ทุกข์ระทมคนเมือง

ยามเย็นหน้าสยามเซ็นเตอร์  ยาวไปจนถึง  เซ็นทรัลเวิล์ด  เป็นแหล่งระคนทุกข์ประชาชนคนใช้ถนนเป็นอย่างเยอะ

IMG_201603168911

ยามเช้าก็ดูไหลดี  หน้าสยามเซ็นเตอร์เป็นส่วนแคบสุดของถนนพระรามที่๑  ก็ว่าได้  มีช่องทางจราจร  ๕  ช่อง  เดินรถทางเดียวแบบลักปิดลักเปิด  หมายถึง  แต่ก่อนก็เดินรถทางเดียวจากแยกราชประสงค์ ถึงแยกปทุมวัน  ๔  ช่องทางจราจร  ให้รถประจำทางสวนทางได้  ๑  ช่องทาง  จากแยกปทุมวันถึงแยกราชประสงค์  แต่พอมีห้างใหญ่โตเปิดดำเนินการ  ณ  โรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเน็นตัลเดิม  บัสเลนก็สลายกลายเป็นรถอะไรก็ได้แล่นผ่านช่องทางนี้ได้ยกเว้นรถรับจ้างที่ไม่มีผู้โดยสาร

IMG_2016031722673

ยามเช้าใกล้สถานีรถไฟฟ้าสยาม  เปิด  ๒  เลนจากแยกปทุมวัน

IMG_2016031749416

พอยามเย็นกลับเปิดเลนเดียว  กลัวชาวบ้านจะกลับบ้านไปดูละครทันกันหรือไง

IMG_201603168496

พอใกล้แยกเฉลิมเผ่า  ที่เป็นสามแยกหัวถนนอังรีดูนังต์ตัดถนนพระรามที่ ๑  ใกล้ทางออกห้างใหญ่  รถก็กลายสภาพเป็น  ๒  เลน

IMG_201603165363

ปากทางออกห้างใหญ่  ทางรถออกใหญ่ตามไปด้วย  น่าจะซัก  ๔  เลน  โปรดสังเกต  มีรถรับจ้างสามล้อจอดรอรับผู้โดยสารอยู่  แต่ตอนต้นที่บอกไปว่าเส้นทางนี้ห้ามรถรับจ้างที่ไม่มีผู้โดยสารเข้า  คัน  สองคันนี้  คงมาส่งผู้โดยสารแล้วรอรับกลับ  กระมัง  คุณจราจร

IMG_201603166822

อีกมุมหนึ่งของปากทางออกห้าง  ที่ใกล้กับแยกเฉลิมเผ่า  มองไปข้างหน้าคือถนนอังรีดูนังต์

IMG_201603163790

หน้าบ้านเจ้าพนักงานจราจรที่มีหน้าที่จัดการการจราจร  ก็แหง็ก  แต่ทางกลับกันโล่งครับ

IMG_201603163260

จากแยกเฉลิมเผ่าถึงแยกราชประสงค์  กลายเป็น  ๒  เลน  แต่ก็ติด แยกราชประสงค์นี้เลี้ยวขวาเพื่อระบายรถไปสวนลุมสาทรได้ตั้งแต่  ๑๓.๐๐-๒๒.๐๐ น.  แปลว่าตอนเย็นรถแน่นมาก

IMG_2016031656762

แยกราชประสงค์มองตรงไปเป็นเพลินจิต  เป็นทางขึ้นทางด่วนได้  ๑  ช่องทางจราจร  ติดทั้งไป  ทั้งกลับ

IMG_2016031654944

อีกส่วนหนึ่งที่สร้างปัญหาจราจรติดขัด  ห้างอยู่ด้านขวาหากขับรถเข้าเมืองตามกระแสจราจรหลัก(๔  เลน)ของสายพระรามที่  ๑  ในปัจจุบัน  การขับรถเข้าห้างต้องเลี้ยวขวา  ตัดรถทางตรงที่วิ่งออกจากเมืองจากแยกปทุมวันจะไปราชประสงค์  หากจะไม่ให้จราจรติดต้องเลี้ยวซ้ายเข้าห้างจากปทุมวัน(หรือเฉลิมเผ่า)วิ่งตามถนนพระรามที่ ๑  ก็มีเพียง  ๒  ช่องการจราจร  เมื่อคนมาเที่ยวห้างกันมาก  ๒  เลนจึงไม่พอ  หรือ  ๔  เลน  ซึ่งที่จริงคือ  ๑  เลน(เพราะอีก  ๓  เลนอยู่อีฟากของเสารถไฟฟ้า) นอกจากไม่พอแล้วยังตัดกระแสรถทางตรงที่วิ่งสวนมาด้วย  ย่านนี้รถจึงติดอย่างหนัก

IMG_2016031657838

แยกราชประสงค์มุ่งหน้าแยกประตูน้ำ  ปัญหาใหญ่อยู่ที่สะพานเฉลิมโลก  ๕๕  ที่เป็นคอขวด  วิ่งออก  ๓  เลน  วิ่งเข้า  ๒  เลน  เทียบกับหัวช้างหรือสะพานเฉลิมหล้า  ๕๖  ที่ปรับปรุงจนได้  ๘  เลน การจราจรไหลกว่าเยอะ

IMG_201603165221

คนนี้ก็ช่วยให้รถติดไม่แพ้การจัดการเดินรถที่ผิดทิศผิดทาง  เรียกเขาว่า  “อาสาจราจร”  นั่นเป็นวื่อที่เป็นทางการ  แต่แท้จริงแล้วเขาคือ  ผู้อำนวยการการเดินรถประจำห้าง  มีหน้าที่หลักคือห้ามรถบนถนนหลวงให้หยุดรอ  รถจากห้างได้ไปก่อน  ในภาพจะเห็นรถเมล์(สาย  ๑๖  ต้องเลี้ยวขวา)หยุดรอรถส่วนบุคคลออกจากห้าง  กลับบ้านไปดูละครได้ก่อนคนนั่งรถเมล์

IMG_201603167211

ทุกข์ของคนเมืองหลวงกรุงเทพ  เมืองฟ้าอมร  อยู่ที่รถติดนี่แหละ  ทำให้ไปไหนมาไหนไม่ได้ดังใจนึก  ทำให้ต้องสูญเสียโอกาสทางธุรกิจในการนัดติดต่องาน  ทำให้……

กรุงเทพใหญ่โตเกินไปสำหรับเมืองไทย  เป้นเมืองโตเดี่ยว  ที่สมควรต้องหยุดยั้งการโต  จนกระทั่ง วิลาศ  มณีวัต   สั่งหยุดกรุงเทพฯ ไว้ที  ผมจะลง ไว้เมื่อนานมาแล้ว

แต่เดี๋ยวนี้  กรุงเทพฯ  ไม่ต้องสั่งก็หยุด  ทุกเช้าทุกเย็นอยู่แล้ว

ของเพียงแค่

กดกริ่ง  ให้ตรงป้าย  พร้อมกล่าว

เปิดประตูหน่อยครับพี่  ผมจะลง

เดินกลับบ้าน

น่าจะไปดูละครหลังข่าวได้ทัน

 

cr: https://th.wikipedia.org/wiki/วิลาศ_มณีวัต

https://www.naiin.com/product/detail/85498/ช่วยหยุดกรุงเทพหน่อยเถอะ..ผมจะลง

 

การสูญเสียปัญญา

การสูญเสียปัญญา

Camera 360

ความเจริญด้วยปัญญาดีที่สุด  ความเสื่อมของปัญญาร้ายที่สุด

               เรื่องของความสูญเสียในแนวคิดของพระพุทธเจ้า  ท่านแบ่งการสูญเสียและการได้  มีทั้งภายในกับภายนอก  ภายนอกคือไม่ใช่ตัวเรา  ส่วนภายในหมายถึงตัวเราทั้งร่างกายและจิตใจ  มีพุทธพจน์ยืนยันชัดเจนว่า  การได้ที่ถือว่าประเสริฐที่สุด และการสูญเสียที่ร้ายแรงที่สุดนั้นคือ  การได้ทางนามธรรม  คือทางจิต  ซึ่งทางจิตนั้นมีคุณสมบัติหลายอย่าง และท่านถือว่าเป็นการได้ที่ดีที่สุด  ส่วนการสูญเสียที่ร้างแรงที่สุด  ที่จะนำมาเสนอในลักษณะคำต่อคำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“ความเสื่อมญาติมีประมาณน้อย

ความเสื่อมปัญญาร้ายแรงที่สุดกว่าความเสื่อมทั้งหลาย

ความเจริญด้วยญาติมีประมาณน้อย

ความเจริญด้วยปัญญาเลิศกว่าความเจริญทั้งหลาย

ความเสื่อมโภคะมีประมาณน้อย

ความเสื่อมปัญญาชั่วร้ายที่สุดกว่าความเสื่อมทั้งหลาย

ความเจริญด้วยโภคะมีประมาณน้อย

ความเจริญด้วยปัญญาเลิศกว่าความเจริญทั้งหลาย

ความเสื่อมยศมีประมาณน้อย

ความเสื่อมปัญญาชั่วร้ายที่สุดกว่าความเสื่อมทั้งหลาย

ความเจริญด้วยยศมีประมาณน้อย

ความเจริญด้วยปัญญาเลิศกว่าความเจิญทั้งหลาย

ฉะนั้น  เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า

เราทั้งหลายพึงเจริญโดยความเจริญด้วยปัญญา

          นี่เป็นพุทธพจน์ที่ตรัสชัดเจนถึงความเสื่อม  คือ  ญาติพี่น้องจะตายไปก็ดี  หรืออาจจะเป็นคนที่ไม่มีญาติ  ไร้ญาติขาดมิตรก็ตาม  ความเสื่อมโภคะ  หมายถึง  ทรัพย์สินเงินทอง  ทรัพย์ศฤงคารต่าง ๆ  ความเสื่อมยศ  คือคำสรรเสริญ  การยกย่องยศฐานันดรต่าง ๆ  ซึ่งล้วนแต่เป็นของนอกตัว  คำว่าของนอกตัว  คำว่าของนอกตัวจะมีชีวิตก็ตาม  ไม่มีชีวิตก็ตาม  ที่เรามี  เรารัก  เราอยากได้  ในที่นี้ท่านไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเสื่อม  แต่ถ้าสมมติว่าจะพึงเสื่อม  ขอได้โปรดเข้าใจว่า  ความเสื่อมจากสิ่งเหล่านี้เล็กน้อยมากไม่ใช่เรื่องใหญ่โต  ไม่ทำให้เราต้องเสียผู้เสียคน  แต่ความเสื่อมปัญญา  ความรู้  ความเฉลียวฉลาดนั้น  เป็นความเสื่อมที่ร้ายแรงที่สุด  คนที่ปัญญาเสื่อมจะมีตัว  “อภิชฌา”  เข้ามาแทนที่  เป็นความเสื่อมที่ชั่วร้าย  เราอาจจะพิจารณาว่าชั่วร้ายอย่างไร?

