  จัดได้ว่าเป็น  มิจฉามานะ  เป็นบาปที่คนทั้งหลายไม่กล้าทำ  ทำไปแล้วก็ลำพองตัวว่า  เราเก่ง  เราสามารถทำได้  ทั้งนี้อาจเนื่องเพราะ  อติมานะ  ถือว่าพ่อตัวเป็นใหญ่  เมื่อทำผิดอาญาแผ่นดินแล้วสามารถช่วยเคลียร์ให้ลูกได้  ผลในทางโลกของผู้มากมานะทางธรรม  คือคงต้องถูกจองจำในเรือนจำโดยไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นศาลทั้งนี้อาจเพราะท่านคงกลัวโรคมานะขึ้นสมองผู้ต้องหา  เข้ามาทำร้าย  ทำลายหรืออาจทำให้หลักฐานพยานยุ่งเหยิง

ในทางธรรม  ถ้ามีมานะกันมาก ๆ  วิบากกรรมของบาปย่อมตกอยู่แก่  ผู้มากมานะนั่นเอง

นะจ๊ะ  ท่าน   สาธุชน

 

อ้างอิง

บางส่วนจาก  พระอภิธรรมจากพระสูตร  มานเจตสิก :  ความสำคัญตัว  ความถือตัว  ความยกตัว  โดย อ.สำรวม  สุทธิสาคร  ใน  ธรรมะเพื่อชีวิต  เล่มที่  ๙๐  ฉบับขึ้นปีใหม่.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต). (๒๕๕๖).  พจนานุกรมพุทธศาสน์  ฉบับประมวลศัพท์,พิมพ์ครั้งที่ ๑๙.  กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์พระพุทธศาสนาของธรรมสภา.

 

ภูมิอากาศในเมือง

ภูมิอากาศในเมือง

ภูมิอากาศในเมือง  หมายถึง สภาพอากาศภายในพื้นที่เมืองซึ่งแตกต่างจากพื้นที่ชนบทโดยรอบ  ความเป็นเมืองในโลกมีพื้นที่ประมาณร้อยละ  1  ของพื้นผิวโลก  สภาวะปัจจุบัน  ภูมิอากาศในเมืองเริ่มส่งผลกระทบต่อภูมิอากาศโลกแล้วทั้งนี้เพราะกิจกรรมทั้งหลายที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะภูมิอากาศโลกมักเป็นกิจกรรมที่เกิดในเมือง  การศึกษาเรื่องภูมิอากาศในเมืองจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างยิ่งและส่งผลกระทบต่อทั้งโลกและมนุษย์ที่ควรติดตามศึกษาในรายละเอียดอย่างใกล้ชิด

องค์ประกอบหลักของภูมิอากาศในเมือง

               กลไกการเกิดภูมิอากาศในเมืองแสดงในรูปที่ 1     องค์ประกอบหลักที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันมีดังต่อไปนี้

 1

รูปที่ 1  ลักษณะภูมิอากาศในเมือง

  1. รังสีจากดวงอาทิตย์

รังสีจากดวงอาทิตย์ส่งผลต่อ ปริมาณความร้อนในเมืองซึ่งขึ้นอยู่กับมุมของดวงอาทิตย์  ความสูงของอาคาร  และเงาของอาคาร  ความร้อนที่เข้าสะสมสู่อาคารขึ้นอยู่กับที่ตั้งของอาคาร  อาคารที่ตั้งอยู่กลางแจ้งเดี่ยว ๆ  การแผ่รังสีความร้อนจะขึ้นอยู่กับ  การจัดตัว(ทิศทาง)ของผนัง  ระยะเวลารับแสงแดดใน 1  วัน

  1. อุณหภูมิ

มีผลสืบเนื่องมาจากการแผ่รังสีประกอบกับวัสดุที่ใช้สร้างเมือง  ตลอดจนรูปลักษณ์และกิจกรรมของเมือง  โดยทั่วไปแล้วส่วนต่าง ๆ ของเมืองจะมีอุณหภูมิแตกต่างกัน  ย่านอุตสาหกรรมจะมีอุณหภูมิสูงกว่าย่านพักอาศัย  ส่วนบริเวณสวนสาธารณะในเขตเมืองหรือบริเวณที่มีพันธุ์ไม้ปกคลุมจะมีอากาศที่เย็นมีอุณหภูมิต่ำ  ดังนั้นถ้ามีสวนสาธารณะตั้งอยู่ในเมืองได้ก็จัดได้ว่ามีร่มกันความร้อนตัวเมืองที่อยู่รอบ ๆ  สวนได้  การสร้างสวนสาธารณะขนาดใหญ่ (large park) หรือแนวกันชนความร้อน (Green belt)   จะช่วยลดอุณหภูมิในเวลากลางสันได้อย่างมาก   นอกจากนี้ยังพบว่าเมืองเก่าที่มีต้นไม้ปกคลุมอยู่มากจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าย่านเมืองใหม่ที่มีต้นไม้ปกคลุมน้อยกว่า

  1. ลม

โดยทั่วไปแล้วความเป็นเมืองมีผลยับยั้งความเร็วลมในระดับผิวดิน  จากรูปตัดแสดงความเร็วลม (wind velocity profile)ในเขตเมืองและนอกเขตเมือง  ในพื้นที่เล็ก ๆ อาจมีลมแปรปรวน(ความเร็วลมไม่แน่นอน)ได้  ซึ่งลักษณะของพื้นที่ดังกล่าวขึ้นอยู่กับขนาด  ระยะห่างและการจัดเรียงตัวของอาคาร

  1. หมอกและหยาดน้ำฟ้า

การเกิดหมอกในเมืองอาจเป็น  2  เท่าของพื้นที่นอกเมือง  ทั้งนี้เป็นผลเนื่องมาจากการรวมตัวของมลพิษในเมือง  ไอน้ำในอากาศมีส่วนทำให้เกิดหมอกที่ระดับดินบริเวณชายฝั่งทะเล  หรือริมแม่น้ำ(river vallays)  จะมีไอน้ำในอากาศมากเมื่อกระทบกับกระแสไอเย็นของมวลอากาศจะส่งผลให้บริเวณดังกล่าวมีโอกาสเกิดหมอกได้มากกว่าในเมือง  นอกจากนี้แล้วความร้อนจากอาคารและความแข็งกระด้างของผนังอาคารก็มีส่วนในการลดการเกิดหมอกอีกด้วย

  1. มลพิษทางอากาศ

แม้ว่าสภาวะมลพิษจะปกคลุมไปทั่วทั้งพื้นที่เมืองภายใต้ชั้นบรรยากาศ  แต่ความเข้มของมลพิษจะแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่เมือง ในเขตเมืองชั้นในนั้นจะมีความเข้มของมลพิษมาก  ดังรูปที่ 3   ปัจจัยสองประการที่มีผลต่อการแผ่ขยายของสภาวะมลพิษ  คือ  (1)  ธรรมชาติของที่ตั้งของแหล่งผลิตมลพิษ  และ (2)  การเปลี่ยนแปลงส่วนผสมของบรรยากาศโดยรอบเมือง  ในช่วงที่อากาศมีลมแปรปรวน(ไม่เสถียร)มลพิษจะถูกผสมในอากาศเหนือเมือง  จากนั้นจะถูกปัดเป่าออกไปสู่บริเวณอับลม

2

รูปที่ 2  รูปตัดความเร็วลมเขตในเมืองและนอกเมือง

3

รูปที่  3 รูปตัดเมืองและมลพิษในและนอกเมือง

ในช่วงสภาวะอากาศสงบ  มลพิษมีแนวโน้มปกคลุมอยู่โดยรอบแหล่งผลิตมลพิษเป็นระยะเวลายาวนาน  และรวมกันเป็นมวลอากาศมลพิษเหนือบรรยากาศเมืองมีชื่อเรียกว่า particulates ซึ่งเป็นอัตรายต่อสุขภาพ  และเห็นได้ชัดในรูป  ฝุ่นคลุมเมือง (dust dome)  ดังรูปที่ 4  อนุภาค(ขนาด)ของเม็ดฝุ่นจะมีขนาดไม่เท่ากัน  ฝุ่นเม็ดใหญ่จะอยู่ใกล้กับแหล่งผลิตฝุ่น  ฝุ่นเม็ดขนาดกลางจะยังคงลอยอยู่ในอากาศได้หลายวันและแพร่กระจายไปได้ไกลกว่า  ส่วนฝุ่นที่มีอนุภาคเล็กจะแฝงลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศทั่งเขตเมือง  ฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 1  ไมครอนอาจลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศได้หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนอันเนื่องมาจากมีกระแสลมในเมืองช่วยพยุงผงฝุ่นเหล่านี้ไว้

4

รูปที่  4  ฝุ่นคลุมเมือง (dust dome)

เกาะความร้อนแห่งเมือง (The Urban Heat Island)

                เกาะความร้อนแห่งเมือง (Uban Heat Island UHI) เป็นชื่อเรียกภูมิอากาศในเมืองขนาดใหญ่ซึ่งมีความแตกต่างกันของอุณหภูมิในเขตเมืองกับพื้นที่ชนบทนอกเมือง ที่มีลักษณะเป็นเส้นโค้งที่ใช้แสดงความแตกต่างทางอุณหภูมิคล้ายคลึงกับรูปเกาะ  ดังรูปที่  5  ซึ่งเป็นภาพตัดขวางของเมืองแสดงให้เห้นเส้นอุณหภูมิบริเวณกลางเมือง  ชานเมือง  และเขตนอกเมือง  จากรูปดังกล่าวจะเห็นว่าบริเวณกลางเมืองเส้นอุณหภูมิสูงคล้ายยอดภูเขาหรือเกาะ

5

รูปที่  5 ลักษณะเกาะความร้อนแห่งเมือง  (Urban Heat Island, UHI)

เกาะความร้อนแห่งเมือง  (The Urban Heat Island) บางครั้งจะเรียกว่า หย่อมความร้อนในเมือง เกิดจากการเปลี่ยนภูมิทัศน์อันเนื่องมาจากกระบวนการการเป็นเมืองซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิทัศน์ให้ซับซ้อนขึ้น  ทั้งที่เกิดจากรูปแบบ  วัสดุ  และกิจกรรมที่แตกต่างไปจากที่เป็นในพื้นที่ชนบท    พลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานความร้อนที่ไหลเข้าเมืองมากกว่าที่จะถ่ายเทออกไปจากเมือง  ภายในพื้นที่เมืองจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น  รูปแบบทางพื้นที่ของอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้มักจะกระจุกตัวอยู่ที่ศูนย์กลางของเมืองมีชื่อเฉพาะเรียกว่า  หย่อมความร้อนหรือเกาะแห่งความร้อน (heat island)  จากการศึกษาพบว่าหย่อมความร้อนนี้จะแปรผันตามขนาดของเมืองหรือจำนวนประชากรในเมือง  และสภาพภูมิอากาศท้องถิ่น

สาเหตุหลักของเกาะความร้อนของเมือง

จากรายงานการศึกษาการเกิดปรากฏการณ์  เกาะความร้อนแห่งเมืองเกือบทั่วโลกที่ผ่านมา  พบว่าสาเหตุเกิดจากสภาพความเป็นเมืองที่มีรูปแบบแบบการใช้ที่ดินที่หลากหลาย  สาเหตุหลัก  3  ประการที่ก่อให้เกิดเกาะแห่งความร้อน  คือ