ในที่นี้ท่านไม่แบ่งประเภท  แบ่งเรื่อง  แบ่งทิศทางของปัญญาไว้  แต่เป็นการพูดรวม ๆมีความหมายครอบคลุมว่า  คนที่ไม่มีปัญญาคือคนหัวโง่  มีญาติก็รักษาญาติไว้ไม่อยู่  และไม่มีใครอยากเป็นญาติด้วย  เช่น  คนปัญญาอ่อน  ไม่มีใครเขาอยากเป็นญาติด้วย  ที่เขายังดูแลเลี้ยงดูอยู่นั้น  ในหมู่ของคนที่เขาพอจะมีคุณธรรมก็เป็นเรื่องของความสำนึกในทางคุณธรรมของญาติคนนั้น โดยมากเป็นญาติใกล้ชิด  ถ้าเป็นคนอื่นใครเขาก็ไม่อยากเป็นญาติด้วย  ไม่ว่าจะเป็นญาติสาโลหิตหรือญาติวิสาสะก็ตาม  หรือในกรณีที่คนเสื่อมปัญญาคือ  ไม่รู้จักสงเคราะห์ญาติ  เพราะขาดปัญญาในเรื่องของการรักษาญาติ  การไม่สงเคราะห์ญาติที่เรียกว่า  ไม่เอาพี่เอาน้อง  ก็เพราะเขาคิดว่าญาติพี่น้องเล่านี้จนกว่าเขา  บางทีก็ด้อยกว่าเขาด้วยเรื่องต่าง ๆ  บางครั้งก็กลัวจะมาอย่างโน้นอย่างนี้กับเขาก็เลยไม่เอาใคร  ที่น่าคิดหน่อยก็คือ  ครอบครัวหรือพี่น้องท้องเดียวกันในบางครอบครัวบางตระกูล  เขาก็รักพี่รักน้องช่วยเหลือกันดี  สังเกตได้อย่างหนึ่งว่า  พวกนี้จะอยู่รอดคือเอาตัวรอด  แต่ถ้าพี่น้องใดแม้ว่าจะเกิดในสกุลของคนร่ำรวยมีชื่อเสียง  แต่ไม่เอาพี่เอาน้องมักจะอยู่ลำบากและเจริญได้ยาก  แม้จะมีความสุข  มีหน้ามีตาเป็นที่ยอมรับของสังคม  เพราะเขามองด้วยความรู้สึกว่าคนอย่างนี้เป็นคนเหลาะแหละ  คบไม่ได้  ขนาดญาติยังไม่ช่วยเหลือยังไม่คบกัน  นับประสาอะไรจะมาจริงใจกับคนอื่น  บางคนก็คิดว่าใครที่ไม่ร่ำรวย  ไม่ใหญ่โต  ไม่มีชื่อเสียงเขาก็ไม่คบ  ถ้าคนอื่นเขารู้  เขาก็ระแวง  เพราะรู้ว่าคนแบบนี้ถ้าลองไม่ร่ำรวย  ไม่ใหญ่โต  หรือเมื่อเราจะไปพึ่งพาเขา  แล้วอาศัยช่วยไหว้วานจากเขาแล้ว  เขาก็คงไม่เอาด้วย  ทำให้ไม่มีใครอยากคบหา

 

คนไร้ปัญญามีทรัพย์ก็รักษาไม่ได้

การด้อยปัญญาในเรื่องธรรมหรือหลักของการประสานญาติอย่างหนึ่ง  และปัญญาในการแสวงหาโภคะที่พระพุทธเจ้าแสดงว่า  ตา  ๒  ข้าง  ตาข้างหนึ่งเป็นตาแสวงหาโภคะเพื่อดำรงชีพ  คนไม่มีปัญญาในเรื่องอย่างนี้ไม่สามารถจะแสวงหาสิ่งเหล่านี้ได้  หรือแม้จะได้ทรัพย์มรดกมา  คนที่ไม่มีปัญญาก็ไม่สามารถรักษาไว้ได้  สมมติว่าสกุลเศรษฐีคนหนึ่งมีลูกปัญญาอ่อน  รับรองว่าทรัพย์สินเหล่านั้นต้องสูญหมดไป  เท่าที่เคยเห็นมา  ขนาดไม่ถึงขั้นปัญญาอ่อน  เพียงแค่พิการขาดความสมประกอบแต่ยังพูดรู้เรื่องและช่วยเหลือตัวเองได้  พอพ่อแม่ตายได้ทำมรดกยกทรัพย์สินบ้านเรือนให้  ปรากฏว่าลูกคนนี้ถูกโกงจนหมดเกลี้ยง  หมดเนื้อหมดตัวต้องไปอาศัยวัดอยู่  อีกตัวอย่างหนึ่ง  มีครอบครัวหนึ่งมีลูก  ๒  คน  เป็นชาย  ๑  หญิง  ๑  พ่อแม่ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์  ลูกถูกโกงหมดตัว  นี่ไม่ใช่เขาโง่  แต่เป็นเพราะเขายังเล็กอยู่ยังไม่สามารถที่จะรักษาทรัพย์สินเอาไว้ได้

 

เพราะมีปัญญาคนใช้จึงกลายเป็นเศรษฐี

ฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงปัญญา  ใครเสื่อมปัญญามากเท่าไหร่ก็แปลว่าเสื่อมของอย่างอื่นมากเท่านั้น  การที่บุคคลเจริญด้วยปัญญาจึงนับว่าเป็นความเจริญอย่างเลิศกว่าความเจริญอย่างอื่น  คือถ้าจะให้เลือกว่าเราจะเจริญข้างนกกับเจริญปัญญา  เราควรเลือกปัญญาก่อน  เพราะปัญญานี่แหละเป็นตัวทำให้หมู่ญาติเจริญ  ทำให้โภคะเจริญ  ทำให้ยศเจริญ  ซึ่งเราได้เห็นมานักต่อนักแล้ว  เรื่องราวในคัมภีร์ทางศาสนาก็มี  เช่น  มีคนใช้ของเศรษฐีคนหนึ่งเดินทางไปกับเศรษฐี  เศรษฐีคนนี้ดูโหงวเฮ้งคนเก่ง  คือมีวิชาหมอดูก็ไปเจอหนูตายตัวหนึ่ง  จึงพูดเปรย ๆ กับคนใช้ว่า  หนูตายตัวเดียวสามารถที่จะทำให้คนที่มีปัญญานั้นเป็นเศรษฐีได้  พูดเท่านี้คนใช้ก็นึกออกเลยทีเดียวว่า  หนูตัวนี้ควรจะเก็บเอาไปทำอะไรต่อไป  ก็เอาไปขายให้คนเลี้ยงแมว  ซึ่งแม้จะมีมูลค่าเล็กน้อย  ก็เอาเงินที่ได้จาการขายหนูไปซื้อน้ำอ้อย  แล้วไปให้คนแบกอ้อย  แบกฟืน  เขาก็ให้ฟืนบ้าง  ให้เงินบ้างเป็นค่าตอบแทน  ตัวก็ไปต่อทุนกระทั่งสร้างฐานะร่ำรวย  ในที่สุดเศรษฐีนายเก่าเสียชีวิตไป  ก่อนตายได้ยกลูกสาวให้  ทำให้คนใช้นั้นกลายเป็นเศรษฐีไปในที่สุด  หรือเรื่องในประวัติศาสตร์ก็มี  คือเรื่อง  มะกะโท  ก็เป็นตัวอย่างหนหนึ่ง

ฉะนั้นคนที่มีปัญญาจึงถือว่าเป็นต้นทุนอย่างดีที่สุด  เราลองนึกให้เห็นชัด ๆ  ว่า  ถ้าใครคนหนึ่งเป็นคนที่มีมันสมองเป็นเลิศ  จะนึกถึงคนในบ้านเมืองเราก็ดี  คนที่เรารู้จักใกล้ชิด  หรือในระดับสูงก็ดี  คนอย่างนี้ไปอยู่ที่ไหนก็ได้  มีเสื่อผืนหมอนใบ  หรือเสื่อก็ไม่มีหมอนก็ไม่มี  ไปอยู่ที่ไหนรับรองว่าเขาเอาตัวรอดแน่  เพราะคนที่เขามีปัญญามาก ๆ นั้น  เราเองมีปัญญาน้อยกว่าเขาเราก็นึกชื่นชมว่า  เขามองสิ่งเหล่านั้นออกได้อย่างไร  เขาอ่านเรื่องนี้ออกได้อย่างไร  เขาคิดเรื่องนี้ออกได้อย่างไร  ความแยบยลต่าง ๆ  ก็จะเกอดขึ้นจากความมีปัญญานี้  เป็นความรวบยอดซึ่งตรงข้ามกับความโง่  มีพุทธพจน์ตรัสถึงคำว่าสนิม  สนิมนี้มีทั้งสนิมของชีวิต  สนิมของวัตถุสิ่งของ  แต่สิ่งที่เป็นสนิมของชีวิตที่ท่านถือว่ากัดกร่อนชีวิตเหมือนสนิมกินเหล็กให้ผุกร่อนไปอย่างร้ายแรง  ร้ายกาจที่สุดนั้นคือ  ความโง่

 

ความโง่คือมลทิน

ที่มีพุทธพจน์ตรัสว่า

           มนต์มีการไม่ท่องเป็นมลทิน  คือเป็นสนิม

เรือนมีความไม่หมั่นเป็นมลทิน  หมายถึงบ้านเรือนถ้าหากว่าเราไม่หมั่นทำความสะอาดก็มีมลทินบ้าน  ทำให้บ้านผุพังเร็ว

ความเกียจคร้านเป็นมลทินของผิวพรรณ  หมายถึงคนที่เอาใจใส่ร่างกาย  แต่งเนื้อแต่งตัวทำความสะอาดก็จะทำให้ผิวพรรณดี  ถ้าเป็นคนเกียจคร้านซึ่งถือว่าเป็นยอดของความเกียจคร้าน  กระทั่งตัวเองยังขี้เกียจและจะไปขยันเรื่องอื่นได้อย่างไร

ความประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา  จะรักษาอะไรก็ตามเถอะ  จะรักษาความปลอดภัย  รักษาที่ใดที่หนึ่งก็เหมือนกัน

ความประพฤติชั่วเป็นมลทินของหญิง  หมายถึงประพฤติชั่วที่เป็นคุณสมบัติที่หญิงไม่ควรกระทำ  ก็ทำลายหญิงคนนั้น

            ความตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้  หมายถึงคนตระหนี่เวลาจะให้แล้วก็จะกลายเป็นของที่มีอานุภาพน้อย  ได้บุญน้อยไปด้วย  หรืออาจจะไม่ให้ก็ได้

            อธรรมเป็นมลทินทั้งในโลกนี้และโลกหน้า  บาปจะทำลายคนนั้นอย่างมองไม่เห็นตัว  เป็นสนิมลึกลับที่ทำลายคนอย่างมองไม่ออก เว้นแต่คนที่เข้าใจธรรม  และสุดท้าย  เราจะบอกมลทินที่ยิ่งกว่านั้นคือ

            อวิชชา  เป็นมลทินอย่างยิ่ง  แปลว่า  ความไม่รู้หรือความโง่นั้น  เป็นเครื่องทำลายคนอย่างยอดเยี่ยม

อย่างร้ายกาจที่สุดยิ่งกว่าอย่างอื่น

 

บทบรรยายโดย  อ.สุเทพ  โพธิสัทธา

ถอดเทปโดย  คุณนพวรรณ  กุลจัทมาศ

ใน  ธรรมะเพื่อชีวิต  เล่มที่  ๘๖  ฉบับวันขึ้นปีใหม่  ๒๕๕๙

ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ : กี่สิบปีแล้วที่ไม่ได้แก้

ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ : กี่สิบปีแล้วที่ไม่ได้แก้

เมื่อปีพ.ศ.  ๒๕๓๗  สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)  ได้ออกสมุดปกขาวเรื่อง  ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ  มีทางแก้ไขหรือไม่  ซึ่งแน่นอนอย่างยิ่งที่ต้องเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านจราจร  เนื้อหาสาระทำให้เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า  เมื่อประมาณ  ๒๐  ปีก่อน(๒๕๕๘-๒๕๓๗=๒๑ ปี)

พื้นที่ในส่วนวงในถนรัชดาภิเษกซึ่งเป็นเขตธุรกิจ(Central Business Distric,CBD) มีสภาพการจราจรเคลื่อนที่ได้ประมาณ  ๘-๙  กิโลเมตรต่อชั่วโมงและเลวร้ายสุดในบางเวลาที่  ๒-๓  กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ส่วนพื้นที่ภายนอกวงแหวนเขตธุรกิจดังกล่าวมีสภาพการจราจรคล่องตัวกว่าเล็กน้อยที่  ๑๐-๑๕  กิโลเมตรต่อชั่วโมงและลดต่ำลงเหลือประมาณ  ๙  กิดลเมตรต่อชั่วโมงในบางเวลา

ความพยายามแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯมักจะมุ่งไปที่การสร้างถนนและสะพานข้ามทางแยกต่าง ๆ  เพื่อแก้ปัญหาจุดตัดจราจรบริเวณทางแยกทีต้องรอจังหวะสัณญาณไฟจราจรในการเคลื่อนที่ผ่าน

จำเนียรกาลผ่านมากว่า  ๒๐  ปี  นอกจากกรุงเทพฯเมืองฟ้าอมรจะมีสะพานลอยสู้ฟ้าข้ามแยกแล้ว  ยังจะมีอุโมงค์มุดดินลอดทางแยกอีกหลายแยก  แต่ปัญหาจราจรติดขัดก็ไม่ได้ลดน้อยไปกว่าอดีตกาลเลย

ในหนังสือปกขาวบอกวิธีในการแก้ปัญหาจราจรติดขัดอย่างประหยัดงบประมาณโดยการ  ปรับทิศทางการจราจรในโครงข่ายถนนที่จัด  เดินรถทางเดียว(one-way)   “...สำหรับระบบเดินรถทางซ้ายอย่างประเทศไทยนั้น  การเดินรถทางเดียวควรจะเป็นแบบตามเข็มนาฬิกา…  การทำได้เช่นนั้นแล้วจะช่วยลดจุดตัดการจราจรที่สี่แยกต่าง ๆ  หรือไม่  คงต้องพิจารณากันอย่างละเอียดถึง  ข้อดี  ข้อเสียของการจัดจราจร(เดินรถ)แบบต่าง ๆ กัน  ทั้งเดินสวนทาง(two-way) เดินทางเดียว(one-way)  หรือแบบผสมรวมเดินสวนทางกับเดินทางเดียว  ทั้งขับชิดซ้ายหรือชิดขวา  ทั้งกระแสจราจรในโครงข่ายถนนแบบ  “ตามเข็ม”(นาฬิกา)หรือ “ทวนข็ม”(นาฬิกา) ดังนี้

ถนน  ๒   ช่องทางจราจร  เดินรถสวนทางทั้ง  ๒  สาย

๑  ขับชิดขวา       เลี้ยวขวา              มีรถต้องรอ  ๑  จุด

trafset01

๒ ขับชิดซ้าย       เลี้ยวขวา              มีรถต้องรอ  ๓  จุด

trafset02

๓ ขับชิดขวา       เลี้ยวซ้าย              มีรถต้องรอ  ๓ จุด

trafset03

๔ ขับชิดซ้าย       เลี้ยวซ้าย              มีรถต้องรอ  ๑ จุด

trafset04

จาก ๑-๔ ได้ข้อสรุปว่า  การจราจรจะติดขัดน้อย  เมื่อเดินรถชิดซ้ายแล้วเลี้ยวซ้าย  หรือเดินรถชิดขวาแล้วเลี้ยวขวา (ข้อ ๑  และ ๔)  และการจราจรจะติดขัดมากเมื่อเดินรถชิดซ้ายแล้วต้องเลี้ยวขวา  หรือเดินรถชิดขวาแล้วต้องเลี้ยวซ้าย(ข้อ ๒  และ ๓)  ทั้งนี้เพราะมีจำนวนจุดรอรถเลี้ยวมากกว่า

-ถนน  ๒   ช่องทางจราจร  เดินรถสวนทาง ๑ สาย ตัดกับ เดินรถทางเดียว ๑ สาย

One-way เข้า Two-ways

๕  ขับชิดขวา      ทวนเข็ม                 มีรถต้องรอ  ๒  จุด

trafset05

๖ ขับชิดซ้าย        ทวนเข็ม                มีรถต้องรอ  ๑  จุด

trafset06

Two-ways เข้า One-way

๗ ขับชิดขวา       ทวนเข็ม                 มีรถต้องรอ  ๒ จุด

trafset07

๘ ขับชิดซ้าย       ทวนเข็ม                 มีรถต้องรอ  ๑ จุด

trafset08

จาก ๕-๘  ได้ข้อสรุปว่า  การจราจรจะติดขัดน้อยสำหรับการเดินรถชิดซ้ายเมื่อกระแสการจราจรไหลแบบ “ทวนเข็ม”(นาฬิกา)หรือไหลวนซ้าย(ข้อ ๖  และ ๘) ทั้งการเดินรถจากถนนเดินรถทางเดียว(One-way) เข้าสู่ถนนเดินรถสวนทาง(Two-ways)  และการเดินรถจากถนนเดินรถสวนทาง(Two-way)  เข้าสู่ถนนเดินรถทางเดียว(One-way)

One-way เข้า Two-ways

๙ ขับชิดขวา        ตามเข็ม                มีรถต้องรอ  ๑  จุด

trafset09

๑๐ ขับชิดซ้าย     ตามเข็ม                มีรถต้องรอ  ๒  จุด

trafset10

Two-ways เข้า One-way

๑๑ ขับชิดขวา     ตามเข็ม                มีรถต้องรอ  ๑ จุด

trafset11

๑๒ ขับชิดซ้าย    ตามเข็ม                มีรถต้องรอ  ๒ จุด

trafset12

จาก ๙-๑๒  ได้ข้อสรุปว่า  การจราจรจะติดขัดมากสำหรับการเดินรถชิดซ้ายเมื่อกระแสการจราจรไหลแบบ “ตามเข็ม”(นาฬิกา)หรือไหลวนขวา(ข้อ ๑๐ และ ๑๒)  เพราะมีจำนวนจุดรอรถเลี้ยวมากกว่าทั้งการเดินรถจากถนนเดินรถทางเดียว(One-way) เข้าสู่ถนนเดินรถสวนทาง(Two-ways)  และการเดินรถจากถนนเดินรถสวนทาง(Two-way)  เข้าสู่ถนนเดินรถทางเดียว(One-way)

-ถนน  ๒   ช่องทางจราจร  เดินรถทางเดียวทั้ง ๒ สาย

๑๓ เดินรถทางเดียวทั้งสองทิศทาง  ตามเข็มนาฬิกา

trafset13

๑๔ เดินรถทางเดียวทั้งสองทิศทาง  ทวนเข็มนาฬิกา

trafset14

จาก ๑๓  และ ๑๔  ได้ข้อสรุปว่า  การเดินรถทางเดียว(One-way) ทั้งสองเส้นทางที่ตัดกันเมื่อกระแสการไหลของการจราจร เป็นแบบ “ตามเข็ม”หรือ “ทวนเข็ม”(นาฬิกา)  มีผลเหมือนกัน  ดังนั้นในโครงข่ายระบบถนนเดินรถทางเดียวเต็มรูปแบบคือการเดินรถทางเดียวในถนนทั้ง  ๒  เส้นทางที่ตัดกัน  ไม่ว่าจะจัดให้กระแสการไหลของการจราจรเป็นแบบวนซ้าย(ทวนเข็มนาฬิกา)หรือแบบวนขวา(ตามเข็มนาฬิกา)จะไม่ทำให้การไหลของการจราจรช้าหรือเร็วกว่ากัน  เพราะมีจุดที่รอรถเลี้ยวเท่ากันทั้งสองแบบ

ส่วนการเดินรถทางเดียวที่ไม่เต็มรูปแบบ  คือการเดินรถทางเดียว ๑  เส้นทางและเดินรถสวนทาง  ๑  เส้นทางกรณีเดินรถแบบวนขวาหรือตามเข็มนาฬิกาจะมีจุดรอรถเลี้ยว  ๘  จุด

trafset15

เมื่อเดินรถแบบวนซ้ายหรือทวนเข็มนาฬิกาจะลดจำนวนจุดรอรถเลี้ยวได้เหลือเพียง ๔  จุด  หรือ  ๑  สี่แยก  รอ  ๑  จุด

trafset16

สภาพปัจจุบันพื้นที่(Block)ที่รองรับสี่แยกราชเทวีปทุมวัน-ราชประสงค์-ประตูน้ำ จัดการจราจรไม่เป็นไปตามรูปแบบที่กล่าวมาข้างต้น แต่โดยการพิจารณาทิศทางจราจรบนถนนเพชรบุรีกับถนนพระรามที่ ๑ พอจะอนุมานได้ว่ามีส่วนคล้ายกับการจัดเดินรถทางเดียวแบบวนขวาหรือตามเข็มนาฬิกาซึ่งมีข้อเสียคือ มีจุดตัด-จุดรอรถเลี้ยวมากกว่าการจัดเดินรถแบบวนซ้ายหรือทวนเข็มนาฬิกา  การจราจรในพื้นที่ดังกล่าวนี้จึงติดขัดแทบจะทั้งวัน

trafset19

 

จึงควรแก้ไข  โดยให้กลับทิศทางการจราจรบนถนนพระรามที่ ๑ กับถนนเพชรบุรี  ให้กระแสการไหลของการจราจรเป็นแบบทวนเข็มนาฬิกา  และปรับถนนราชปรารภให้เดินรถสวนทางกัน

trafset20

 

แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมของระบบถนนอันเป็นโครงข่ายการจราจรแล้วควรให้กลับทิศทางกระแสการเดินรถบนถนนคู่วันเวย์ระหว่างถนนเพชรบุรีกับถนนพระรามที่ ๑  ต่อเนื่องถึงถนนเพลินจิต-ถนนสุขุมวิท  โดย

ให้ถนนเพชรบุรีเดินรถทางเดียวจากแยกที่ตัดถนนอโศกมนตรี(สุขุมวิท ๒๑) จนถึงแยกที่ตัดถนนพระรามที่ ๖  หรือแยกอุรุพงษ์  และ

ให้เดินรถทางเดียวจากแยกกษัตริย์ศึกบนถนนพระรามที่ ๑ถนนเพลินจิตถนนสุขุมวิทจนถึงถนนอโศกมนตรี(สุขุมวิท ๒๑)   และ

เพื่อให้เกิดกระแสจราจรแบบทวนเข็มนาฬิกาอันมีเป้าประสงค์หลักคือ  การให้รถเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดหรือเพิ่มปริมาณการไหลการจราจร ลดจำนวนจุดรอรถเลี้ยว  จึง

ให้เดินรถทางเดียวในซอยนานาเหนือ (สุขุมวิท ๓)  จากถนนสุขุมวิทไปถนนเพชรบุรี  ในถนนวิทยุจากถนนเพชรบุรีถึงถนนสุขุมวิท  ในซอยชิดลมจากถนนสุขุมวิทถึงถนนเพชรบุรี

ส่วนรถที่จะใช้ทางด่วนขึ้นลงที่ด่านเพชรบุรีห้ามเลี้ยวขวาขึ้นหรือลง  ทั้งนี้เพื่อลดจุดตัดการจราจรอันเป็นตันเหตุให้จราจรติดขัด  และการจัดจราจรตามที่เสนอเป็นการจดจราจรเดินรถชิดซ้ายซึ่งถ้าให้กระแสการจราจรไหลแบบ “ทวนเข็ม”นาฬิกาจะลดจุดตัดการจราจรได้มากกว่าการจัดแบบ “ตามเข็ม” นาฬิกา

ไม่ทราบเหมือนกันว่า  ตลอดระยะเวลากว่า ๒๐ ปีที่สมุดปกขาวของ TDRI ออกเผยแพร่จะมีผู้เชื่อถือ  และยึดถือไปปฏิบัติมากน้อยเพียงใด  โดยเฉพาะผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ  แต่รูปธรรมที่ปรากฏทุกเช้า-สาย-บ่าย-เย็นบนถนน ณ ปัจจุบันสมัยและในอดีต  คงสะท้อนอะไรบางอย่างได้ว่า  ควรเชื่อ “ผู้เชี่ยวชาญ” ไปเสียทุกเรื่องหรือไม่  ผู้เชี่ยวชาญแทนที่จะนั่งนึก  นอนนึกว่าปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครมีหนทางแก้ไขหรือไม่  คงต้องถูกตั้งคำถามกลับไปว่า