  1. การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในเมือง ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนพื้นที่ชนบทที่มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สีเขียวของพืชพรรณกลายเป็นพื้นที่เมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้าง  การดูดซับและเก็บความร้อนจากดวงอาทิตย์ไว้ที่หลังคาสิ่งก่อสร้างอาคาร  พื้นผิวที่เป็นคอนกรีต  หิน  ยางมะตอย  ในเวลากลางวัน  และคายความร้อนที่เก็บไว้สู่อากาศภายนอกอีกครั้งในเวลากลางคืนเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดเกาะความร้อนแห่งเมือง
  2. การบริโภคพลังงานในเมือง ในประเทศที่เจริญแล้วประชากร  1  คนจะบริโภคพลังงานประมาณ  5-10  กิโลวัตต์  ทั้งกลางวันและกลางคืน  เครื่องอำนวยความสะดวกของมนุษย์  เช่น  รถยนต์  ครื่องใช้ไฟฟ้า  และหลอดไฟ ตลอดจนเครื่องปรับอากาศล้วนคายความร้อนออกมาทั้งสิ้น
  3. การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเมือง ประกอบด้วยก๊าซคาร์บอนด์ไดออกไซค์ ไนโตรเจนออกไซค์  รวมทั้งฝุ่นละออง  ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศที่ปกคลุมเมืองหนาขึ้น

สถานที่ที่ทำให้เกิดความร้อนเทียมมากสุดมักเป็นย่านศูนย์กลางเมืองที่มีตึกหนาแน่น  ตึกหรืออาคารทั้งอาคารสำนักงาน  อาคารชุด  ละโรงงานต่าง ๆ  ล้วนบริโภคพลังงานและคายความร้อนออกมาอย่างเปล่าประโยชน์คิดเป็นปริมาณ  1-10 %  ของปริมาณความร้อนจากดวงอาทิตย์  แม้พื้นที่เมืองจะมีน้อยกว่าร้อยละ  1 ของพื้นผิวโลกแต่เป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อนได้  เพราะ ประชากรในเมืองซึ่งกระจายกันพักอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ทั่วโลก  ประชากรในเมืองหรือคนเมืองโดยรวมแล้วมีประมาณร้อยละ  50  ของพลเมืองโลก(คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ  60  ในปี ค.ศ. 2030  ส่วนประเทศไทยมีความเป็นเมืองประมาณร้อยละ  28  ) คนเมืองเหล่านี้บริโภคพลังงานของโลกร้อยละ  75  ซึ่งจะก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณร้อยละ  80

 

ผลกระทบของเกาะแห่งความร้อน

เกาะความร้อนแห่งเมือง (UHI) มีอิทธิพลโดยตรงต่อสุขอนามัย  และความอยู่เป็นสุขของประชากรเมือง  ในสหรัฐอเมริกามีคนตายเฉลี่ย  1000 คนจากความร้อน (extreme heat) นอกจากนี้เกาะความร้อนมีลักษณะเฉพาะตัวในการเพิ่มอุณหภูมิซึ่งส่งผลให้เพิ่มขนาดและช่วงความยาวคลื่อนความร้อนในเมือง  งานวิจัยของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้น  ชี้ให้เห็นว่า  ความร้อนมีส่วนเพิ่มภาวะเสี่ยงของอัตราการตายของประชากรในเมืองแถบ mid-latitude และ high-latitude  ในปี ค.ศ.  1995  คลื่นความร้อนได้คร่าชีวิตชาวเมืองชิคาโกไปกว่า  700  คน  นอกจากนี้เกาะความร้อนยังมีผลทางอ้อมในการเพิ่มการใช้เครื่องปรับอากาศและตู้เย็นอีกด้วย

เกาะความร้อนแห่งเมืองยังมีอิทธิพลต่อลักษณะภูมิอากาศอื่น ๆ  เช่น ฝนและลมอีกด้วย

– ฝน

ความร้อนที่ถูกปล่อยออกจากเมืองและฝุ่นละอองในบรรยากาศมีส่วนทำให้ฝนตกในเมืองมากขึ้น  ตัวอย่างเช่น  ที่ตูรินและเนเปิล  มีการสังเกตุพบฝนปรอย ๆ บ่อยมาก  ที่ชิคาโก  พบว่าฝนตกในช่วงวันทำงานมากว่าระหว่างวันหยุด  ส่วนที่เมืองดีทรอยจัดเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ได้ชื่อว่าผลิตรถยนต์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  พบว่า  ปริมาณน้ำฝนประจำปีสูงกว่าบริเวณชนบทนอกเมือง  8  นิ้ว

– ลม

ความแตกต่างของอุณหภูมิในเมืองมีส่วนทำให้เกิดปรากฏการณ์ของลมแปรปรวนอีกด้วยโดยเฉพาะบริเวณระหว่างมุมของอาคารสูงซึ่งมีลักษณะเหมือนกับหุบเหวลึก

 

หนทางแก้ปัญหา

ในปัจจุบันมีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่า  ก๊าซคร์บอนไดออกไซค์ที่กระจายในชั้นบรรยากาศส่งผลให้เกิดสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง(climate change) ในสหราชอาณาจักร (UK) มีความพยายามตั้งเป้าลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์แล้ว  ในระดับนานาชาติ(ระดับโลก) ได้มีการตั้งกลุ่มผู้นำด้านภูมิอากาศในเมืองใหญ่ (Large Cities Climate Leasership Group)  หรือที่รู้จักกันในนาม C40 cities    พยายามหามาตรการให้ชาวเมืองลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ  หนทางที่ช่วยได้แก่

  • ออกข้อบังคับการสร้างอาคารจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล
  • ใช้พลังงานในอาคาร(ที่มีอยู่)ให้มีประสิทธิภาพ
  • ใช้อาหารท้องถิ่นเพื่อลดการใช้พลังงานในการขนส่ง
  • สร้างชุมชนที่ยั่งยืน (sustainable communities) เพื่อลดความต้องการในการเดินทาง
  • ใช้วัตถุสะท้อนแสงหรือสีขาวสะท้อนแสงสำหรับอาคารหรือถนน เพื่อสะท้อนความร้อนออกจากเมือง
  • เพิ่มพื้นที่สีเขียว
  • ใช้พลังงานทดแทน เช่น  พลังงานลม  แสงอาทิตย์  เป็นต้น

 

อ้างอิง

Marsh , William M.  1983.  Landscape Planning : Environmental Application 3 rd.ed.  John Wiley & Sons. ,Inc. , New York.

[on line] 10/7/2550.  Climate Change and a Global Cityhttp://www.nasa.gov.research/project/metroeasy/

[on line] 10/7/2550.  Urban Heat Island- Small Town,Australia(Climate Change).  http://www.earthsci.unimelb.edu.au/~jon/WWW/deniliquin.html.

[on line] 10/7/2550.  Urban Heat Island- Melborne,Australia(Climate Change).  http://www.earthsci.unimelb.edu.au/~jon/WWW/uhi.htmmelb.html.

[on line] 10/8/2550.  City Mayor:World’s largest urban area in 2006. http://www.citymayers.com/statistics/urban_2006_1.html.

[on line] 10/8/2550. Greenhouse gas-Wikipedia,the free encyclopediahttp://en.wikipedia.org/wiki/Greenhouse_gas

[on line] 10/8/2550.  C40Cities-Climate Leadership Group-Cities and Climate change.  http://www.c40cite=ies.org/climatechange.jsp.

 

ก่อนสิ้นยุครถตู้ข้ามจังหวัด : รถไฟไทยต้องช่วยคนไทยให้ได้ก่อน

ก่อนสิ้นยุครถตู้ข้ามจังหวัด : รถไฟไทยต้องช่วยคนไทยให้ได้ก่อน

PhotoGrid_1466142410190

               ในยุคที่โทรคมนาคมมีความเร็วระดับ  ๔  จี  ไม่แปลกที่คมนาคมจะต้องเร็วไปด้วย  มองในแง่ดี  ความเร็วช่วยอะไรได้หลายอย่าง  บนถนนสายบ้านสู่ที่หมาย  ไม่ว่าจะเป็น  ที่เรียน  ที่ทำงาน  ที่จับจ่ายซื้อหาของกินของใช้เพื่อการดำรงชีพ  หากใช้เวลาไม่นานอันหมายถึงมีความเร็วสูงย่อมดีกว่า  ถนนที่ติดขัดระเกะระกะเต็มไปด้วยรถเป็นไหน ๆ  นั่นก็ช่วยให้ประหยัดเวลาบนถนน  รวมถึงช่วยประหยัดเงินค่าเชื้อเพลิงที่ต้องจ่าย  หากไม่นับรถแท็กซี่  มอเตอร์ไซค์รับจ้าง  และรถเมล์สาย  ๘  แล้ว  รถตู้โดยสารประจำทางจัดว่ามีความเร็วไม่แพ้ใคร 

               รถตู้โดยสารประจำทางเป็นพาหนะที่ช่วยนำพาผู้โดยสารเดินทางสู่ที่หมายได้อย่างรวดเร็ว  สะดวกกว่ารถประจำทางคันใหญ่หรือรถทัวร์เป็นอย่างมาก  การเติบโตเชิงปริมาณของรถตู้ก็เร็วพอ ๆ  กับความเร็วบนถนนที่รถตู้เหล่านั้นใช้ “ทำรอบ”  ในแต่ละเที่ยวการเดินทาง  สองหมื่นกว่าคันของรถตู้โดยสารมากเพียงใดนั้นคงสะท้อนถึงความต้องการ  ความสะดวก  และรวดเร็ว  จากผู้ใช้บริการรถตู้ได้  นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงเพื่อนร่วมทางรุ่นพี่ดั่งเช่น  รถทัวร์หรือรถประจำทางปรับอากาศที่สูญหายตายจากไปจากความคิดผู้จะเดินทางเข้าเมืองกรุง  เพราะความไม่เร็ว (ช้า)  ไม่สะดวก(ต้องรอเวลาออก  ขึ้นรถที่สถานีขนส่ง  แล่นไม่ถึงตัวอำเภอ ฯลฯ) 

               หากแต่ไม่อะไรได้มาฟรี  เพราะความสะดวก  รวดเร็วของรถตู้โดยสารประจำทางข้ามจังหวัดในบางเที่ยวอาจต้องแลกด้วยความเสี่ยงต่อชีวิตจากอุบัติเหตุ  จากสถิติในปี พ.ศ.  ๒๕๕๘  รถตู้ประจำทางวิ่งข้ามจังหวัด(ร่วม  บขส.)  ประสบอุบัติเหตุ  ๒๖  ครั้ง  มีผู้เสียชีวิต  ๑๙  ราย  บาดเจ็บ  ๒๒๐  คน  หรือสรุปง่าย ๆ  ได้ว่า  ในอุบัติเหตุรถตู้  ๔  ครั้ง  จะมีคนตาย  ๓  คน  และในอุบัติเหตุแต่ละครั้งจะมีผู้บาดเจ็บประมาณ  ๘  คน  นั่นหมายถึงรถตู้โดยสารประจำทางที่ยัดทะนานผู้โดยสารไว้  ๑๔  ที่นั่งต่อ  ๑  คัน  เมื่อต้องถึงคราวเคราะห์หามยามซวยเกิดอุบัติเหตุแล้วผู้โดยสาระมาณ  ๘  ใน  ๑๔  คนหรือเกินกว่าครึ่ง  (ประมาณร้อยละ  ๕๗)  จะบาดเจ็บ  มีเพียง  ๕  คนที่จะปลอดภัยไม่บาดเจ็บแต่ก็ใช่ว่าจะไม่ “เจ็บ”

               หากจะหาเหตุแห่งการเพิ่มจำนวนประชากรรถตู้  ปัจจัยหลักน่าจะมาจากรัฐฯที่มีนโยบายแลกทะเบียนรถโดยสารประจำทาง  ๑  แผ่น  กับทะเบียนรถตู้โดยสารประจำทางได้  ๓  คัน(แผ่น)  และอาจรวมถึงความง่ายต่อการขอเข้าร่วมบริการของผู้ประกอบการขนส่งรายย่อย  เพียงแค่มีรถตู้  ๒  คันก็สามารถขอเข้าบริการร่วมกับ  บขส. ได้แล้ว  มิใยต้องคำนึงถึงความมีทุนน้อยจนอ่อนด้อยด้านการบำรุงรักษาสภาพรถของตน  จนอาจเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้  ปัจจัยปลีกย่อยที่น่าจะสำคัญอยู่มากเห็นจะเป็นการต้อง  “ทำรอบ”  ทำเวลา  เพื่อทำเงินให้ทันส่งค่างวดรถที่เช่าซื้อมา  ให้ทันการรอคิว  และให้ทันการรอเติมก๊าซ(ธรรมชาติเหลว CNG)   ความเร็วที่  ๑๓๐-๑๔๐  กิดลเมตรต่อชั่วโมงจึงเป็นผลจากเหตุดังกล่าว

               ความที่เกิดอุบัติภัยจาก  รถตู้โดยสารประจำทาง  ที่หลายคนได้ให้ชื่อว่าเป็น  “โลงศพเคลื่อนที่”  อยู่บ่อย ๆ  ส่งผลให้  “ผู้มีอำนาจในบ้านเมือง  (คสช.)”   พยายามจะออกกฎให้รถตู้โดยสารประจำทางวิ่งข้ามจังหวัดได้เพียงแค่ระยะทางไม่เกิน  ๑๐๐  กิโลเมตร  จากเดิมที่มีพิสัยทำการประมาณ  ๓๐๐  กิโลเมตร  เป็นเบื้องต้นก่อน  จากนั้นจึงจะให้มีรถตู้โดยสารประจำทางเฉพาะเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล  เท่านั้น

               อะไรจะตามมาหากห้ามรถตู้วิ่งข้ามจังหวัดเกิน  ๑๐๐  กิโลเมตรที่กินอาณาบริเวณน่าจะประมาณจังหวัด  ราชบุรี  กาญจนบุรี  สุพรรณบุรี  อ่างทอง  ลพบุรี  สระบุรี  ปราจีนบุรี ชลบุรี พัทยา   ระยะทางที่ว่านี้อาจต้องพึ่งพารถทัวร์กันต่อไปสำหรับผู้ไม่มีทางเลือกที่จะใช้รถยนต์ส่วนตัว  หากทว่ารถทัวร์ก็ล้มหายตายจากไปจนแทบจะสูญพันธุ์อันผลมาจากการเติบใหญ่ของรถตู้  การจะนั่งรถทัวร์ไปยังจังหวัดต่าง ๆ ข้างต้นนั้น  แทบจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก  ดังนั้นท่านผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจะไม่หันมามองระบบรางหรือรถที่วิ่งในรางที่มีอยู่แล้ว  เช่นรถไฟ  บ้างหรือ

             PhotoGrid_1466148362156

            ระบบรางที่มีอยู่ถ้าจะไล่เรียงจากภาคตะวันตก  รถไฟมีรางสาย  กาญจนบุรี-หนองปลาดุก-กรุงเทพฯ(ระยะทางประมาณ  ๑๓๐  กิโลเมตร)  รางสายสุพรรณบุรี-หนองปลาดุก-กรุงเทพฯ(ระยะทางประมาณ  ๑๔๒  กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ)  สายวงเวียนใหญ่ก็สามารถใช้เดินทางไปจังหวัดสมุทรสาคร-สมุทรสงครามได้

               สายใต้มีรางรถไฟผ่าน  นครปฐม (๔๘  กิโลเมตร)  บ้านโป่ง(๖๘  กิโลเมตร)  ราชบุรี(๑๐๑  กิโลเมตร)  เพชรบุรี(๑๕๑  กิโลเมตร)  หัวหิน(๒๑๓  กิโลเมตร) ประจวบคีรีขันธ์(๓๐๒  กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ)

               สายเหนือมีรางรถไฟผ่านจังหวัด  อยุธยา(๗๑  กิโลเมตร)  บ้านภาชี(๙๐  กิโลเมตร)  ลพบุรี(๑๓๓  กิโลเมตร)  นครสวรรค์(๒๔๖  กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ)  โดยมีสายอีสานแยกออกไปที่ชุมทางบ้านภาชีนำไปสู่จังหวัดสระบุรี-แก่งคอย-นครราชสีมา(๒๖๔  กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ)

               สายตะวันออกมีทางรถไฟเริ่งจากกรุงเทพฯ-ชุมทางฉะเชิงเทรา(๖๑  กิโลเมตร)-ปราจีนบุรี(๑๒๒  กิโลเมตร)-อรัญประเทศ(๒๕๕  กิโลเมตรจากกรุเทพฯ)  ส่วนสายเลียบทะเลแยกที่ชุมทางฉะเชิงเทรา-ศรราชา(๑๓๑  กิโลเมตร)-เขาชีจรรย์(๑๘๐  กิโลเมตร)-มาบตาพุต(๒๐๐  กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ)  และสายเขาชีจรรย์-บ้านพลูตาหลวง(อ.สัตหีบ  ๑๘๔  กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ)

               จะเห็นได้ว่ารถไฟไทยมีระบบรางที่ครอบคลุมพื้นที่บริการรถตู้โดยสารวิ่งข้ามจังหวัดอยู่ทุกทิศ  แต่เป็นเพราะเหตุใดจึงมีผู้ใช้บริการรถไฟน้อยกว่ารถตู้   คำตอบน่าจะอยู่ที่  ความไม่สะดวก  และไม่รวดเร็ว  ไม่สะดวกที่ต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟที่แทบทุกสถานีเดินทางไปลำบาก  เทียบกับบริการรถตู้ที่บางแห่งสามารถโทรศัพท์ให้มารับได้ถึงหน้าบ้าน  ถ้าบ้านท่านอยู่ในเส้นทาง(หรือนอกเส้นทางนิดหน่อย)   ไม่รวดเร็วเพราะรถไฟแล่นช้าอาจต้องรอ “หลีก”  ในกรณีรางเดี่ยว  หรือช้าเพราะสภาพรางไม่  “สมประกอบ”  อาจเพราะรางเล็ก(๖๐-๗๐  ปอนด์ต่อหลา)  หรือหมอนรองรางเสียหาย(ผุ-กรณีหมอนไม้) 

               ณ ปัจจุบัน(มิ.ย.๒๕๕๙)รางคู่ของรางรถไฟ (double track) สายเหนือมีถึงลพบุรีแล้ว  ส่วนสายอีสาน  ถึง  มาบกะเบา(สระบุรี)  สายใต้ถึง  นครปฐม  สายตะวันออกมีถึง  ฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง  ถ้าจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯทางรถไฟจาก  ลพบุรี-อยุธยา สระบุรี นครปฐม  ศรีราชา-ฉะเชิงเทรา  น่าจะใช้เวลาไม่ช้าจนเกินไปจากการไม่ต้องรอหลีก

               นอกจากนี้จำนวนเที่ยววิ่งเข้า-ออกเมือง(กรุงเทพฯ)กับเมืองรอบกรุงเทพฯอาจมีน้อย  นอกจากติดขัดเรื่องรางเดี่ยว-รางคู่แล้ว  ยังติดขัดเรื่องหัวรถจักร+ตู้โดยสารหรือจำนวนขบวนรถที่รถไฟไทยมีอยู่อย่างจำกัดอีกด้วย  หากจะเพิ่มจำนวนเที่ยววิ่งก็คงต้องเพิ่มจำนวนขบวนรถ  และขบวนรถที่เหมาะต่อการเดินทางระยะปานกลางสามร้อยกว่ากิโลเมตรนี้ก็น่าจะเป็นรถดีเซลราง(Diesel Multiple Unit , DMU)  ที่หากจะลงทุนซื้อก็น่าจะตกตู้ละประมาณ  ๓๐-๔๐  ล้านบาท  สิ่งที่จะต้องตามมาคือ  จำนวนบุคลากรรถไฟที่ต้องเพิ่มขึ้น  ทั้งฝ่ายเดินรถ  ฝ่ายช่างกล(ซ่อมบำรุง+พนักงานขับรถ)  ฝ่ายอาณัติสัญญาณที่จะต้องมีงานเพิ่มขึ้นจึงต้องเพิ่มจำนวนบุคลากร

PhotoGrid_1466142219779

               ปัญหาติดขัดทั้งหลายทั้งปวงสามารถแก้ไขได้โดยการใช้อำนาจบริหาร  “พิเศษ”  ของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองในปัจจุบัน  รางก็มีแล้ว  โครงการางคู่ก็ดำเนินการอยู่(แล้ว)  ดังนั้นก่อนที่จะลดจำนวนรถตู้โดยสารข้ามจังหวัดอันส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้โดยสารอย่างแน่นอนนั้น  ผู้มีอำนาจรัฐ  ก็น่าที่จะจัดหารถไฟดีเซลราง(DMU)  สภาพดี ๆ  ใหม่ ๆ  เพิ่มให้การรถไฟแห่งประเทศไทยพร้อมเพิ่มจำนวนบุคลากรเพื่อเพิ่มเที่ยววิ่งรถไฟระหว่างเมือง-กรุงเทพฯ  ทดแทนรถตู้โดยสารประจำทางในระยะทาง  ๑๐๐-๓๐๐  กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ  จะเป็นการช่วยให้คนไทยปลอดภัยจาก  “อุบัติตู้ภัย”  ได้เป็นอย่างดี

               หากทำได้  จะได้บุญ  “อย่างแรง”

               และเป็นการคืนความสุขให้กับประชาชน “อย่างแท้จริง”

 PhotoGrid_1466154838412

              

รถตู้ ทางเท้า รถเมล์ : ส่วนประกอบเมืองที่ถูกจัดระเบียบ

รถตู้  ทางเท้า  รถเมล์ : ส่วนประกอบเมืองที่ถูกจัดระเบียบ

tu1

 

                ในห้วงเวลาปัจจุบัน  ต้องยอมรับว่า  ปัญหาในสังคมเมืองมีมากมาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  มหานคร  เมืองโคตระใหญ่  อย่างเช่น  กรุงเทพฯ  ความไม่เป็นระเบียบขององค์ประกอบเมืองนำมาซึ่งความไม่ราบรื่น  ติดขัด  ความไม่มีระเบียบวินัยในการควบคุมยานพาหนะทำให้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาจราจรติดขัด  ความไม่มีระเบียบทางการทำมาค้าขายทำให้เกิดปัญหา  แผงลอยบนทางเท้า  เมื่อเกิดปัญหาผู้มีหน้าที่รับผิดชอบก็พยายามแก้  ผ่านวลีเด็ด  คืนความสุขแก่ประชาชน  โดยวิธี  จัดระเบียบ

               วินมอเตอร์ไซค์  วินรถตู้  สะพานเหล็ก  ฯลฯ  ผ่านการจัดระเบียบมาแล้วอย่างถ้วนหน้า  การจัดระเบียบรถตู้โดยสารบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  ก็ดี  เรื่อยมาจนถึงการจัดระเบียบทางเท้าหน้าห้างพาต้า  นำมาซึ่งความสะดวกต่อผู้ใช้ถนนและคนเดินเท้า  มาโดยลำดับ  นั่นคือ  ผลจากการจัดระเบียบ  หากจะย้อนกลับมาดูปฐมบทแห่งการกระจุกตัวของรถตู้โดยสารประจำทางบริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ  หรือการตั้งตลาดแผงลอยหน้าห้างพาต้านั้นสืบเนื่องมาจากลักษณะเฉพาะของพื้นที่บริเวณดังกล่าวที่เป็น  ชุมทาง”(node) ที่ซึ่งคนมาร่วมชุมนุมกันมากอันเนื่องมาจากการเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายหรือจุดต่อรถของบริเวณหน้าห้างพาต้าและสาวรีย์ชัยฯ  เมื่อมีจำนวนคนมาใช้บริการพื้นที่นั้นมากก็จะเกิดบริการต่อเนื่องนอกเหนือจากการต่อรถคือ  การค้าขายสินค้าอุปโภค  บริโภค  ทั้งอนุสาวรีย์ชัยฯ  และหน้าห้างพาต้าจึงเต็มไปด้วยแผงขายของ  เพราะ  “การเข้าถึง”  แผงลอยร้านค้าเหล่านั้น  “สะดวก”หรืออีกหนึ่งความหมายคือ  “ง่าย”  แต่ปัญหาร้านค้าแผงลอยไม่เกิดที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ  เพราะพื้นที่ทางเท้ามีมาก  “เมือง”(โดยกรุงเทพมหานคร)  สามารถจจัดระเบียบได้โดยง่าย  แต่ปัญหาที่อนุสาวรีย์ชัยคือ ปัญหาปริมาณรถตู้ที่(จอด)มากเกินความจุถนน  จึงต้องจัดระเบียบคิวรถตู้ให้ไปจอดบริเวณที่ว่างใต้ทางด่วนใกล้อนุสาวรีย์ชัยฯ  ทั้งนี้เพื่อลดจำนวนรถบนถนนรอบอนุสาวรีย์ฯ