ปัญหาจราจรในกรุเทพฯ กี่สิบปีแล้วที่ไม่ได้แก้หรือแก้กันอย่างผิด ผิด

Read the rest of this entry

บ้านทรุด : รอยร้าวบนผนัง ดัชนีบอกสุขภาพอาคาร

บ้านทรุด  :  รอยร้าวบนผนัง  ดัชนีบอกสุขภาพอาคาร

               เพราะ  บ้านคือวิมานของเรา  เราซื้อเราเช่าเราปลูกของเราตามใจ  บ้านร้าวทั้งหลังเราคงทุกข์ใจ  มันเป็นเพราะเหตุใด  ข่มตาหลับไม่ไหวนอนคิดไปตลอดคืน

               เพราะ  บ้านคือวิมานของคน  เจ้าของบ้านคือคนที่ทุกข์ทนก่อนใครเมื่อประสบกับรอยร้าวของบ้าน  บ้านยุคนี้มักจะสร้างกันด้วยปูนมากกว่าไม้  ด้วยเหตุที่ไม้หายาก  มีราคาแพง  และต้องการการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้ปลวกมารับประทานและอาศัยอยู่พร้อมกับคน  ด้วยเหตุนี้บ้านปูนที่หาได้ง่ายและต้องการการบำรุงรักษาที่ต่ำจึงมีอยู่มากในปัจจุบัน

               ปัญหาชวนปวดใจของเจ้าของบ้านปูนคือ  “บ้านร้าว”  อันเกิดจากโครงสร้างบ้านเสียหายจากการทรุดตัว  หรืออาจเกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน  รอยร้าวของบ้านปูนจะสังเกตุเห็นได้ง่ายสุดที่บริเวณ  “ผนัง”  เพราะเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของบ้าน  “ผนังปูน”  ของบ้านบอกสุขภาพของบ้านหลังนั้นได้  มาลันดูกอง  มาลองดูกันว่า  ผนังบ้านจะบอกอะไรท่านเจ้าของบ้านได้บ้าง

               แต่ก่อนอื่นใดเรา ๆ ท่าน ๆ  คงต้องทำความรู้จักกับ  “ปูน”  ที่ใช้ทำผนังกันเสียก่อน  ถ้าจะถามยายเมี้ยนข้างบ้านว่า  ปูนเป็นหยัง  คงได้คำตอบจากแกว่า  เป็นของเหลวเหนียวๆสีแดงเอาไว้ทาใบพลูห่อหมากแล้วเอาเข้าปากเคี้ยวหรือเอาลงครกตำ  ถูกของยายแก  แต่นั่นเป็น  “ปูนแดง”  ไว้กินกับหมาก  ส่วนปูนที่ใช้ทำผนังบ้านคือ  “ปูนซีเมนต์”  จัดเป็นสารเชื่อมประสานวัสดุก่อสร้างชนิดอื่นที่มักจะเป็นหินหรือทรายเข้าด้วยกัน

               “ปูนซีเมนต์”  เป็นวัสดุก่อสร้างที่มีลักษณะพิเศษคือ  เมื่อพบปะกับน้ำแล้วจะเกิดปฏิกิริยา  “ไฮเดรชั่น”  จากที่เป็นผงจะกลายร่างเป็นของเหลวข้น(phaste)  คล้ายยาสีฟัน  เมื่อทิ้งไว้ซักพักจะก่อตัว(setting)  และแข็งตัว (hardening)  กลายเป็น  “หินเทียม”  ในบัดดล  ดังนัน้เมื่อปูนซีเมนต์ไม่มาพบกับน้องน้ำก็จะไม่กลายเป็นสารเชื่อมประสานหรือสารซีเมนต์  แต่เมื่อพบกับน้ำจะก่อตัวและแข็งตัวในเวลาถัดมา  น้ำจึงมีส่วนสำคัญต่อการแข็งตัวของปูนซีเมนต์

               ปูนซีเมนต์ก็มีหลายประเภท  แบ่งหยาบ ๆตามหน้าที่เป็น  ประเภทสวยงามกับประเภทแบกหาม  ปูนซีเมนต์ประเภทสวยงามนี่แหละที่ใช้ทำผนัง  ชื่อทางการเรียกว่า  “ซิลิก้าซีเมนต์”  เป็นปูนซีเมนต์ที่ผสมทรายบดละเอียดมาก  เช่น  ปูนตรานกอินทรี  ตราเสือ  ตรางูเห่า  เป็นต้น  มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า  “ปูนผสม”  ปูนซีเมนต์ประเภทนี้เมื่อนำมาผสมกับทรายหยาบและน้ำจะกลายร่างเป็น  ”ปูนก่อ”  ใช้สำหรับเชื่อประสานวัสดุก่อเช่นอิฐมอญหรือคอนกรีตบล็อก(อิฐบล็อก)  ให้กลายเป็น  ”แผ่น”  ผนัง  และหากนำมาผสมกับทรายละเอียด  ปูนขาวหรือน้ำยาเคมีผสมปูนฉาบ  และใส่น้ำ  ก็จะกลายเป็น  “ปูนฉาบ”  ใช้แต่งแผ่นผนังอิฐมอญหรืออิฐบล็อกให้เรียบเนียนสวย

               ปัจจุบันมีการใช้อิฐมวลเบาหรืออิฐน้ำหนักเบา  แทนอิฐมอญหรืออิฐบล็อกในการทำผนัง  การเชื่อมต่อระหว่างก้อนอิฐมวลเบาให้กลายเป็นผนังผืนใหญ่ ๆ  จะใช้ปูนก่ออิฐมวลเบาเป็นการเฉพาะเช่นเดียวกับปูนฉาบ  ไม่ว่าจะเป็นอิฐมอญ  อิฐบล็อก  อิฐมวลเบา  ปูนก่อ  ปูนฉาบ  ต่าง ๆ  ที่ประกอบร่างกันกลายเป็นผนังปูนนี้ต่างถูกจัดเป็น  “วัสดุเปราะ (brittle materials)่”  ที่มีความอ่อนแอ(ไม่แข็งแรง)เมื่อถูกดึงหรือถูกดัด  ตรงนี้เป็นหลักการสำคัญในการวิเคราะห์  “สุขภาพ”  ของบ้านหรืออาคารปูนที่มีผนังปูนเป็นส่วนประกอบหลัก  หากพบรอยร้าวที่ผนังแสดงว่าจุดดังกล่าวอาจถูกดึงหรือถูกดัดอยู่อย่างแรงเกินที่ผนังจะรับได้

               ปูนซีเมนต์อีกประเภทเป็นปูนซีเมนต์ประเภทแบกหามหรือใช้รับกำลัง  ใช้รับน้ำหนักของตัวอาคารบ้านเรือน  ส่วนใหญ่ใช้ทำ  “โครงสร้าง”  เช่น  ฐานราก  เสาตอม่อ  คาน  เสา  บันได  เป็นต้น  ชื่ออันเป็นทางการของปูนประเภทนี้คือ  “ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์”  มีหลายยี้ห้อตามแต่ละบริษัทที่ผลิตเช่น  ปูนตราเพชร  ตราช้าง  ตราพญานาค  เป็นต้น  ก็ให้รู้จักกันเพียงคร่าว ๆ  เท่านี้สำหรับพวกชอบใช้กำลัง

               ย้อนกลับมาดูเรื่องผนัง  เมื่อมีการแตกร้าวจะบอกอะไรเรา

               ผนังจะร้าวได้เนื่องจากสาเหตุใหญ่  ๒  สาเหตุ  คือ ๑  การก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานตามหลักวิชา  ๒  โครงสร้างอาคารมีปัญหา

               การก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน  ทำให้มีโอกาสเกิดรอยร้าวบนผนังได้ดังนี้

  • รอยร้าวแตกลายงา มีขนาดความกว้างเล็กกว่า  ๐.๕  มิลลิเมตร  ยาวไม่เกินครึ่งเมตร  เกิดแนวร้าวสั้น ๆ  สะเปะสะปะ  เกิดจาดส่วนผสมปูนฉาบไม่ดี  บ่มผิวปูนฉาบไม่ดี  หรือผนังอาจรับแดดจนร้อนในเวลากลางวันและสัมผัสอากาศเย็นในเวลากลางคืน  ซ้ำ ๆ กันเป็นเวลานานจึงเกิดการหด-ขยายตัวไม่ทันจนเกิดรอยร้าว

crack1

  • รอยร้าวที่ขอบวงกบประตูหรือหน้าต่าง อาจมีขนาด  ๐.๕  มิลลิเมตรถึงหลายมิลลิเมตร  ความยาวอาจถึงครึ่งเมตร  เริ่มที่บริเวณมุมของวงกบประตูหรือกน้าต่างเป็นเส้นเฉียงปรัมาณ  ๔๕  องศา  เกิดจากขาดเอ็นคอนกรีตเสริมเหล็กรอบวงกบ

crack3

  • รอยร้าวจุดต่อผนัง เป็นรอยร้าวในแนวดิ่งที่จุดต่อผนังกับเสา  หรือในแนวราบที่จุดต่อผนังกับคาน  เกิดจากการไม่เสียบเหล็กหนวดกุ้ง (เหล็กเสริมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง  ๖  มิลลิเมตร)  ฝังในคานหรือเสาโผล่ยื่นออกมายึดผนังอิฐขณะก่ออิฐ  หรือหากมีเหล็กหนวดกุ้งก็อาจเป็นเพราะเหล็กหนวดกุ้งฝังในเสาหรือคานไม่แน่นพอ

crack4

  • รอยร้าวในแนวราบ อาจเกิดที่กึ่งกลางความสูงของผนัง  เป็นรอยร้าวแนวราบยาว  อาจเกิดจากโพรงบริเวณทับหลังในผนัง  หรือไม่มีเหล็กหนวดกุ้งยึดผนัง  ผนังเกิดการสั่นสะเทือนหรือขยับตัวจนเกิดรอยร้าวดังกล่าว

crack2

                 โครงสร้างที่มีปํญหาก่อให้เกิดรอยร้างบนผนังได้  การวิเคราะห์รอยร้าวตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ให้ผนังเชื่อมติดกับโครงสร้างอันได้แก่  เสาหรือคานอย่างแน่นหนา  และเมื่อโครงสร้างขยับตัวผนังจะขยับตัวเปลี่ยนรูปตามไปด้วย  เมื่อผนังเปลี่ยนรูปหรือบิดเบี้ยวมากก็จะมีรอยร้าวปรากฏ  จากเดิมที่ผนังเป็นสี่เหลี่ยมมุมฉากกลายเป็นสี่เหลี่ยมมุมโย้(สี่เหลี่ยมด้านขนาน)  จะมีเส้นทแยงมุมด้านหนึ่งของสี่เหลี่ยมยาวขึ้น  นั่นหมายถึงด้านนั้นจะเกิดแรงดึง  เมื่อผนังปูนซึ่งเป็นวัสดุเปราะรับแรงดึงไม่ได้จึงเกิดรอยร้าว(crack)ขึ้น

               โครงสร้างที่มีปัญหาที่ทำให้เกิดรอยร้าวบนผนังส่วนใหญ่เกิดจากการทรุดตัวของฐานรากอาคารที่ไม่เท่ากัน(differential settlement)  รอยร้าวของผนังปูนที่เกิดจากโครงสร้างมีปัญหามีดังนี้

  • รอยร้าวทแยงมุม เกิดเป็นแนวเอียงทแยงมุมประมาณ  ๔๕  องศา จากเพดานจรดพื้นหรือเสา  หากมีขนาดกว้างกว่า  ๑  มิลลิเมตรจะมีความยาวต่อเนื่องไม่ขาดตอน  อาจเกิดจากฐานรากหรือเสาที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นมีการทรุดตัว  ควรตรวจวัดขนาดและความยาวของรอยร้าวสม่ำเสมอทุกเดือน  หากมีเพิ่มแสดงว่าโครงสร้างทรุดตัวไม่หยุด  อาจเกิดอันตรายได้ต้องรีบแก้ไข

crack5

crack6

crack7

crack8

crack9

  • รอยร้าวในแนวดิ่ง เกิดเป็นแนวดิ่งบริเวณช่วงกลางผนังจากเพดานยาวลงมาหรือสูงขึ้นไปกว่าครึ่งความสูงผนัง  ขนาดความกว้างรอยร้าวแปรเปลี่ยนตามความยาว  ส่วนต้นกว้างมากกว่าส่วนปลายรอยร้าว  ส่วนใหญ่เกิดจากการแอ่นตัวของคานหรือพื้นที่รับผนังนั้น  รอยร้าวประเภทนี้บอกถึงความสามารถในการรับแรงดัดของพื้นหรือคานไม่เพียงพอ  ควรต้องเสริมความแข็งแรงของพื้นหรือคานนั้นต่อไป

crack10

crack11

                เพราะบ้านคือวิมานของเรา  ปัญหาชวนปวดใจจากบ้านร้าวจะคลายไป  หากเราท่านรู้วิธีตรวจรอยร้าวของบ้านปูนและวิเคราะห์หาสาเหตุการแตกร้าวเหล่านั้นได้  ร้าวแล้วจึงซ่อมได้ถูกจุดแห่งเหตุของการร้าวย่อมดีกว่า  ร้าวจนบ้านพัง  จนรอยร้าวจากบ้านลุกลามให้ต้อง

“ใจร้าวเพราะทุกข์ใจที่บ้านพัง”

Cr: วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์.  คู่มือเทคนิคการตรวจสอบอาคารเพื่อความปลอดภัย.

สี่แยกบ้านแขกต้องปรับการจราจร:วิธีแก้ปัญหาจราจรติดขัดอย่างง่าย

สี่แยกบ้านแขกต้องปรับการจราจร

ปัญหารถติดในเขตนครบาล คงไม่ต้องบอกว่าสาหัสขนาดไหน  โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนช่วงเช้าและช่วงเย็น  ต้นเหตุแห่งปัญหาที่นอกเหนือไปจากจำนวนยานพาหนะบนถนนมากล้นจนกลายเป็นปรากฏการณ์ “รถท่วม”  ในบางเวลาแทบจะทุกถนนแล้ว  สาเหตุรองลงมาคงจะเป็นวินัยจราจรของผู้ใช้รถที่มักชอบแซงคิวมาทีหลังตาอยากจะได้ไปก่อน  ไหลมาทางซ้ายพอถึงคอสะพานก็ปาดเข้าขวา  กลายเป็นจอมปาด  เป็นต้น

นอกเหนือไปจากสาเหตุสองประการข้างต้นแล้ว  การจัดการจราจรโดยเจ้าพนักงานจราจรในบางครั้ง  ในบางพื้นที่ก็ก่อให้เกิดปัญหาจราจรติดขัดได้เช่นกัน  สืบเนื่องจากปัญหาข้อแรกคือปริมาณรถที่มากจะไหลบ่าท่วมล้นผิวจราจรที่เปรียบคล้ายดั่ง  ”ลำทาง”  พารถไหลไปตามถนนหนทาง  เมื่อรถมากจนเกิดการท่วมล้นทางก็ปิดช่องทางเดินรถจนสิ้น  จนบางครั้งแค่รถที่ต้องการเลี้ยวซ้ายก็จะติดรถด้านหน้าที่ต้องการจะไปทางตรงหรือเลี้ยวขวาซึ่งกำลังติดสัญญาณไฟแดงอยู่ จึงไม่อาจเลี้ยวซ้ายได้โดยคล่อง   จากแยกหนึ่งจากสู่อีกแยกหนึ่ง  และหลาย ๆแยก  จะกลายเป็นรถติดสะสมตลอดถ้วนทั่วทุกพื้นที่  วิธีการแก้ปัญหาจราจรติดขัดอย่างง่ายสุดและเสียค่าใช้จ่ายน้อยสุดน่าจะเป็นการทะลุทะลวงลำทางให้รถเลี้ยวซ้ายได้ผ่านตลอด

bkktrfbaank2

กรณีตัวอย่างเช่นในถนนอิสรภาพ  จากแยกโพธิ์สามต้นมุ่งสู่สี่แยกบ้านแขก  ผ่านม.ราชภํฎธนบุรี  บิ๊กซี  มี  ๒ ช่องการจราจร  ถ้าสัญญาณไฟแดงที่สี่แยกบ้านแขกแล้วทั้ง ๒ ช่องการจราจร  รถที่จะเลี้ยวซ้ายไปสะพานพระปกเกล้าก็จะติดขัดไปด้วย  หากเจ้าพนักงานจราจรปรับการจราจรช่องซ้ายสุดของถนนอิสรภาพจากห้างบิ๊กซีถึงสี่แยกบ้านแขกให้มีการไหลของการจราจรตลอดเวลา  จะช่วยให้การจราจรช่วงหน้าราชภัฎฯถึงบิ๊กซีลดการติดขัดลงได้  การจะทำเช่นนี้ได้ต้องให้รถสาธารณะคือรถประจำทางรวมถึงรถสี่ล้อเล็ก(กะป๊อ) ที่มีเส้นทางตรงและเลี้ยวขวาที่สี่แยกบ้านแขกต้องมีที่หยุดเมื่อต้องติดสัญญาณไฟแดงหลังจอดรับส่งผู้โดยสารที่ป้ายบิ๊กซีที่ช่องทางจราจร(เลน)ขวา  เพื่อจะไม่กีดขวางถเลนซ้ายที่ต้องการเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดที่แยกบ้านแขก  จะทำเช่นนี้ได้ก็โดยการ  ตีเส้นเหลืองห้ามหยุดไว้ ณ จุดดังกล่าว หากรถอื่นที่ไม่ใช่รถประจำทางหยุดบริเวณที่ห้ามนี้ให้เปรีบยเทียบปรับ  และติดกล้องวงจรปิด (cctv) ที่สี่แยกบ้านแขกโดยหันกล้องไปทางบิ๊กซีเพื่อตรวจสอบรถที่อาจจะทำให้การจราจรช่องซ้ายสุดติดขัด  หากตรวจพบจากกล้องให้ออกหมายเรียกผู้ครอบครองหรือเจ้าของรถคันดังกล่าวเปรียบเทียบปรับข้อหา  ไม่ปฏิบัติตามป้ายเครื่องหมายจราจร  ง่าย ๆ  เท่านี้ จะช่วยให้การจราจรไหลลื่นได้แล้วไม่ใช่หรือ

ถามดัง ๆ ให้ถึงหู  สารวัตรจราจร  สน.บุบผาราม

เพื่อที่ชาวบ้านจะได้อิสรภาพในการเดินทางคืนมาได้สมกับที่เป็นชื่อถนน  “อิสรภาพ

ตั้งกรมราง:รถไฟปวดฟัน รัฐบาลดันผ่าสมอง

ตั้งกรมราง  :  รถไฟปวดฟัน  รัฐบาลดันผ่าสมอง

แม้ไม่ใช่ ครฟ.  แต่เมื่อยินข่าวความเคลื่อนไหวในการดำเนินการจัดตั้ง  “กรมราง”  จากปากปลัดหญิงส้มหล่นยอดนักชงในจอโทรศัศน์รายละเอียดบอกถึงปลายเดือนหก(มิถุนายน๒๕๕๘)นี้ฝนอาจไม่ตก  แต่จะเสนอ(ชง)เรื่องเข้าครม.  ก็ให้หวั่นใจแทน ครฟ.เสียจริง

C360_2013-10-23-15-28-33-885_org

ปฐมเหตุของความพยายามจัดตั้ง “กรมการขนส่งทางราง”  หรือที่เรียกสั้นๆ  ง่าย ๆว่า “กรมราง” นั้น  รัฐบาลโดยคนของรัฐฯ  คือข้าราชการโดยเฉพาะชั้นผู้ใหญ่  รวมถึงพวกสภาพัฒน์ฯ  อ้างว่า  เพื่อช่วยพัฒนาระบบขนส่งทางราง   แปลว่าโดยลำพังให้ รฟท. ซึ่งมีหนี้อยู่มากไม่สามารถพัฒนาระบบรางได้  การพัฒนาที่มีจุดใหญ่ใจความอยู่ที่  การเพิ่มเส้นรางหรือขยายเส้นรางเดิมที่เป็นรางเดี่ยวให้เป็นรางคู่  เปลี่ยนขนาดเหล็กเส้นรางเดิมให้มั่นคงแข็งแรงมากขึ้นเพื่อรองรับรถจักร+ตู้สินค้า+ตู้โดยสาร ที่น้ำหนักมากขึ้นได้  และช่วยทำให้รถไฟแล่นได้เร็วขึ้นกว่าที่เป็นอยู่  ทั้งหมดที่ต้องทำในการพัฒนานี้ต้องใช้  เงินมาก

งานมากมายเงินมาก(แต่ไม่)มีเช่นนี้  มีหรือที่รถไฟไทย(รฟท.)จะทำได้   “รัฐ”  ว่างั้นต้อง  “ข้าฯ”  เท่านั้นที่ทำได้  น่าเห็นใจการรถไฟแห่งประเทศไทยที่เคยยิ่งใหญ่แต่ถูกทำให้อ่อนแอมีหนี้สิน หากแต่ลองมองย้อนอดีตที่มาที่ไปของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)แล้วคงได้เห็นถึงรูปแบบวิธีการแก้ปัญหาหรือทำให้เกิดปัญหาของข้ารัฐการไทยได้เป็นอย่างดี

               การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)  จัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.  ๒๔๙๔  เป็นการแปรรูปจาก  “กรมรถไฟหลวง”  ให้เป็นรัฐวิสาหกิจครั้งแรก  ว่ากันว่าเหตุแห่งการต้องแปรรูปจากราชการไปเป็นรัฐวิสาหกิจนั้นเพราะ  รัฐบาลไทย  ต้องการ  “เงินกู้” เพื่อซ่อมสะพานพระรามที่๖ ที่เป็นเส้นรางเชื่อมรางรถไฟฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าด้วยกัน

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่๒  กองทัพสหรัฐฯและอังกฤษได้ทิ้งระเบิดอย่างหนักจนเมื่อวันที่  ๗ ก.พ. ๒๔๘๘  ช่วงกลางสะพานก็ขาดจากแรงระเบิด  กว่าจะได้ซ่อมก็เมื่อ  พ.ศ. ๒๔๙๓-๒๔๙๖  โดยบริษัทคอร์แมนลอง  และ บริษัทคริสเตียนีแอนด์นีลสัน จำกัด  ก็จะทำไงได้เมื่ออยากได้เงินกู้ก็ต้องแลกกับข้อตกลงบางประการที่เจ้าของเงิน(มัก)อ้างว่า  รถไฟหลวงบริหารงานได้ไม่มีประสิทธิภาพต้องแปรรูปเป็นรัฐวิสาหกิจเท่านั้น  ถึงจะทำกำไรมาใช้คืนเงินต้นที่ยืมไปได้  แนวคิดโบราณเช่นนี้ใช้ได้ตลอดมาทุกยุคทุกสมัยแม้กระทั่งยุค  “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ที่รัฐไทยต้องการเงินกู้มาจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ  แต่ต่างชาติเจ้าของเงิน (IMF)ใช้ข้ออ้างโบราณแบบเดิมในปี  ๒๔๙๔  บีบบังคับรัฐไทยให้ต้องแปรรูปรัฐวิสาหกิจ  จนการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยต้องกลายเป็นบริษัทจำกัดไปในที่สุด  ข้อน่าสังเกตคือลักษณะคล้ายกันของสองกรณีคือ  ต่างชาติ(ฝรั่ง)บอมบ์  แต่ไทยต้องจ่าย  ทั้งบอมบ์ทางสงครามในปี๒๔๙๔และบอมบ์ทางเศรษฐกิจ+การเงินในปี๒๕๔๐