               ส่วนที่หน้าห้างพาต้านั้นมีพื้นที่ทางเท้าน้อย  การค้าบนทางเท้าจึงส่งผลให้คนเดินเท้าต้องเดินบนถนนขวางทางรถเนื่องจากบนทางเท้ามีแผงลอยมารกล้ำ  ส่งผลให้การจราจรติดขัด  ทั้งสองพื้นที่ที่ยกตัวอย่างมานั้นมีลักษณะคล้ายกันคือ  ต่างก็เป็น  “ชุมทาง” (node)  “เข้าถึง”ได้ง่ายหากมีบริการตั้งอยู่บริเวณนั้น  การย้ายผู้ค้าบนทางเท้าบริเวณหน้าห้างพาต้าทั้งสองฝั่งรวม  124  ราย  ไปไว้ที่  ตลาดศาลาน้ำร้อน  ตลาดศาลาน้ำเย็น  ตลาดบางขุนศรี  ตลาดนครหลวง  ตลาดพรานนก  หลังห้างพาต้า  หรือตลาดเอสซีพลาซ่า(สายใต้ใหม่) เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ได้คำนึงถึงธรรมชาติเนื้อแท้ของปัญหา  เพราะตลาดเหล่านั้น  “เข้าถึง”  ได้ยากกว่าหน้าห้างพาต้า  ผู้ค้าและผู้ซื้อที่ภายหลังการจัดระเบียบแล้วก็ไม่มีทางเลือกมากไปกว่าการจับจ่ายกันที่ร้านสะดวกซื้อหมายเลขเจ็ด  คือผู้ได้รับผลกระทบ  ส่วนผู้ได้รับประโยชน์หลักนอกจากผู้เดินเท้าและผู้ขับขี่ที่ไม่ต้องประสบปัญหารถติดหน้าพาต้าแล้ว(ไปติดหน้าเซ็นปิ่นแทน)  ยังคงมี  เจ้าของร้านสะดวกซื้ออีกด้วย

               การแก้ปัญหาจากคนที่ไม่เคยประสบปัญหานั้นยากที่จะครอบคลุมการแก้ปัญหาได้อย่างรอบด้าน  การเอาคนที่ไม่เคยนั่งรถติด ๆ  ไปแก้ปัญหารถติด  ย่อมไม่เข้าใจ  คนติดในรถติด ๆ  เช่นเดียวกันกับการเอาคนไม่เคยซื้อของบนทางเท้ามาแก้ปัญหาแผงลอยบนทางเท้า  ย่อมยากที่จะเข้าใจ  ผู้ค้าและลูกค้าริมทางเท้าได้  หรือกระทั่งล่าสุดเอาคนที่ไม่ใช้บริการรถเมล์  มาแก้ปัญหาพนักงานเก็บค่าโดยสาร(กระเป๋า)รถเมล์  ย่อมแก้ปัญหา  “รถเมล์กรุงเทพฯ”  ไม่ได้  เพราะคนไม่ใช้บริการรถเมล์จะไม่รู้เลยว่า  กระเป๋ารถเมล์ไม่ใช่แค่พนักงานเก็บค่าโดยสาร  แต่เป็นผู้อำนวยการบนรถเมล์  คอยอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสาร  มีอำนาจสูงสุดบนรถเมล์สามารถสั่งการผู้โดยสารซ้ายหัน  ขวาหัน  เดินสองแถวชิดใน  เบียด ๆ  หน่อย  ตลอดถึงบ้างครั้งสามารถตวาด สั่ง คนขับเปิดปิดประตู  ได้  อำนาจสั่งการเล่านี้เป็นไปเพื่อการขึ้นลงรถเมล์ได้อย่างสะดวก  รวดเร็ว  และปลอดภัย  การจะปลดผู้อำนวยการรถเมล์  โดยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรืออีทิคเก็ต  แทนในปลายปี  2560  ย่อมเป็นการคิดที่ผิดพลาดอย่างมาก  นั่นเพราะไม่เข้าใจลักษณะงานของกระเป๋ารถเมล์นั่นเอง

tu2

               ว่าไปเรื่อยจากรถตู้  ทางเท้า  จนถึงรถรถเมล์  วกไปวนมาก็ไม่พ้นเรื่องของเมืองวุ่น ๆ  ของมหานคร  “กรุงเทพฯ”  ที่ผู้แก้ปัญหาไม่ใช่ผู้ประสบปัญหา

อยู่ดี

ทุกข์ระทมคนเมือง

ยามเย็นหน้าสยามเซ็นเตอร์  ยาวไปจนถึง  เซ็นทรัลเวิล์ด  เป็นแหล่งระคนทุกข์ประชาชนคนใช้ถนนเป็นอย่างเยอะ

IMG_201603168911

ยามเช้าก็ดูไหลดี  หน้าสยามเซ็นเตอร์เป็นส่วนแคบสุดของถนนพระรามที่๑  ก็ว่าได้  มีช่องทางจราจร  ๕  ช่อง  เดินรถทางเดียวแบบลักปิดลักเปิด  หมายถึง  แต่ก่อนก็เดินรถทางเดียวจากแยกราชประสงค์ ถึงแยกปทุมวัน  ๔  ช่องทางจราจร  ให้รถประจำทางสวนทางได้  ๑  ช่องทาง  จากแยกปทุมวันถึงแยกราชประสงค์  แต่พอมีห้างใหญ่โตเปิดดำเนินการ  ณ  โรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเน็นตัลเดิม  บัสเลนก็สลายกลายเป็นรถอะไรก็ได้แล่นผ่านช่องทางนี้ได้ยกเว้นรถรับจ้างที่ไม่มีผู้โดยสาร

IMG_2016031722673

ยามเช้าใกล้สถานีรถไฟฟ้าสยาม  เปิด  ๒  เลนจากแยกปทุมวัน

IMG_2016031749416

พอยามเย็นกลับเปิดเลนเดียว  กลัวชาวบ้านจะกลับบ้านไปดูละครทันกันหรือไง

IMG_201603168496

พอใกล้แยกเฉลิมเผ่า  ที่เป็นสามแยกหัวถนนอังรีดูนังต์ตัดถนนพระรามที่ ๑  ใกล้ทางออกห้างใหญ่  รถก็กลายสภาพเป็น  ๒  เลน

IMG_201603165363

ปากทางออกห้างใหญ่  ทางรถออกใหญ่ตามไปด้วย  น่าจะซัก  ๔  เลน  โปรดสังเกต  มีรถรับจ้างสามล้อจอดรอรับผู้โดยสารอยู่  แต่ตอนต้นที่บอกไปว่าเส้นทางนี้ห้ามรถรับจ้างที่ไม่มีผู้โดยสารเข้า  คัน  สองคันนี้  คงมาส่งผู้โดยสารแล้วรอรับกลับ  กระมัง  คุณจราจร

IMG_201603166822

อีกมุมหนึ่งของปากทางออกห้าง  ที่ใกล้กับแยกเฉลิมเผ่า  มองไปข้างหน้าคือถนนอังรีดูนังต์

IMG_201603163790

หน้าบ้านเจ้าพนักงานจราจรที่มีหน้าที่จัดการการจราจร  ก็แหง็ก  แต่ทางกลับกันโล่งครับ

IMG_201603163260

จากแยกเฉลิมเผ่าถึงแยกราชประสงค์  กลายเป็น  ๒  เลน  แต่ก็ติด แยกราชประสงค์นี้เลี้ยวขวาเพื่อระบายรถไปสวนลุมสาทรได้ตั้งแต่  ๑๓.๐๐-๒๒.๐๐ น.  แปลว่าตอนเย็นรถแน่นมาก

IMG_2016031656762

แยกราชประสงค์มองตรงไปเป็นเพลินจิต  เป็นทางขึ้นทางด่วนได้  ๑  ช่องทางจราจร  ติดทั้งไป  ทั้งกลับ

IMG_2016031654944

อีกส่วนหนึ่งที่สร้างปัญหาจราจรติดขัด  ห้างอยู่ด้านขวาหากขับรถเข้าเมืองตามกระแสจราจรหลัก(๔  เลน)ของสายพระรามที่  ๑  ในปัจจุบัน  การขับรถเข้าห้างต้องเลี้ยวขวา  ตัดรถทางตรงที่วิ่งออกจากเมืองจากแยกปทุมวันจะไปราชประสงค์  หากจะไม่ให้จราจรติดต้องเลี้ยวซ้ายเข้าห้างจากปทุมวัน(หรือเฉลิมเผ่า)วิ่งตามถนนพระรามที่ ๑  ก็มีเพียง  ๒  ช่องการจราจร  เมื่อคนมาเที่ยวห้างกันมาก  ๒  เลนจึงไม่พอ  หรือ  ๔  เลน  ซึ่งที่จริงคือ  ๑  เลน(เพราะอีก  ๓  เลนอยู่อีฟากของเสารถไฟฟ้า) นอกจากไม่พอแล้วยังตัดกระแสรถทางตรงที่วิ่งสวนมาด้วย  ย่านนี้รถจึงติดอย่างหนัก

IMG_2016031657838

แยกราชประสงค์มุ่งหน้าแยกประตูน้ำ  ปัญหาใหญ่อยู่ที่สะพานเฉลิมโลก  ๕๕  ที่เป็นคอขวด  วิ่งออก  ๓  เลน  วิ่งเข้า  ๒  เลน  เทียบกับหัวช้างหรือสะพานเฉลิมหล้า  ๕๖  ที่ปรับปรุงจนได้  ๘  เลน การจราจรไหลกว่าเยอะ

IMG_201603165221

คนนี้ก็ช่วยให้รถติดไม่แพ้การจัดการเดินรถที่ผิดทิศผิดทาง  เรียกเขาว่า  “อาสาจราจร”  นั่นเป็นวื่อที่เป็นทางการ  แต่แท้จริงแล้วเขาคือ  ผู้อำนวยการการเดินรถประจำห้าง  มีหน้าที่หลักคือห้ามรถบนถนนหลวงให้หยุดรอ  รถจากห้างได้ไปก่อน  ในภาพจะเห็นรถเมล์(สาย  ๑๖  ต้องเลี้ยวขวา)หยุดรอรถส่วนบุคคลออกจากห้าง  กลับบ้านไปดูละครได้ก่อนคนนั่งรถเมล์

IMG_201603167211

ทุกข์ของคนเมืองหลวงกรุงเทพ  เมืองฟ้าอมร  อยู่ที่รถติดนี่แหละ  ทำให้ไปไหนมาไหนไม่ได้ดังใจนึก  ทำให้ต้องสูญเสียโอกาสทางธุรกิจในการนัดติดต่องาน  ทำให้……

กรุงเทพใหญ่โตเกินไปสำหรับเมืองไทย  เป้นเมืองโตเดี่ยว  ที่สมควรต้องหยุดยั้งการโต  จนกระทั่ง วิลาศ  มณีวัต   สั่งหยุดกรุงเทพฯ ไว้ที  ผมจะลง ไว้เมื่อนานมาแล้ว

แต่เดี๋ยวนี้  กรุงเทพฯ  ไม่ต้องสั่งก็หยุด  ทุกเช้าทุกเย็นอยู่แล้ว

ของเพียงแค่

กดกริ่ง  ให้ตรงป้าย  พร้อมกล่าว

เปิดประตูหน่อยครับพี่  ผมจะลง

เดินกลับบ้าน

น่าจะไปดูละครหลังข่าวได้ทัน

 

cr: https://th.wikipedia.org/wiki/วิลาศ_มณีวัต

https://www.naiin.com/product/detail/85498/ช่วยหยุดกรุงเทพหน่อยเถอะ..ผมจะลง

 

การสูญเสียปัญญา

การสูญเสียปัญญา

Camera 360

ความเจริญด้วยปัญญาดีที่สุด  ความเสื่อมของปัญญาร้ายที่สุด

               เรื่องของความสูญเสียในแนวคิดของพระพุทธเจ้า  ท่านแบ่งการสูญเสียและการได้  มีทั้งภายในกับภายนอก  ภายนอกคือไม่ใช่ตัวเรา  ส่วนภายในหมายถึงตัวเราทั้งร่างกายและจิตใจ  มีพุทธพจน์ยืนยันชัดเจนว่า  การได้ที่ถือว่าประเสริฐที่สุด และการสูญเสียที่ร้ายแรงที่สุดนั้นคือ  การได้ทางนามธรรม  คือทางจิต  ซึ่งทางจิตนั้นมีคุณสมบัติหลายอย่าง และท่านถือว่าเป็นการได้ที่ดีที่สุด  ส่วนการสูญเสียที่ร้างแรงที่สุด  ที่จะนำมาเสนอในลักษณะคำต่อคำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“ความเสื่อมญาติมีประมาณน้อย

ความเสื่อมปัญญาร้ายแรงที่สุดกว่าความเสื่อมทั้งหลาย

ความเจริญด้วยญาติมีประมาณน้อย

ความเจริญด้วยปัญญาเลิศกว่าความเจริญทั้งหลาย

ความเสื่อมโภคะมีประมาณน้อย

ความเสื่อมปัญญาชั่วร้ายที่สุดกว่าความเสื่อมทั้งหลาย

ความเจริญด้วยโภคะมีประมาณน้อย

ความเจริญด้วยปัญญาเลิศกว่าความเจริญทั้งหลาย

ความเสื่อมยศมีประมาณน้อย

ความเสื่อมปัญญาชั่วร้ายที่สุดกว่าความเสื่อมทั้งหลาย

ความเจริญด้วยยศมีประมาณน้อย

ความเจริญด้วยปัญญาเลิศกว่าความเจิญทั้งหลาย

ฉะนั้น  เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า

เราทั้งหลายพึงเจริญโดยความเจริญด้วยปัญญา

          นี่เป็นพุทธพจน์ที่ตรัสชัดเจนถึงความเสื่อม  คือ  ญาติพี่น้องจะตายไปก็ดี  หรืออาจจะเป็นคนที่ไม่มีญาติ  ไร้ญาติขาดมิตรก็ตาม  ความเสื่อมโภคะ  หมายถึง  ทรัพย์สินเงินทอง  ทรัพย์ศฤงคารต่าง ๆ  ความเสื่อมยศ  คือคำสรรเสริญ  การยกย่องยศฐานันดรต่าง ๆ  ซึ่งล้วนแต่เป็นของนอกตัว  คำว่าของนอกตัว  คำว่าของนอกตัวจะมีชีวิตก็ตาม  ไม่มีชีวิตก็ตาม  ที่เรามี  เรารัก  เราอยากได้  ในที่นี้ท่านไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเสื่อม  แต่ถ้าสมมติว่าจะพึงเสื่อม  ขอได้โปรดเข้าใจว่า  ความเสื่อมจากสิ่งเหล่านี้เล็กน้อยมากไม่ใช่เรื่องใหญ่โต  ไม่ทำให้เราต้องเสียผู้เสียคน  แต่ความเสื่อมปัญญา  ความรู้  ความเฉลียวฉลาดนั้น  เป็นความเสื่อมที่ร้ายแรงที่สุด  คนที่ปัญญาเสื่อมจะมีตัว  “อภิชฌา”  เข้ามาแทนที่  เป็นความเสื่อมที่ชั่วร้าย  เราอาจจะพิจารณาว่าชั่วร้ายอย่างไร?

ในที่นี้ท่านไม่แบ่งประเภท  แบ่งเรื่อง  แบ่งทิศทางของปัญญาไว้  แต่เป็นการพูดรวม ๆมีความหมายครอบคลุมว่า  คนที่ไม่มีปัญญาคือคนหัวโง่  มีญาติก็รักษาญาติไว้ไม่อยู่  และไม่มีใครอยากเป็นญาติด้วย  เช่น  คนปัญญาอ่อน  ไม่มีใครเขาอยากเป็นญาติด้วย  ที่เขายังดูแลเลี้ยงดูอยู่นั้น  ในหมู่ของคนที่เขาพอจะมีคุณธรรมก็เป็นเรื่องของความสำนึกในทางคุณธรรมของญาติคนนั้น โดยมากเป็นญาติใกล้ชิด  ถ้าเป็นคนอื่นใครเขาก็ไม่อยากเป็นญาติด้วย  ไม่ว่าจะเป็นญาติสาโลหิตหรือญาติวิสาสะก็ตาม  หรือในกรณีที่คนเสื่อมปัญญาคือ  ไม่รู้จักสงเคราะห์ญาติ  เพราะขาดปัญญาในเรื่องของการรักษาญาติ  การไม่สงเคราะห์ญาติที่เรียกว่า  ไม่เอาพี่เอาน้อง  ก็เพราะเขาคิดว่าญาติพี่น้องเล่านี้จนกว่าเขา  บางทีก็ด้อยกว่าเขาด้วยเรื่องต่าง ๆ  บางครั้งก็กลัวจะมาอย่างโน้นอย่างนี้กับเขาก็เลยไม่เอาใคร  ที่น่าคิดหน่อยก็คือ  ครอบครัวหรือพี่น้องท้องเดียวกันในบางครอบครัวบางตระกูล  เขาก็รักพี่รักน้องช่วยเหลือกันดี  สังเกตได้อย่างหนึ่งว่า  พวกนี้จะอยู่รอดคือเอาตัวรอด  แต่ถ้าพี่น้องใดแม้ว่าจะเกิดในสกุลของคนร่ำรวยมีชื่อเสียง  แต่ไม่เอาพี่เอาน้องมักจะอยู่ลำบากและเจริญได้ยาก  แม้จะมีความสุข  มีหน้ามีตาเป็นที่ยอมรับของสังคม  เพราะเขามองด้วยความรู้สึกว่าคนอย่างนี้เป็นคนเหลาะแหละ  คบไม่ได้  ขนาดญาติยังไม่ช่วยเหลือยังไม่คบกัน  นับประสาอะไรจะมาจริงใจกับคนอื่น  บางคนก็คิดว่าใครที่ไม่ร่ำรวย  ไม่ใหญ่โต  ไม่มีชื่อเสียงเขาก็ไม่คบ  ถ้าคนอื่นเขารู้  เขาก็ระแวง  เพราะรู้ว่าคนแบบนี้ถ้าลองไม่ร่ำรวย  ไม่ใหญ่โต  หรือเมื่อเราจะไปพึ่งพาเขา  แล้วอาศัยช่วยไหว้วานจากเขาแล้ว  เขาก็คงไม่เอาด้วย  ทำให้ไม่มีใครอยากคบหา

 

คนไร้ปัญญามีทรัพย์ก็รักษาไม่ได้

การด้อยปัญญาในเรื่องธรรมหรือหลักของการประสานญาติอย่างหนึ่ง  และปัญญาในการแสวงหาโภคะที่พระพุทธเจ้าแสดงว่า  ตา  ๒  ข้าง  ตาข้างหนึ่งเป็นตาแสวงหาโภคะเพื่อดำรงชีพ  คนไม่มีปัญญาในเรื่องอย่างนี้ไม่สามารถจะแสวงหาสิ่งเหล่านี้ได้  หรือแม้จะได้ทรัพย์มรดกมา  คนที่ไม่มีปัญญาก็ไม่สามารถรักษาไว้ได้  สมมติว่าสกุลเศรษฐีคนหนึ่งมีลูกปัญญาอ่อน  รับรองว่าทรัพย์สินเหล่านั้นต้องสูญหมดไป  เท่าที่เคยเห็นมา  ขนาดไม่ถึงขั้นปัญญาอ่อน  เพียงแค่พิการขาดความสมประกอบแต่ยังพูดรู้เรื่องและช่วยเหลือตัวเองได้  พอพ่อแม่ตายได้ทำมรดกยกทรัพย์สินบ้านเรือนให้  ปรากฏว่าลูกคนนี้ถูกโกงจนหมดเกลี้ยง  หมดเนื้อหมดตัวต้องไปอาศัยวัดอยู่  อีกตัวอย่างหนึ่ง  มีครอบครัวหนึ่งมีลูก  ๒  คน  เป็นชาย  ๑  หญิง  ๑  พ่อแม่ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์  ลูกถูกโกงหมดตัว  นี่ไม่ใช่เขาโง่  แต่เป็นเพราะเขายังเล็กอยู่ยังไม่สามารถที่จะรักษาทรัพย์สินเอาไว้ได้

 

เพราะมีปัญญาคนใช้จึงกลายเป็นเศรษฐี

ฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงปัญญา  ใครเสื่อมปัญญามากเท่าไหร่ก็แปลว่าเสื่อมของอย่างอื่นมากเท่านั้น  การที่บุคคลเจริญด้วยปัญญาจึงนับว่าเป็นความเจริญอย่างเลิศกว่าความเจริญอย่างอื่น  คือถ้าจะให้เลือกว่าเราจะเจริญข้างนกกับเจริญปัญญา  เราควรเลือกปัญญาก่อน  เพราะปัญญานี่แหละเป็นตัวทำให้หมู่ญาติเจริญ  ทำให้โภคะเจริญ  ทำให้ยศเจริญ  ซึ่งเราได้เห็นมานักต่อนักแล้ว  เรื่องราวในคัมภีร์ทางศาสนาก็มี  เช่น  มีคนใช้ของเศรษฐีคนหนึ่งเดินทางไปกับเศรษฐี  เศรษฐีคนนี้ดูโหงวเฮ้งคนเก่ง  คือมีวิชาหมอดูก็ไปเจอหนูตายตัวหนึ่ง  จึงพูดเปรย ๆ กับคนใช้ว่า  หนูตายตัวเดียวสามารถที่จะทำให้คนที่มีปัญญานั้นเป็นเศรษฐีได้  พูดเท่านี้คนใช้ก็นึกออกเลยทีเดียวว่า  หนูตัวนี้ควรจะเก็บเอาไปทำอะไรต่อไป  ก็เอาไปขายให้คนเลี้ยงแมว  ซึ่งแม้จะมีมูลค่าเล็กน้อย  ก็เอาเงินที่ได้จาการขายหนูไปซื้อน้ำอ้อย  แล้วไปให้คนแบกอ้อย  แบกฟืน  เขาก็ให้ฟืนบ้าง  ให้เงินบ้างเป็นค่าตอบแทน  ตัวก็ไปต่อทุนกระทั่งสร้างฐานะร่ำรวย  ในที่สุดเศรษฐีนายเก่าเสียชีวิตไป  ก่อนตายได้ยกลูกสาวให้  ทำให้คนใช้นั้นกลายเป็นเศรษฐีไปในที่สุด  หรือเรื่องในประวัติศาสตร์ก็มี  คือเรื่อง  มะกะโท  ก็เป็นตัวอย่างหนหนึ่ง