รถไฟไทยถูกต่อว่าเรื่องการบริหารงานแบบรถไฟไทยมักถูกล้อเลียนว่า “ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง”  ลองมาดูว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น  ผู้บริหารสูงสุดของการรถไฟฯคือผู้ว่าการฯ  เข้าสู่ตำแหน่งด้วยการคัดสรรของ  “คณะกรรมการ(บอร์ด)รถไฟ”ซึ่งมักเป็นผู้ที่นักการเมืองสามารถควบคุม  สั่งการได้เป็นอย่างดี  ปัญหาหนี้สินที่รถไฟไทยมีอยู่มากมาจากนโยบายจากฝ่ายการเมืองแทบทั้งสิ้น  แต่ไม่มีตัวเลขหนี้ให้เป็นที่ปรากฏชัดต่อสาธารณะชน  บ้างก็ว่าแสนล้าน  บ้าง(สื่อสิ่งพิมพ์บางฉบับและบางรายงานข่าว)ก็ว่าเจ็ดหมื่นล้านบาทไทย  ความคลุมเครือเชิงตัวเลขในการรถไฟสะท้อนอะไรเป็นเรื่องที่วิญญูชนต้องเก็บเงื่อนงำนำไปคิด  ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดจะขอยกตัวอย่างการประมูลหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า ๒๐  หัวล่าสุดที่บริษัทป่าไม้สันติประมูลชนะในราคา  ๑,๙๑๖  ล้านบาท(รถไฟu20+รถไฟจีน)  แต่รถไฟไทยโดย “คณะกรรมการรถไฟ”  ผู้ว่าการฯ  ตลอดจนกระทรวงการคลังผู้ค้ำประกันเงินกู้ไปซื้อรถไฟที่ประมูลได้ จ่ายในราคาเท่าใด  ท่านผู้นำหรือชาวบ้านตาดำ ๆ  ทราบหรือไม่ Read the rest of this entry

รถไฟสายตลิ่งชัน-ศิริราช: ทางรถไฟสาย(ข้อต่อ)สุขภาพ

รถไฟสายตลิ่งชัน-ศิริราช: ทางรถไฟสาย(ข้อต่อ)สุขภาพ

               สืบเนื่องจากเรื่อง  ที่จอดรถศิริราช”  เป็นเหตุให้ได้สืบค้นข้อมูลที่น่าสนใจมานำเสนอ  ประเด็นที่สนใจคือ  จำนวนคนที่เข้ามาแออัดยัดเยียด ณ ย่านศิริราช  นั้น  ที่แท้  เป็นเท่าใด

               ย่านศิริราช”  เป็นพื้นที่ที่มีกิจกรรมหลักคือ  การรักษาพยาบาล  เป็นที่ตั้งของโรงพยาบาล  ๒  แห่ง  คือ  โรงพยาบาลศิริราช  และโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์  แห่งแรกเป็นโรงพยาบาลดั้งเดิมของรัฐ  มีสถานะเป็นราชการหรือของหลวงจึงเรียกชื่อเล่นได้ว่า “ศิริราชหลวง”  มีอาคาร  ๕๙  หลัง  บนเนื้อที่  ๑๑๐  ไร่ บรรจุเตียงผู้ป่วย  ๒,๒๒๑  เตียง  แพทย์  ๘๕๑  คน  พยาบาลและผู้ช่วยพยาบาล  ๕,๐๖๓  คน  บุคลากร+เจ้าหน้าที่อื่นๆ  อีก  ๗,๕๔๗  คน  รองรับผู้ป่วยประมาณปีละ  ๒.๘  ล้านคนต่อปี

               ส่วนโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์  เป็นโรงพยาบาลในกำกับของรัฐกึ่งเอกชน  เข้าใจง่าย ๆ ได้ว่าเป็น “ศิริราชเอกชน-ศิริราชราษฎร์-ศิริราษฎร์”  บริหาร  บริการ  และราคาแบบโรงพยาบาล “เอกชน”  เป็นโรงพยาบาลที่มีอาคารสูง ๑๔  ชั้น  มีห้องผู้ป่วย  ๒๘๔  ห้อง  หอผู้ป่วยวิกฤติ  ๖๑  ห้อง  ห้องบริการผู้ป่วยนอก  ๑๗๗  ห้อง  พร้อมที่จอดรถมากกว่า ๑,๐๐๐  คัน

               พื้นที่ภายใน “ศิริราชหลวง”  เป็นที่ตั้งของ  ๒๕  ภาควิชาของคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล  คณะพยาบาลศาสตร์  คณะเทคนิคการแพทย์   มหาวิทยาลัยมหิดล  มี  ๔  โรงเรียน  คือ  โรงเรียนผู้ช่วยพยาบาล  โรงเรียนเวชนิทัศน์  โรงเรียนเวชศาสตร์ธนาคารเลือด  และโรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร

               หน่วยงานที่มากมายมากระจุกตัวกันบนพื้นที่แคบๆแค่  ๑๑๐  ไร่  เท่ากับ ๑๗๖,๐๐๐  ตารางเมตรหรือขนาดกว้างxยาวประมาณ ๔๒๐×๔๒๐ เมตร นี้มีกิจกรรมที่ต้องพึ่งพาอาศัยบุคลากรดำเนินการ  โดยที่ยังไม่นับกิจกรรมของ  ศิริราษฎร์”  รวมไปด้วยแล้ว  จะมีบุคลากรดำเนินภารกิจรักษาพยาบาลนี้ประมาณ  ๑๓,๔๖๑  คนต่อวัน  ถ้าสมมติให้แพทย์  ๖๐%  พยาบาลและผู้ช่วยพยาบาล  ๔๐%  และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลอีก  ๒๐%  ขับรถยนต์ส่วนตัวมาทำงาน  จะมีรถไหลเข้า  ณ  ย่านศิริราช  ๕๑๑+๖๗๕+๑,๕๑๐  = ๒,๖๙๖  คันต่อวัน

               หากนับรวมคนไข้  ๒.๘  ล้านคนต่อปี  ถ้าในหนึ่งปีมีวันหยุดโรงพยาบาลเป็นวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์อื่นจะมีวันหยุดที่ไม่มีผู้เดินทางมา ณ ย่านศิริราชนี้เท่ากับ  ๕๒+๑๘ = ๗๐   วัน  นั่นหมายถึงในหนึ่งปีจะมีวันทำการ  ๓๖๕ – ๗๐ = ๒๙๕  วัน  ดังนั้นในแต่ละวัน(ทำการ)จะมีคนไข้เฉลี่ย ๒,๘๐๐,๐๐๐/๒๙๕ = ๙,๔๙๒  คน  ถ้าให้  ๔๐%  ของคนไข้ใช้รถยนต์ส่วนตัวเดินทางมาโรงพยาบาลจะมีจำนวนรถมาเยี่ยมเยียนย่านศิริราชเท่ากับ  ๒,๗๙๗  คันต่อวัน  และถ้าคนไข้มาพร้อมญาติอีก ๑  คน  จำนวนคนฝ่าย  “คนไข้”  จะเป็น ๙,๔๙๒x๒ = ๑๘,๙๘๔  คน

               สิริรวมประชากรที่มาร่วมกิจกรรม ณ ย่านศิริราช  ทั้งฝ่าย “ผู้ให้”การรักษา(๑๓.๔๖๑ คน)  และ ฝ่าย“ผู้รับ”รักษา(๑๘,๙๘๔ คน) จะได้ตัวเลข  ๓๒,๔๔๕  คนต่อวัน  โดยมีจำนวนรถยนต์คาดการณ์ประมาณ ๒,๖๙๖ + ๒,๗๙๗ = ๖,๔๙๓  คัน  ถ้ารถยาวเฉลี่ยคันละ  ๔  เมตร  ก็จะเรียงต่อกันได้ยาวประมาณกว่าสองกิโล(เมตร)ครึ่ง

               เห็นตัวเลขที่หยิบยกมาแล้วก็คงไม่น่าแปลกใจใช่มั้ยว่าทำไม  ณ  ย่านศิริราชนี้  รถจึงติดทุกวัน  สมมติฐานตัวเลขที่นำมาคิดมิได้ให้ทุกคนต้องเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว  เพราะในสภาพความเป็นจริงของพื้นที่และพฤติกรรมการเข้าถึงโรงพยาบาลนั้นมี  ระบบขนส่งมวลชนให้บริการแบ่งเบาภาระปัญหาจราจร  คือ  บริการทางน้ำ  ทั้งเรือด่วนเจ้าพระยา และเรือข้ามฟาก  บริการขนส่งมวลชนกรุงเทพ  ก็มีรถเมล์ผ่าน ณ ย่านศิริราชหลายสาย  ที่ช่วยได้อีกเยอะเห็นจะเป็น  ระบบขนส่งมวลชนสองสาย  คือระบบขนส่งมวลชนขนาดเล็กสายสีเหลืองซึงก็คือรถกะป๋อที่แล่นระหว่าง  ศิริราช-ตลาดพลู  และสายสีแดง หรือ รถกะป๋อที่แล่นระหว่าง  ศิริราช-คลองสาน 

               ถึงกระนั้นทั้งเรือและรถสาธารณะก็ทำหน้าที่ได้แค่แบ่งเบาจำนวนยานยนต์ส่วนบุคคลที่จะเข้าพื้นที่ย่านศิริราช  หากคิดจะแก้ปัญหาจราจรโดยรอบศิริราชให้ตรงจุด อย่างยั่งยืน ควรจะต้องคิดหาวิธี เคลื่อนย้ายคน  มากกว่า  การเพิ่มพื้นผิวจราจรรองรับการเคลื่อนย้ายรถที่เพิ่มขึ้น  เพราะนั่นจะเป็นการต้องเพิ่มพื้นที่จอดรถด้วย  วิธีการที่น่าจะดีที่สุดอยู่ที่การ  กลับมาใช้รถสาธารณะให้มากขึ้น 

siripark103

                ด้วยหลังโรงพยาบาลศิริราชหลวงเป็นพื้นที่ว่างของเส้นรางรถไฟสายใต้เดิม จึงเป็นปัจจัยเอื้อต่อการใช้ระบบขนส่งสาธารณะของย่านศิริราชนี้  หากได้มีการปรับปรุงรางให้มาถึงข้างโรงพยาบาลศิริราษฎร์  พร้อมสร้างสถานีหรือที่หยุดรถ  ก็สามารถจะนำขบวนรถไฟรับ-ส่ง คนหลายหมื่นคนต่อวันได้เป็นอย่างดี  รางรถไฟสายนี้จะเชื่อมต่อกับรางรถไฟที่ใช้งานอยู่ที่สถานีธนบุรีซึ่งเชื่อมต่อกับเส้นรางรถไฟสายใต้จากหัวลำโพงที่สถานีชุมทาง  ตลิ่งชัน”  และจะเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่สถานีบางขุนนนท์ เส้นรางสายตลิ่งชันถึง ศิริราช จะเป็นข้อต่อ(link)สำคัญที่จะช่วยเสริมระบบรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ให้สามารถเข้าถึงย่านศิริราช ได้นั่นหมายถึงการช่วยเพิ่มปริมาณผู้โดยสารของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินได้อีกด้วย และหากมองยาวไปถึงตลิ่งชัน รถไฟสายตลิ่งชัน-ศิริราชนี้หากเกิดเปิดใช้งานได้จริงจะช่วยลดปริมาณรถยนต์โดยรอบย่านศิริราชอย่างแน่นอน

siripark102

               อุปสรรคอันใหญ่หลวงของเส้นรางรถไฟสายนี้คือ ปัญหาจุดตัดถนนจรัญสนิทวงศ์และถนนฉิมพลี ที่อาจแก้ปัญหานี้ได้โดยการสร้างรางยกระดับข้ามจุดตัดนั้น หรืออาจสร้างรางยกระดับตลอดช่วงระหว่างจุดตัดถนนฉิมพลีถึงจุดตัดถนนจรัญสนิทวงศ์  ราคาค่าก่อสร้างคงไม่แพงเท่า missing link สายรางอรัญประเทศแน่  