ฉะนั้นคนที่มีปัญญาจึงถือว่าเป็นต้นทุนอย่างดีที่สุด  เราลองนึกให้เห็นชัด ๆ  ว่า  ถ้าใครคนหนึ่งเป็นคนที่มีมันสมองเป็นเลิศ  จะนึกถึงคนในบ้านเมืองเราก็ดี  คนที่เรารู้จักใกล้ชิด  หรือในระดับสูงก็ดี  คนอย่างนี้ไปอยู่ที่ไหนก็ได้  มีเสื่อผืนหมอนใบ  หรือเสื่อก็ไม่มีหมอนก็ไม่มี  ไปอยู่ที่ไหนรับรองว่าเขาเอาตัวรอดแน่  เพราะคนที่เขามีปัญญามาก ๆ นั้น  เราเองมีปัญญาน้อยกว่าเขาเราก็นึกชื่นชมว่า  เขามองสิ่งเหล่านั้นออกได้อย่างไร  เขาอ่านเรื่องนี้ออกได้อย่างไร  เขาคิดเรื่องนี้ออกได้อย่างไร  ความแยบยลต่าง ๆ  ก็จะเกอดขึ้นจากความมีปัญญานี้  เป็นความรวบยอดซึ่งตรงข้ามกับความโง่  มีพุทธพจน์ตรัสถึงคำว่าสนิม  สนิมนี้มีทั้งสนิมของชีวิต  สนิมของวัตถุสิ่งของ  แต่สิ่งที่เป็นสนิมของชีวิตที่ท่านถือว่ากัดกร่อนชีวิตเหมือนสนิมกินเหล็กให้ผุกร่อนไปอย่างร้ายแรง  ร้ายกาจที่สุดนั้นคือ  ความโง่

 

ความโง่คือมลทิน

ที่มีพุทธพจน์ตรัสว่า

           มนต์มีการไม่ท่องเป็นมลทิน  คือเป็นสนิม

เรือนมีความไม่หมั่นเป็นมลทิน  หมายถึงบ้านเรือนถ้าหากว่าเราไม่หมั่นทำความสะอาดก็มีมลทินบ้าน  ทำให้บ้านผุพังเร็ว

ความเกียจคร้านเป็นมลทินของผิวพรรณ  หมายถึงคนที่เอาใจใส่ร่างกาย  แต่งเนื้อแต่งตัวทำความสะอาดก็จะทำให้ผิวพรรณดี  ถ้าเป็นคนเกียจคร้านซึ่งถือว่าเป็นยอดของความเกียจคร้าน  กระทั่งตัวเองยังขี้เกียจและจะไปขยันเรื่องอื่นได้อย่างไร

ความประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา  จะรักษาอะไรก็ตามเถอะ  จะรักษาความปลอดภัย  รักษาที่ใดที่หนึ่งก็เหมือนกัน

ความประพฤติชั่วเป็นมลทินของหญิง  หมายถึงประพฤติชั่วที่เป็นคุณสมบัติที่หญิงไม่ควรกระทำ  ก็ทำลายหญิงคนนั้น

            ความตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้  หมายถึงคนตระหนี่เวลาจะให้แล้วก็จะกลายเป็นของที่มีอานุภาพน้อย  ได้บุญน้อยไปด้วย  หรืออาจจะไม่ให้ก็ได้

            อธรรมเป็นมลทินทั้งในโลกนี้และโลกหน้า  บาปจะทำลายคนนั้นอย่างมองไม่เห็นตัว  เป็นสนิมลึกลับที่ทำลายคนอย่างมองไม่ออก เว้นแต่คนที่เข้าใจธรรม  และสุดท้าย  เราจะบอกมลทินที่ยิ่งกว่านั้นคือ

            อวิชชา  เป็นมลทินอย่างยิ่ง  แปลว่า  ความไม่รู้หรือความโง่นั้น  เป็นเครื่องทำลายคนอย่างยอดเยี่ยม

อย่างร้ายกาจที่สุดยิ่งกว่าอย่างอื่น

 

บทบรรยายโดย  อ.สุเทพ  โพธิสัทธา

ถอดเทปโดย  คุณนพวรรณ  กุลจัทมาศ

ใน  ธรรมะเพื่อชีวิต  เล่มที่  ๘๖  ฉบับวันขึ้นปีใหม่  ๒๕๕๙

ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ : กี่สิบปีแล้วที่ไม่ได้แก้

ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ : กี่สิบปีแล้วที่ไม่ได้แก้

เมื่อปีพ.ศ.  ๒๕๓๗  สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)  ได้ออกสมุดปกขาวเรื่อง  ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ  มีทางแก้ไขหรือไม่  ซึ่งแน่นอนอย่างยิ่งที่ต้องเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านจราจร  เนื้อหาสาระทำให้เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า  เมื่อประมาณ  ๒๐  ปีก่อน(๒๕๕๘-๒๕๓๗=๒๑ ปี)

พื้นที่ในส่วนวงในถนรัชดาภิเษกซึ่งเป็นเขตธุรกิจ(Central Business Distric,CBD) มีสภาพการจราจรเคลื่อนที่ได้ประมาณ  ๘-๙  กิโลเมตรต่อชั่วโมงและเลวร้ายสุดในบางเวลาที่  ๒-๓  กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ส่วนพื้นที่ภายนอกวงแหวนเขตธุรกิจดังกล่าวมีสภาพการจราจรคล่องตัวกว่าเล็กน้อยที่  ๑๐-๑๕  กิโลเมตรต่อชั่วโมงและลดต่ำลงเหลือประมาณ  ๙  กิดลเมตรต่อชั่วโมงในบางเวลา

ความพยายามแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯมักจะมุ่งไปที่การสร้างถนนและสะพานข้ามทางแยกต่าง ๆ  เพื่อแก้ปัญหาจุดตัดจราจรบริเวณทางแยกทีต้องรอจังหวะสัณญาณไฟจราจรในการเคลื่อนที่ผ่าน

จำเนียรกาลผ่านมากว่า  ๒๐  ปี  นอกจากกรุงเทพฯเมืองฟ้าอมรจะมีสะพานลอยสู้ฟ้าข้ามแยกแล้ว  ยังจะมีอุโมงค์มุดดินลอดทางแยกอีกหลายแยก  แต่ปัญหาจราจรติดขัดก็ไม่ได้ลดน้อยไปกว่าอดีตกาลเลย

ในหนังสือปกขาวบอกวิธีในการแก้ปัญหาจราจรติดขัดอย่างประหยัดงบประมาณโดยการ  ปรับทิศทางการจราจรในโครงข่ายถนนที่จัด  เดินรถทางเดียว(one-way)   “...สำหรับระบบเดินรถทางซ้ายอย่างประเทศไทยนั้น  การเดินรถทางเดียวควรจะเป็นแบบตามเข็มนาฬิกา…  การทำได้เช่นนั้นแล้วจะช่วยลดจุดตัดการจราจรที่สี่แยกต่าง ๆ  หรือไม่  คงต้องพิจารณากันอย่างละเอียดถึง  ข้อดี  ข้อเสียของการจัดจราจร(เดินรถ)แบบต่าง ๆ กัน  ทั้งเดินสวนทาง(two-way) เดินทางเดียว(one-way)  หรือแบบผสมรวมเดินสวนทางกับเดินทางเดียว  ทั้งขับชิดซ้ายหรือชิดขวา  ทั้งกระแสจราจรในโครงข่ายถนนแบบ  “ตามเข็ม”(นาฬิกา)หรือ “ทวนข็ม”(นาฬิกา) ดังนี้

ถนน  ๒   ช่องทางจราจร  เดินรถสวนทางทั้ง  ๒  สาย

๑  ขับชิดขวา       เลี้ยวขวา              มีรถต้องรอ  ๑  จุด

trafset01

๒ ขับชิดซ้าย       เลี้ยวขวา              มีรถต้องรอ  ๓  จุด

trafset02

๓ ขับชิดขวา       เลี้ยวซ้าย              มีรถต้องรอ  ๓ จุด

trafset03

๔ ขับชิดซ้าย       เลี้ยวซ้าย              มีรถต้องรอ  ๑ จุด

trafset04

จาก ๑-๔ ได้ข้อสรุปว่า  การจราจรจะติดขัดน้อย  เมื่อเดินรถชิดซ้ายแล้วเลี้ยวซ้าย  หรือเดินรถชิดขวาแล้วเลี้ยวขวา (ข้อ ๑  และ ๔)  และการจราจรจะติดขัดมากเมื่อเดินรถชิดซ้ายแล้วต้องเลี้ยวขวา  หรือเดินรถชิดขวาแล้วต้องเลี้ยวซ้าย(ข้อ ๒  และ ๓)  ทั้งนี้เพราะมีจำนวนจุดรอรถเลี้ยวมากกว่า

-ถนน  ๒   ช่องทางจราจร  เดินรถสวนทาง ๑ สาย ตัดกับ เดินรถทางเดียว ๑ สาย

One-way เข้า Two-ways

๕  ขับชิดขวา      ทวนเข็ม                 มีรถต้องรอ  ๒  จุด

trafset05

๖ ขับชิดซ้าย        ทวนเข็ม                มีรถต้องรอ  ๑  จุด

trafset06

Two-ways เข้า One-way

๗ ขับชิดขวา       ทวนเข็ม                 มีรถต้องรอ  ๒ จุด

trafset07

๘ ขับชิดซ้าย       ทวนเข็ม                 มีรถต้องรอ  ๑ จุด

trafset08

จาก ๕-๘  ได้ข้อสรุปว่า  การจราจรจะติดขัดน้อยสำหรับการเดินรถชิดซ้ายเมื่อกระแสการจราจรไหลแบบ “ทวนเข็ม”(นาฬิกา)หรือไหลวนซ้าย(ข้อ ๖  และ ๘) ทั้งการเดินรถจากถนนเดินรถทางเดียว(One-way) เข้าสู่ถนนเดินรถสวนทาง(Two-ways)  และการเดินรถจากถนนเดินรถสวนทาง(Two-way)  เข้าสู่ถนนเดินรถทางเดียว(One-way)

One-way เข้า Two-ways

๙ ขับชิดขวา        ตามเข็ม                มีรถต้องรอ  ๑  จุด

trafset09

๑๐ ขับชิดซ้าย     ตามเข็ม                มีรถต้องรอ  ๒  จุด

trafset10

Two-ways เข้า One-way

๑๑ ขับชิดขวา     ตามเข็ม                มีรถต้องรอ  ๑ จุด

trafset11

๑๒ ขับชิดซ้าย    ตามเข็ม                มีรถต้องรอ  ๒ จุด

trafset12

จาก ๙-๑๒  ได้ข้อสรุปว่า  การจราจรจะติดขัดมากสำหรับการเดินรถชิดซ้ายเมื่อกระแสการจราจรไหลแบบ “ตามเข็ม”(นาฬิกา)หรือไหลวนขวา(ข้อ ๑๐ และ ๑๒)  เพราะมีจำนวนจุดรอรถเลี้ยวมากกว่าทั้งการเดินรถจากถนนเดินรถทางเดียว(One-way) เข้าสู่ถนนเดินรถสวนทาง(Two-ways)  และการเดินรถจากถนนเดินรถสวนทาง(Two-way)  เข้าสู่ถนนเดินรถทางเดียว(One-way)

-ถนน  ๒   ช่องทางจราจร  เดินรถทางเดียวทั้ง ๒ สาย

๑๓ เดินรถทางเดียวทั้งสองทิศทาง  ตามเข็มนาฬิกา

trafset13

๑๔ เดินรถทางเดียวทั้งสองทิศทาง  ทวนเข็มนาฬิกา

trafset14

จาก ๑๓  และ ๑๔  ได้ข้อสรุปว่า  การเดินรถทางเดียว(One-way) ทั้งสองเส้นทางที่ตัดกันเมื่อกระแสการไหลของการจราจร เป็นแบบ “ตามเข็ม”หรือ “ทวนเข็ม”(นาฬิกา)  มีผลเหมือนกัน  ดังนั้นในโครงข่ายระบบถนนเดินรถทางเดียวเต็มรูปแบบคือการเดินรถทางเดียวในถนนทั้ง  ๒  เส้นทางที่ตัดกัน  ไม่ว่าจะจัดให้กระแสการไหลของการจราจรเป็นแบบวนซ้าย(ทวนเข็มนาฬิกา)หรือแบบวนขวา(ตามเข็มนาฬิกา)จะไม่ทำให้การไหลของการจราจรช้าหรือเร็วกว่ากัน  เพราะมีจุดที่รอรถเลี้ยวเท่ากันทั้งสองแบบ

ส่วนการเดินรถทางเดียวที่ไม่เต็มรูปแบบ  คือการเดินรถทางเดียว ๑  เส้นทางและเดินรถสวนทาง  ๑  เส้นทางกรณีเดินรถแบบวนขวาหรือตามเข็มนาฬิกาจะมีจุดรอรถเลี้ยว  ๘  จุด

trafset15

เมื่อเดินรถแบบวนซ้ายหรือทวนเข็มนาฬิกาจะลดจำนวนจุดรอรถเลี้ยวได้เหลือเพียง ๔  จุด  หรือ  ๑  สี่แยก  รอ  ๑  จุด

trafset16

สภาพปัจจุบันพื้นที่(Block)ที่รองรับสี่แยกราชเทวีปทุมวัน-ราชประสงค์-ประตูน้ำ จัดการจราจรไม่เป็นไปตามรูปแบบที่กล่าวมาข้างต้น แต่โดยการพิจารณาทิศทางจราจรบนถนนเพชรบุรีกับถนนพระรามที่ ๑ พอจะอนุมานได้ว่ามีส่วนคล้ายกับการจัดเดินรถทางเดียวแบบวนขวาหรือตามเข็มนาฬิกาซึ่งมีข้อเสียคือ มีจุดตัด-จุดรอรถเลี้ยวมากกว่าการจัดเดินรถแบบวนซ้ายหรือทวนเข็มนาฬิกา  การจราจรในพื้นที่ดังกล่าวนี้จึงติดขัดแทบจะทั้งวัน

trafset19

 

จึงควรแก้ไข  โดยให้กลับทิศทางการจราจรบนถนนพระรามที่ ๑ กับถนนเพชรบุรี  ให้กระแสการไหลของการจราจรเป็นแบบทวนเข็มนาฬิกา  และปรับถนนราชปรารภให้เดินรถสวนทางกัน

trafset20

 

แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมของระบบถนนอันเป็นโครงข่ายการจราจรแล้วควรให้กลับทิศทางกระแสการเดินรถบนถนนคู่วันเวย์ระหว่างถนนเพชรบุรีกับถนนพระรามที่ ๑  ต่อเนื่องถึงถนนเพลินจิต-ถนนสุขุมวิท  โดย

ให้ถนนเพชรบุรีเดินรถทางเดียวจากแยกที่ตัดถนนอโศกมนตรี(สุขุมวิท ๒๑) จนถึงแยกที่ตัดถนนพระรามที่ ๖  หรือแยกอุรุพงษ์  และ

ให้เดินรถทางเดียวจากแยกกษัตริย์ศึกบนถนนพระรามที่ ๑ถนนเพลินจิตถนนสุขุมวิทจนถึงถนนอโศกมนตรี(สุขุมวิท ๒๑)   และ

เพื่อให้เกิดกระแสจราจรแบบทวนเข็มนาฬิกาอันมีเป้าประสงค์หลักคือ  การให้รถเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดหรือเพิ่มปริมาณการไหลการจราจร ลดจำนวนจุดรอรถเลี้ยว  จึง

ให้เดินรถทางเดียวในซอยนานาเหนือ (สุขุมวิท ๓)  จากถนนสุขุมวิทไปถนนเพชรบุรี  ในถนนวิทยุจากถนนเพชรบุรีถึงถนนสุขุมวิท  ในซอยชิดลมจากถนนสุขุมวิทถึงถนนเพชรบุรี

ส่วนรถที่จะใช้ทางด่วนขึ้นลงที่ด่านเพชรบุรีห้ามเลี้ยวขวาขึ้นหรือลง  ทั้งนี้เพื่อลดจุดตัดการจราจรอันเป็นตันเหตุให้จราจรติดขัด  และการจัดจราจรตามที่เสนอเป็นการจดจราจรเดินรถชิดซ้ายซึ่งถ้าให้กระแสการจราจรไหลแบบ “ทวนเข็ม”นาฬิกาจะลดจุดตัดการจราจรได้มากกว่าการจัดแบบ “ตามเข็ม” นาฬิกา

ไม่ทราบเหมือนกันว่า  ตลอดระยะเวลากว่า ๒๐ ปีที่สมุดปกขาวของ TDRI ออกเผยแพร่จะมีผู้เชื่อถือ  และยึดถือไปปฏิบัติมากน้อยเพียงใด  โดยเฉพาะผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ  แต่รูปธรรมที่ปรากฏทุกเช้า-สาย-บ่าย-เย็นบนถนน ณ ปัจจุบันสมัยและในอดีต  คงสะท้อนอะไรบางอย่างได้ว่า  ควรเชื่อ “ผู้เชี่ยวชาญ” ไปเสียทุกเรื่องหรือไม่  ผู้เชี่ยวชาญแทนที่จะนั่งนึก  นอนนึกว่าปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครมีหนทางแก้ไขหรือไม่  คงต้องถูกตั้งคำถามกลับไปว่า

ปัญหาจราจรในกรุเทพฯ กี่สิบปีแล้วที่ไม่ได้แก้หรือแก้กันอย่างผิด ผิด

Read the rest of this entry

บ้านทรุด : รอยร้าวบนผนัง ดัชนีบอกสุขภาพอาคาร

บ้านทรุด  :  รอยร้าวบนผนัง  ดัชนีบอกสุขภาพอาคาร

               เพราะ  บ้านคือวิมานของเรา  เราซื้อเราเช่าเราปลูกของเราตามใจ  บ้านร้าวทั้งหลังเราคงทุกข์ใจ  มันเป็นเพราะเหตุใด  ข่มตาหลับไม่ไหวนอนคิดไปตลอดคืน

               เพราะ  บ้านคือวิมานของคน  เจ้าของบ้านคือคนที่ทุกข์ทนก่อนใครเมื่อประสบกับรอยร้าวของบ้าน  บ้านยุคนี้มักจะสร้างกันด้วยปูนมากกว่าไม้  ด้วยเหตุที่ไม้หายาก  มีราคาแพง  และต้องการการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้ปลวกมารับประทานและอาศัยอยู่พร้อมกับคน  ด้วยเหตุนี้บ้านปูนที่หาได้ง่ายและต้องการการบำรุงรักษาที่ต่ำจึงมีอยู่มากในปัจจุบัน

               ปัญหาชวนปวดใจของเจ้าของบ้านปูนคือ  “บ้านร้าว”  อันเกิดจากโครงสร้างบ้านเสียหายจากการทรุดตัว  หรืออาจเกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน  รอยร้าวของบ้านปูนจะสังเกตุเห็นได้ง่ายสุดที่บริเวณ  “ผนัง”  เพราะเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของบ้าน  “ผนังปูน”  ของบ้านบอกสุขภาพของบ้านหลังนั้นได้  มาลันดูกอง  มาลองดูกันว่า  ผนังบ้านจะบอกอะไรท่านเจ้าของบ้านได้บ้าง

               แต่ก่อนอื่นใดเรา ๆ ท่าน ๆ  คงต้องทำความรู้จักกับ  “ปูน”  ที่ใช้ทำผนังกันเสียก่อน  ถ้าจะถามยายเมี้ยนข้างบ้านว่า  ปูนเป็นหยัง  คงได้คำตอบจากแกว่า  เป็นของเหลวเหนียวๆสีแดงเอาไว้ทาใบพลูห่อหมากแล้วเอาเข้าปากเคี้ยวหรือเอาลงครกตำ  ถูกของยายแก  แต่นั่นเป็น  “ปูนแดง”  ไว้กินกับหมาก  ส่วนปูนที่ใช้ทำผนังบ้านคือ  “ปูนซีเมนต์”  จัดเป็นสารเชื่อมประสานวัสดุก่อสร้างชนิดอื่นที่มักจะเป็นหินหรือทรายเข้าด้วยกัน

               “ปูนซีเมนต์”  เป็นวัสดุก่อสร้างที่มีลักษณะพิเศษคือ  เมื่อพบปะกับน้ำแล้วจะเกิดปฏิกิริยา  “ไฮเดรชั่น”  จากที่เป็นผงจะกลายร่างเป็นของเหลวข้น(phaste)  คล้ายยาสีฟัน  เมื่อทิ้งไว้ซักพักจะก่อตัว(setting)  และแข็งตัว (hardening)  กลายเป็น  “หินเทียม”  ในบัดดล  ดังนัน้เมื่อปูนซีเมนต์ไม่มาพบกับน้องน้ำก็จะไม่กลายเป็นสารเชื่อมประสานหรือสารซีเมนต์  แต่เมื่อพบกับน้ำจะก่อตัวและแข็งตัวในเวลาถัดมา  น้ำจึงมีส่วนสำคัญต่อการแข็งตัวของปูนซีเมนต์

               ปูนซีเมนต์ก็มีหลายประเภท  แบ่งหยาบ ๆตามหน้าที่เป็น  ประเภทสวยงามกับประเภทแบกหาม  ปูนซีเมนต์ประเภทสวยงามนี่แหละที่ใช้ทำผนัง  ชื่อทางการเรียกว่า  “ซิลิก้าซีเมนต์”  เป็นปูนซีเมนต์ที่ผสมทรายบดละเอียดมาก  เช่น  ปูนตรานกอินทรี  ตราเสือ  ตรางูเห่า  เป็นต้น  มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า  “ปูนผสม”  ปูนซีเมนต์ประเภทนี้เมื่อนำมาผสมกับทรายหยาบและน้ำจะกลายร่างเป็น  ”ปูนก่อ”  ใช้สำหรับเชื่อประสานวัสดุก่อเช่นอิฐมอญหรือคอนกรีตบล็อก(อิฐบล็อก)  ให้กลายเป็น  ”แผ่น”  ผนัง  และหากนำมาผสมกับทรายละเอียด  ปูนขาวหรือน้ำยาเคมีผสมปูนฉาบ  และใส่น้ำ  ก็จะกลายเป็น  “ปูนฉาบ”  ใช้แต่งแผ่นผนังอิฐมอญหรืออิฐบล็อกให้เรียบเนียนสวย

               ปัจจุบันมีการใช้อิฐมวลเบาหรืออิฐน้ำหนักเบา  แทนอิฐมอญหรืออิฐบล็อกในการทำผนัง  การเชื่อมต่อระหว่างก้อนอิฐมวลเบาให้กลายเป็นผนังผืนใหญ่ ๆ  จะใช้ปูนก่ออิฐมวลเบาเป็นการเฉพาะเช่นเดียวกับปูนฉาบ  ไม่ว่าจะเป็นอิฐมอญ  อิฐบล็อก  อิฐมวลเบา  ปูนก่อ  ปูนฉาบ  ต่าง ๆ  ที่ประกอบร่างกันกลายเป็นผนังปูนนี้ต่างถูกจัดเป็น  “วัสดุเปราะ (brittle materials)่”  ที่มีความอ่อนแอ(ไม่แข็งแรง)เมื่อถูกดึงหรือถูกดัด  ตรงนี้เป็นหลักการสำคัญในการวิเคราะห์  “สุขภาพ”  ของบ้านหรืออาคารปูนที่มีผนังปูนเป็นส่วนประกอบหลัก  หากพบรอยร้าวที่ผนังแสดงว่าจุดดังกล่าวอาจถูกดึงหรือถูกดัดอยู่อย่างแรงเกินที่ผนังจะรับได้