               นอกจากปํญหาจุดตัดที่จะแก้ไขได้ด้วยการสร้างรางยกระดับแล้ว  การรุกล้ำแนวเขตราง(Right of Way,R.O.W.)สายใต้ช่วงสถานีธนบุรีถึงสถานีชุมทางตลิ่งชันก็เป็นเรื่องที่ควรต้องสะสางเพื่อเร่งสร้างเส้นรางรถไฟสายข้อต่อ(link)สุขภาพให้แล้วเสร็จ  จุดใหญ่ของปัญหาความขัดแย้งการใช้ที่ดินข้างรางรถไฟสายนี้คือที่  ตลาด “ศาลาน้ำเย็น”  ที่มาปักหลักค้าขายกันริมข้างรางใกล้จุดตัดถนนจรัญสนิทวงศ์มาตั้งแต่เริ่มสร้างโรงพยาบาลศิริราชปิยราชการุณย์  จะว่าไปแล้ว เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทยมอบพื้นที่ส่วนที่เป็นบริเวณสถานีรถไฟธนบุรีเดิมเพื่อสร้างโรงพยาบาลนั้นมีผลต่อการย้ายตลาด “ศาลาน้ำร้อน“ซึ่งตั้งอยู่โดยรอบสถานีรถไฟธนบุรีเดิม  ให้ไปปักหลักค้าขาย ณ บริเวณโกดังเก็บสินค้า(ปูนซีเมนต์)ของรถไฟโดยสร้างอาคารเป็นตลาด “ศาลาน้ำร้อนใหม่”    อีกส่วนหนึ่งของแม่ค้า ศาลาน้ำร้อนไปปักหลักค้าขายไกลจากที่เดิมหน่อยกลายเป็นตลาดริมรางรถไฟ “ศาลาน้ำเย็น”  การจะสร้างรางยกระดับส่งผลกระทบต่อตลาด “ศาลาน้ำเย็น” แน่นอน  อาจถึงขั้นต้องรื้อทิ้งหรือย้ายชั่วคราวจนเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จจึงกลับมาใช้พื้นที่เดิม

siripark105                ไม่ว่าจะอย่างไร  รถไฟสายตลิ่งชัน-ศิริราชนี้ก็จำเป็นต้องมีเป็นอย่างยิ่ง  เป็นรถไฟสายเชื่อมโยงหรือเป็นข้อต่อ(link)ให้กับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินได้ส่งคนเข้ารับการรักษาพยาบาลได้โดยสะดวก  ไม่ต้องทนทุกข์กับการจราจรอันติดขัดโดยรอบย่านศิริราช  เป็นข้อต่อให้  แพทย์  พยาบาล  บุคคลากรทางการแพทย์อื่นๆ  ได้เดินทางจากบ้านพักเข้าถึงโรงพยาบาลได้อย่างสะดวกและที่สำคัญคือรวดเร็วทันเวลาการช่วยรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์  รถไฟสายนี้จึงเป็นรถไฟสาย(ข้อต่อ,link)สุขภาพ  การมีส่วนช่วยในการสร้างรถไฟสายนี้ไม่ว่าทางใดจึงเป็นการช่วยสร้างสุขภาพที่ดีของเพื่อนมนุษย์อันเป็นสิ่งดีงามที่ในหนึ่งชาติภพชีวิตมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  

มนุษย์ผู้มีอำนาจสูงสุดในยุคสมัยนี้  

“พึงเร่งกระทำ”  

 

Cr:http://www.siphhospital.com/th/contract/faqs.php ,

http://www.si.mahidol.ac.th/th/Hospitalhistory01.asp ,

http://th.wikipedia.org/wiki/รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอ่อน ,

http://www.railway.co.th/resultproject/project_redline.asp?redline=4 ,

http://www.railway.co.th/resultproject/project_redline.asp?redline=41

ที่จอดรถศิริราช

ที่จอดรถศิริราช

               หลายคนสงสัยเมื่อต้องไปหาหมอที่โรงพยายาบาลศิริราชแล้วจะนำรถไปจอดที่ไหน  หลายคนสืบค้นอินเตอร์เนต  ได้คำตอบบ้าง  ไม่ได้คำตอบบ้าง  ในฐานะคนบ้านใกล้ศิริราชจะขอแจ้งคนบ้านไกลศิริราชที่จำต้องมาพบแพทย์ที่ต่างบ้านต่างถิ่น siripark001m                ว่าด้วยตำแหน่งที่ตั้งของโรงพยาบาลกันก่อน  โรงพยาบาลศิริราชตั้งอยู่บนหัวมุมถนนสองสายตัดกันคือถนนพรานนก(ชื่อใหม่คือถนนวังหลัง)กับถนนอรุณอมรินทร์  จุดตัดของถนนทั้งสองจึงได้ชื่อว่าแยกศิริราช  ถนนพรานนกเริ่มจากริมน้ำเจ้าพระยาไปสิ้นสุดพบถนนจรัญสนิทวงศ์ที่ามแยกไฟฉาย(ที่ใกล้จะกลายเป็นสี่แยกไฟฉายแล้ว)  ส่วนถนนอรุณอมรินทร์แต่เดิมคือเส้นทางเชื่อมวัดอรุณ(วัดแจ้ง)กับวัดอมรินทราราม  ปัจจุบันลากยาวไปถึงถนนประชาธิปกที่แยกวงเวียนเล็กด้านข้างของโรงเรียนศึกษานารีเรียกว่าถนนอรุณอมรินทร์ตัดใหม่  อีกด้านหนึ่งของถนนปัจจุบันต่อข้ามสะพานอรุณอมรินทร์พบถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้าที่เชื่อมต่อมาจากสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า  ที่สี่แยกอรุณอมรินทร์โดมมีปลายถนนต่อกับสะพานพระรามที่๘   ส่วนด้านหลังโรงพยาบาลถูกขั้นด้วยถนนรถไฟที่แต่เดิมเป็นทางไปสถานีรถไฟธนบุรีที่กลายร่างเป็นโรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์และศิริราชพิมุขสถาน                การเข้าถึงหรือการจะไปโรงพยาบาลศิริราชทางรถยนต์จึงมาได้หลายทางโดยมีเป้าหมายหลักมักจะอยู่ที่ ตึกผู้ป่วยนอก”  ที่มีทางเข้าอยู่บนถนนอรุณอมรินทร์เชิงสะพานอรุณฯ  ส่วนกรณีเหตุฉุกเฉินต้องใช้บริการ “ตึกอุบัติเหตุ” ที่มีทางเข้าอยู่ที่ถนนวังหลังเลยแยกศิริราชมาเล็กน้อย                 กรณีป่วยปกติ  จะใช้บริการที่ตึก ผู้ป่วยนอก  ซึ่งเข้าได้สองทางคือด้านหน้า  กับ  ด้านหลัง  การเข้าด้านหน้าเหมาะกับผู้เดินทางมาจากสะพานอรุณอมรินทร์เมื่อลงสะพานมาให้ชิดซ้ายรอเลี้ยวรถขึ้นทางลาดตึกผู้ป่วยนอก  หากมาจากสามแยกไฟฉายหรือวงเวียนเล็กก็ควรใช้ประตูตึกอุบัติเหตุด้านถนนวังหลังเข้าโรงพยาบาลตามถนนภายในและจอดส่งผู้ป่วยหลังตึกผู้ป่วยนอก  กรณีนี้ใช้กับผู้ป่วย อุบัติเหตุ”ได้  นอกจากนี้ยังอาจเข้าโรงพยาบาลด้านหลังที่ประตูท่าน้ำรถไฟและมาทะลุประตูท่าน้ำพรานนกได้จากนั้นจึงใช้ถนนวังหลังจนถึงก่อนแยกศิริราชจึงเลี้ยวขวาเข้าประตูอุบัติเหตุได้อีกด้วย                พอส่งผู้ป่วยเสร็จแล้วจะจอดรถได้ที่ไหนบ้าง  แนะนำดังนี้

  • ๑.อาคารจอดรถข้างตึกอุบัติเหตุ
  • ๒.รอบโบสถ์วัดอมรินทร์(ภายในรั้ววัด)
  • ๓.ข้างรั้ววัดอมรินทร์
  • ๔.ริมคลองข้างอาคารโรงพยาบาลศิริราชปิยราชการุณย์
  • ๕.ใต้สะพานอรุณอมรินทร์
  • ๖.ลานจอดรถตลาดศาลาน้ำร้อน
  • ๗.รอบเมรุวัดอมรินทร์
  • ๘.ที่จอดรถโรงพยาบาลศิริราชปิยราชการุณย์siripark002m

               แต่ละที่  แต่ละแห่งมีค่าใช้จ่ายในการจอด  ไม่เท่ากัน  แพงสุดคือ  (๘.) ชั่วโมงละ ๑๐๐  บาท  (๒.) ค่าจอด ๓๐ บาทถึง ๑ ทุ่ม  หลังจากนั้นเป็น  ๔๐  บาท  จอดค้างคืนได้จ่ายตังค์ตอนนำรถออก PhotoGrid_1436980504087

(๗.) ใกล้โรงพยาบาลสุดราคาล่าสุด(น่าจะ) ๔๐  บาท    (๓.)และ(๕.)  ๖๐ บาท  (๔)จอดเช้าคิด๔๐×๒=๘๐บาท  หากออกก่อนเที่ยงได้คืน ๔๐บาท11739573_725170387608662_543291900_n-1

ส่วน (๑.) อยู่ภายในโรงพยาบาลและมักจะเต็มผู้ป่วยในสแต็มป์จอดฟรีได้                

               น่าแปลกที่โรงพยาบาลสร้างกันแต่ตึกเพื่อเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลให้มีการรักษาพยาบาลที่ดียิ่งๆขึ้นจนเป็นเหตุให้ผู้คนผู้ป่วยยิ่งใคร่มารักษาที่โรงพยาบาลศิริราชมากขึ้นตามไปด้วย  ประมาณว่าวันหนึ่งๆ  ผู้คนเดินไปเดินมาเข้า ๆ ออก ๆ  โดยรอบบริเวณโรงพยาบาลมากมายเฉพาะบุคลากรก็เป็นพันเป็นหมื่นรายเข้าไปแล้ว  หากนับรวมผู้ป่วยไข้พร้อมญาติน่าจะหลายหมื่นที่ต้องเบียดเสียดกันในพื้นที่และระหว่างทางที่มุ่งสู่ศิริราช  ไม่น่าแปลกที่บริเวณนี้จราจรเป็นจลาจลแทบทุกวัน  แต่น่าแปลกที่ไม่มีใครหรือหน่วยงานใดคิดเป็นเจ้าภาพแก้ปัญหาที่ยิ่งทวีความวิกฤติขึ้น   เฉพาะแค่ที่จอดรถก็ยังต้องวิ่งหากันให้วุ่นสร้างปัญหาจราจรติดขัดไม่เว้นแต่ละวัน                  ควรหรือยังที่ใครหรือหน่วยงานใดจะคิดแก้ปัญหารถติดบริเวณรอบโรงพยาบาลศิริราชกันซะที  ง่ายและเร็วที่สุดคือการสร้างสถานีรถไฟบริเวณหลังโรงพยาบาล  ใช้รถไฟขนคน  ทั้งหมอ  พยาบาล  เจ้าหน้าที่  นักศึกษาแพทย์ พยาบาล  คนไข้ + ญาติ ฯลฯ  มาพบกัน ณ ศิริราชโดยไม่ต้องพึ่งพารถยนต์  อันเป็นภาระต้องสร้างที่จอดเพิ่ม  อันต้องใช้พื้นที่ที่ไม่มีจะให้ใช้   รางรถไฟ  เขตทางรถไฟ  ก็มีอยู่แล้ว  ขาดแต่ผู้มีอำนาจที่มีกะจิตกะใจจะมองเห็นปัญหาเร่งด่วนที่ควรสะสางหรือไม่เท่านั้น  ไม่น่าแปลกที่จะสร้างทางรางรถไฟสายตลิ่งชันถึงศิริราช พร้อมสถานีหรือที่หยุดรถในราคาไม่กี่ร้อยล้านบาทอย่างเร่งด่วน  แต่น่าแปลกที่รีบจะสร้างทางริมน้ำแลนด์มาร์คเจ้าพระยาราคาหมื่นสี่พันกว่าล้านที่คนส่วนมากยังกังขาว่า  จะสร้างไปทำไมกัน  ท่านผู้นำ                

               เริ่มเรื่องจากที่จอดรถ  แต่ดันมาจบที่ราง  รถไฟ แต่ไม่น่าเกลียดหรือน่าแปลกอะไรเพราะประโยชน์ที่ได้คือ ส่วนรวม

cr: map.longdo.com

สวิทช์ความร้อน(Thermo Switch)

 สวิทช์ความร้อน (thermo switch)

thermos1

               สวิทช์ความร้อน  เป็นอุปกรณ์ตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิเครื่องยนต์  รถยนต์ที่เครื่องยนต์ร้อนจนเกินสภาพการใช้งานปกติหรือที่ช่าง+ชาวบ้านเรียกว่า  “เครื่องฮีต” หรือความร้อนขึ้นสูงมักเกิดจากการควบคุมอุณหภูมิน้ำของระบบหล่อเย็นของเครื่องยนต์ที่ผิดเพี้ยนหรือเสียหาย  เครื่องยนต์ในรถยนต์ไม่ได้มีระบบการถ่ายเทความร้อนออกจากเครื่องยนต์ขณะทำงานได้ด้วยตนเอง  ต้องอาศัยอุปกรณ์ภายนอกที่อยู่ภายในห้องเครื่องยนต์ช่วย  อุปกรณ์นั้นคือ  “หม้อน้ำ”  และ “พัดลมระบายความร้อน” ออกจากหม้อน้ำ 

               ภายในตัวเครื่องยนต์จะถูกออกแบบให้มีท่อน้ำระบายความร้อนเดินทั่วไปทั้งบริเวณตัว เสื้อสูบ” และ “ฝาสูบ” และโดยมี  “ช่องน้ำเข้า”  และ “ช่องน้ำออก”  เพื่อต่อเข้ากับหม้อน้ำ  การไหลเวียนของระบบน้ำในเครื่องยนต์เกิดขึ้นจากการหมุนของ “ปั๊มน้ำ”ที่เป็นส่วนหนึ่งที่ติดกับเครื่องยนต์ทุกเครื่อง  เมื่อเครื่องยนต์หมุนนั่นหมายถึงการหมุนของ  “เพลาข้อเหวียง” หรือรู้จักกันในชื่อ “เพลาเครื่อง”  สายพานที่ต่อจาก  “เพลาเครื่อง”นี้เพื่อมาหมุนแกนใบพัดของปั๊มน้ำปั่นน้ำให้ไหลวนออกจากตัวเครื่องทาง  “ช่องน้ำออก”(หรือที่มักเรียกกันว่า  “คอน้ำ”)  ที่คอน้ำนี้จะมีท่อยางต่อเข้ากับหม้อน้ำด้านบน  ที่ปลายล่างของอีกด้านของหม้อน้ำจะมีช่องสำหรับต่อท่อยางจากหม้อน้ำเข้าเครื่องยนต์ที่  “ช่องน้ำเข้า”  น้ำจะไหลวนจากตัวเครื่องยนต์สู่หม้อน้ำเพื่อถ่ายเทความร้อนออกจากน้ำจากนั้นจึงไหลเข้าเครื่องยนต์ต่อไป  หม้อน้ำจะทำหน้าที่ระบายความร้อนให้กับน้ำในระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์หรือทำให้เครื่องยนต์ไม่เกิดอาการ  “ฮีต” 

               แต่ลำพังแค่หม้อน้ำอย่างเดียวไม่อาจระบายความร้อนให้น้ำที่ไหลออกจากเครื่องยนต์ได้  สภาพของหม้อน้ำที่ภายในเป็นช่องน้ำไหลหลายช่อง  ภายนอกมีครีบเป็นรังผึ้งระบายความร้อนคล้าย  คอนเดนเซอร์”เครื่องปรับอากาศ  ความร้อนของน้ำที่ไหลออกจากเครื่องยนต์จะไหลผ่านช่องน้ำไหลเพื่อให้ลมพัดพาความร้อนไป  ลมที่พัดผ่านหม้อน้ำและพาความร้อนออกจากน้ำเป็นการระบายความร้อนให้เครื่องยนต์นั้นเกิดได้สองกรณีคือ 

               (๑) ลมธรรมชาติ  จากการแล่นของรถจะมีลมมาปะทะแผงรังผึ้งหม้อน้ำ   ดังนั้นหากแล่นด้วยความเร็วอย่างต่อเนื่องและเครื่องยนต์ไม่ร้อนแสดงถึงระบบการไหลเวียนน้ำหล่อเย็นสมบูรณ์หาก “ไม่”  แสดงว่าการไหลไม่สมบูรณ์อันอาจเกิดจาก  (๑.๑)  ช่องน้ำไหลในหม้อน้ำตัน  หรือ  (๑.๒) ปั๊มน้ำเสื่อมหรือเสียอาจจะฝืดจนใบพัดไม่หมุน หรืออาจเพราะใบพัดสึกกร่อนปั่นน้ำไม่ไหล หรือสายพานปั๊มน้ำหย่อนหรือขาด

               (๒) ลมจากพัดลมไฟฟ้าที่ติดอยู่กับหม้อน้ำ  พัดลมไฟฟ้านี้จะหมุนเมื่ออุณหภูมิของน้ำสูงถึงกำหนดที่เครื่องยนต์จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และเมื่ออุณหภูมิของน้ำลดลงพัดลมไฟฟ้านี้จะหยุดทำงาน  จะเห็นว่าการทำงานของพัดลมเป็นไปตามอุณหภูมิของน้ำในระบบหล่อเย็นจึงต้องมีอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนของระบบน้ำหล่อเย็นเครื่องยนต์  สวิทช์ความร้อน” (thermo switch) คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว   การเปิดปิดพัดลมหม้อน้ำนี้เป็นหน้าที่ของ สวิทช์ความร้อนที่มักติดอยู่กับเครื่องยนต์บริเวณใกล้วาล์วน้ำหรือปั๊มน้ำหรือช่องน้ำออก  หรือในรถยนต์บางรุ่นจะยึดติดอยู่กับหม้อน้ำบริเวณใกล้ช่องน้ำเข้าหม้อน้ำ(หลังช่องน้ำออกจากเครื่องยนต์)    ความร้อนจากน้ำในระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์จะถูกส่งมาที่  “สวิทช์ความร้อน”  เมื่ออุณหภูมิของน้ำถึงกำหนดที่สวิทช์ความร้อนทำงาน  สวิทช์จึงทำหน้าที่  เปิด  หรือปิดวงจรควบคุมไฟฟ้าพัดลมหม้อน้ำ   การเดินเครื่องยนต์แต่ไม่มีการเคลื่อนที่ของรถแล้วเครื่องเกิดอาการ  “ฮีต”  ขึ้นมา  หากขับรถทางไกลแล้วเครื่องไม่ร้อนตามข้อ (๑)  แล้ว  ให้สันนิษฐานว่าการระบายความร้อนออกจากหม้อน้ำไม่ดีหรือพัดลมไฟฟ้าไม่ทำงาน  ซึ่งอาจเป็นเพราะ (๒.๑)  พัดลมเสีย  (๒.๒)  ฟิวส์ระบบไฟควมคุมพัดลมขาด  (๒.๓)  รีเลย์ระบบไฟควบคุมพัดลมเสีย  และบ่อยครั้งพบว่าเป็นเพราะ  (๒.๔)  สวิทช์ความร้อน (Thermo switch)  เสีย ต้องเปลี่ยนอะไหล่

               ความร้อนในเครื่องยนต์ที่สูงเกินหรือการฮีตของเครื่องยนต์นำมาซึ่งความเสียหายอย่างหนักของเครื่องอาจถึงขั้น  ฝาสูบโก่งอันเป็นเหตุให้ระบบการไหลของน้ำหล่อเย็นในเครื่องไหลลามเข้ากระบอกสูบจนน้ำผสมกับน้ำมันเครื่องได้  ซึ่งจัดว่าเป็นความเสียหายอย่างหนัก  ดังนั้นหากพบว่าเครื่องยนต์ร้อนผิดปกติจึงควรพิจารณาหาสาเหตุอย่างรอบคอบ  หากพบว่า  สวิทช์ความร้อน ส่ื่อมหรือเสีย  ควรรีบหาอะไหล่เปลี่ยนเสีย 

               การเปลี่ยนสวิทช์ความร้อนอาจไม่จำเป็นต้องใช้อะไหล่แท้ในการเปลี่ยนทั้งนี่เพราะอะไหล่รถยนต์บางชิ้นนั้นไม่ได้ผลิตจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์แต่เกิดจากการว่าจ้างผู้ผลิตรายอื่นที่มีความชำนาญในการผลิตอะไหล่หรืออุปกรณ์รถยนต์ชิ้นนั้น ๆ ผลิตชิ้นส่วนใส่รถยนต์หรือเครื่องยนต์ของตนเอง  เรียกผู้ผลิตรายอื่นนี้ว่า  Original Equipment Manufacturer , OEM   TAMA  เป็นเครื่องหมายการค้าของผู้ผลิต  สวิทช์ความร้อน (OEM)  ให้เครื่องยนต์หลายค่าย  เช่น  Honda Mazda Mitsubishi Nissan Toyota ฯลฯ  การเลือกอะไหล่ TAMA  ใช้สำหรับซ่อมระบบหล่อเย็นของเครื่องยนต์จึงได้คุณภาพเทียบเท่ากับอะไหล่แท้ของบริษัทรถยนต์ค่ายนั้น ๆเองแต่ในราคาที่ถูกกว่า  สวิทช์ความร้อน  OEM  TAMA ของรถยนต์ยี่ห้อต่าง ๆ  มีดังนี้(รายละเอียดข้อมูลด้านเทคนิคของสวิทช์ความร้อนรุ่นต่าง ๆ  อธิบายไว้ด้านท้าย)

 Honda

1ls301h1ls302h 1ts11-1h 1ts11-2h   Mazda   2ls202-1m 2ls201-2m2ls202-1m2 2ls204m 2ls205-1m 2ls205-2m2ls206m2ts311m Mitsubishi   3bs802-1mi 3bs802-2mi 3bs802-3mi 3ls404-1mi 3ls404-2mi Nissan 4bs103 4bs106 4bs109 4bs110 4bs111 4bs114 4bs115 4bs116 4bs117 4bs118   Toyota bs601tbs602t bs603t ls103-1t ls103-2tls104-1tls104-2tls112-1tls112-2t

               อธิบายรหัสและแต่ละแถว(คอลัมภ์)ของตารางดังนี้ ตัวอย่าง

เช่น  ls112, 90°C-OFF, M16×1.5, HEX19 ของ toyata

ls112           หมายถึงชื่อรหัสรุ่นของสินค้ส TAMA

90°C-OFF    หมายถึงที่อุณหภูมิน้ำหล่อเบ็นเท่ากับ90องศาเซลเซียสสวิทช์ความร้อนจะตัดวงจรไฟ

M16×1.5      หมายถึงขนาดเกลียวเมตริกเส้นผ่านศูนย์กลาง 16 มิลลิเมตร ระยะห่างระหว่างร่องเกลียว 1.5 มิลลิเมตร