               ปูนซีเมนต์อีกประเภทเป็นปูนซีเมนต์ประเภทแบกหามหรือใช้รับกำลัง  ใช้รับน้ำหนักของตัวอาคารบ้านเรือน  ส่วนใหญ่ใช้ทำ  “โครงสร้าง”  เช่น  ฐานราก  เสาตอม่อ  คาน  เสา  บันได  เป็นต้น  ชื่ออันเป็นทางการของปูนประเภทนี้คือ  “ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์”  มีหลายยี้ห้อตามแต่ละบริษัทที่ผลิตเช่น  ปูนตราเพชร  ตราช้าง  ตราพญานาค  เป็นต้น  ก็ให้รู้จักกันเพียงคร่าว ๆ  เท่านี้สำหรับพวกชอบใช้กำลัง

               ย้อนกลับมาดูเรื่องผนัง  เมื่อมีการแตกร้าวจะบอกอะไรเรา

               ผนังจะร้าวได้เนื่องจากสาเหตุใหญ่  ๒  สาเหตุ  คือ ๑  การก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานตามหลักวิชา  ๒  โครงสร้างอาคารมีปัญหา

               การก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน  ทำให้มีโอกาสเกิดรอยร้าวบนผนังได้ดังนี้

  • รอยร้าวแตกลายงา มีขนาดความกว้างเล็กกว่า  ๐.๕  มิลลิเมตร  ยาวไม่เกินครึ่งเมตร  เกิดแนวร้าวสั้น ๆ  สะเปะสะปะ  เกิดจาดส่วนผสมปูนฉาบไม่ดี  บ่มผิวปูนฉาบไม่ดี  หรือผนังอาจรับแดดจนร้อนในเวลากลางวันและสัมผัสอากาศเย็นในเวลากลางคืน  ซ้ำ ๆ กันเป็นเวลานานจึงเกิดการหด-ขยายตัวไม่ทันจนเกิดรอยร้าว

crack1

  • รอยร้าวที่ขอบวงกบประตูหรือหน้าต่าง อาจมีขนาด  ๐.๕  มิลลิเมตรถึงหลายมิลลิเมตร  ความยาวอาจถึงครึ่งเมตร  เริ่มที่บริเวณมุมของวงกบประตูหรือกน้าต่างเป็นเส้นเฉียงปรัมาณ  ๔๕  องศา  เกิดจากขาดเอ็นคอนกรีตเสริมเหล็กรอบวงกบ

crack3

  • รอยร้าวจุดต่อผนัง เป็นรอยร้าวในแนวดิ่งที่จุดต่อผนังกับเสา  หรือในแนวราบที่จุดต่อผนังกับคาน  เกิดจากการไม่เสียบเหล็กหนวดกุ้ง (เหล็กเสริมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง  ๖  มิลลิเมตร)  ฝังในคานหรือเสาโผล่ยื่นออกมายึดผนังอิฐขณะก่ออิฐ  หรือหากมีเหล็กหนวดกุ้งก็อาจเป็นเพราะเหล็กหนวดกุ้งฝังในเสาหรือคานไม่แน่นพอ

crack4

  • รอยร้าวในแนวราบ อาจเกิดที่กึ่งกลางความสูงของผนัง  เป็นรอยร้าวแนวราบยาว  อาจเกิดจากโพรงบริเวณทับหลังในผนัง  หรือไม่มีเหล็กหนวดกุ้งยึดผนัง  ผนังเกิดการสั่นสะเทือนหรือขยับตัวจนเกิดรอยร้าวดังกล่าว

crack2

                 โครงสร้างที่มีปํญหาก่อให้เกิดรอยร้างบนผนังได้  การวิเคราะห์รอยร้าวตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ให้ผนังเชื่อมติดกับโครงสร้างอันได้แก่  เสาหรือคานอย่างแน่นหนา  และเมื่อโครงสร้างขยับตัวผนังจะขยับตัวเปลี่ยนรูปตามไปด้วย  เมื่อผนังเปลี่ยนรูปหรือบิดเบี้ยวมากก็จะมีรอยร้าวปรากฏ  จากเดิมที่ผนังเป็นสี่เหลี่ยมมุมฉากกลายเป็นสี่เหลี่ยมมุมโย้(สี่เหลี่ยมด้านขนาน)  จะมีเส้นทแยงมุมด้านหนึ่งของสี่เหลี่ยมยาวขึ้น  นั่นหมายถึงด้านนั้นจะเกิดแรงดึง  เมื่อผนังปูนซึ่งเป็นวัสดุเปราะรับแรงดึงไม่ได้จึงเกิดรอยร้าว(crack)ขึ้น

               โครงสร้างที่มีปัญหาที่ทำให้เกิดรอยร้าวบนผนังส่วนใหญ่เกิดจากการทรุดตัวของฐานรากอาคารที่ไม่เท่ากัน(differential settlement)  รอยร้าวของผนังปูนที่เกิดจากโครงสร้างมีปัญหามีดังนี้

  • รอยร้าวทแยงมุม เกิดเป็นแนวเอียงทแยงมุมประมาณ  ๔๕  องศา จากเพดานจรดพื้นหรือเสา  หากมีขนาดกว้างกว่า  ๑  มิลลิเมตรจะมีความยาวต่อเนื่องไม่ขาดตอน  อาจเกิดจากฐานรากหรือเสาที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นมีการทรุดตัว  ควรตรวจวัดขนาดและความยาวของรอยร้าวสม่ำเสมอทุกเดือน  หากมีเพิ่มแสดงว่าโครงสร้างทรุดตัวไม่หยุด  อาจเกิดอันตรายได้ต้องรีบแก้ไข

crack5

crack6

crack7

crack8

crack9

  • รอยร้าวในแนวดิ่ง เกิดเป็นแนวดิ่งบริเวณช่วงกลางผนังจากเพดานยาวลงมาหรือสูงขึ้นไปกว่าครึ่งความสูงผนัง  ขนาดความกว้างรอยร้าวแปรเปลี่ยนตามความยาว  ส่วนต้นกว้างมากกว่าส่วนปลายรอยร้าว  ส่วนใหญ่เกิดจากการแอ่นตัวของคานหรือพื้นที่รับผนังนั้น  รอยร้าวประเภทนี้บอกถึงความสามารถในการรับแรงดัดของพื้นหรือคานไม่เพียงพอ  ควรต้องเสริมความแข็งแรงของพื้นหรือคานนั้นต่อไป

crack10

crack11

                เพราะบ้านคือวิมานของเรา  ปัญหาชวนปวดใจจากบ้านร้าวจะคลายไป  หากเราท่านรู้วิธีตรวจรอยร้าวของบ้านปูนและวิเคราะห์หาสาเหตุการแตกร้าวเหล่านั้นได้  ร้าวแล้วจึงซ่อมได้ถูกจุดแห่งเหตุของการร้าวย่อมดีกว่า  ร้าวจนบ้านพัง  จนรอยร้าวจากบ้านลุกลามให้ต้อง

“ใจร้าวเพราะทุกข์ใจที่บ้านพัง”

Cr: วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์.  คู่มือเทคนิคการตรวจสอบอาคารเพื่อความปลอดภัย.

สี่แยกบ้านแขกต้องปรับการจราจร:วิธีแก้ปัญหาจราจรติดขัดอย่างง่าย

สี่แยกบ้านแขกต้องปรับการจราจร

ปัญหารถติดในเขตนครบาล คงไม่ต้องบอกว่าสาหัสขนาดไหน  โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนช่วงเช้าและช่วงเย็น  ต้นเหตุแห่งปัญหาที่นอกเหนือไปจากจำนวนยานพาหนะบนถนนมากล้นจนกลายเป็นปรากฏการณ์ “รถท่วม”  ในบางเวลาแทบจะทุกถนนแล้ว  สาเหตุรองลงมาคงจะเป็นวินัยจราจรของผู้ใช้รถที่มักชอบแซงคิวมาทีหลังตาอยากจะได้ไปก่อน  ไหลมาทางซ้ายพอถึงคอสะพานก็ปาดเข้าขวา  กลายเป็นจอมปาด  เป็นต้น

นอกเหนือไปจากสาเหตุสองประการข้างต้นแล้ว  การจัดการจราจรโดยเจ้าพนักงานจราจรในบางครั้ง  ในบางพื้นที่ก็ก่อให้เกิดปัญหาจราจรติดขัดได้เช่นกัน  สืบเนื่องจากปัญหาข้อแรกคือปริมาณรถที่มากจะไหลบ่าท่วมล้นผิวจราจรที่เปรียบคล้ายดั่ง  ”ลำทาง”  พารถไหลไปตามถนนหนทาง  เมื่อรถมากจนเกิดการท่วมล้นทางก็ปิดช่องทางเดินรถจนสิ้น  จนบางครั้งแค่รถที่ต้องการเลี้ยวซ้ายก็จะติดรถด้านหน้าที่ต้องการจะไปทางตรงหรือเลี้ยวขวาซึ่งกำลังติดสัญญาณไฟแดงอยู่ จึงไม่อาจเลี้ยวซ้ายได้โดยคล่อง   จากแยกหนึ่งจากสู่อีกแยกหนึ่ง  และหลาย ๆแยก  จะกลายเป็นรถติดสะสมตลอดถ้วนทั่วทุกพื้นที่  วิธีการแก้ปัญหาจราจรติดขัดอย่างง่ายสุดและเสียค่าใช้จ่ายน้อยสุดน่าจะเป็นการทะลุทะลวงลำทางให้รถเลี้ยวซ้ายได้ผ่านตลอด

bkktrfbaank2

กรณีตัวอย่างเช่นในถนนอิสรภาพ  จากแยกโพธิ์สามต้นมุ่งสู่สี่แยกบ้านแขก  ผ่านม.ราชภํฎธนบุรี  บิ๊กซี  มี  ๒ ช่องการจราจร  ถ้าสัญญาณไฟแดงที่สี่แยกบ้านแขกแล้วทั้ง ๒ ช่องการจราจร  รถที่จะเลี้ยวซ้ายไปสะพานพระปกเกล้าก็จะติดขัดไปด้วย  หากเจ้าพนักงานจราจรปรับการจราจรช่องซ้ายสุดของถนนอิสรภาพจากห้างบิ๊กซีถึงสี่แยกบ้านแขกให้มีการไหลของการจราจรตลอดเวลา  จะช่วยให้การจราจรช่วงหน้าราชภัฎฯถึงบิ๊กซีลดการติดขัดลงได้  การจะทำเช่นนี้ได้ต้องให้รถสาธารณะคือรถประจำทางรวมถึงรถสี่ล้อเล็ก(กะป๊อ) ที่มีเส้นทางตรงและเลี้ยวขวาที่สี่แยกบ้านแขกต้องมีที่หยุดเมื่อต้องติดสัญญาณไฟแดงหลังจอดรับส่งผู้โดยสารที่ป้ายบิ๊กซีที่ช่องทางจราจร(เลน)ขวา  เพื่อจะไม่กีดขวางถเลนซ้ายที่ต้องการเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดที่แยกบ้านแขก  จะทำเช่นนี้ได้ก็โดยการ  ตีเส้นเหลืองห้ามหยุดไว้ ณ จุดดังกล่าว หากรถอื่นที่ไม่ใช่รถประจำทางหยุดบริเวณที่ห้ามนี้ให้เปรีบยเทียบปรับ  และติดกล้องวงจรปิด (cctv) ที่สี่แยกบ้านแขกโดยหันกล้องไปทางบิ๊กซีเพื่อตรวจสอบรถที่อาจจะทำให้การจราจรช่องซ้ายสุดติดขัด  หากตรวจพบจากกล้องให้ออกหมายเรียกผู้ครอบครองหรือเจ้าของรถคันดังกล่าวเปรียบเทียบปรับข้อหา  ไม่ปฏิบัติตามป้ายเครื่องหมายจราจร  ง่าย ๆ  เท่านี้ จะช่วยให้การจราจรไหลลื่นได้แล้วไม่ใช่หรือ

ถามดัง ๆ ให้ถึงหู  สารวัตรจราจร  สน.บุบผาราม

เพื่อที่ชาวบ้านจะได้อิสรภาพในการเดินทางคืนมาได้สมกับที่เป็นชื่อถนน  “อิสรภาพ

%d bloggers like this: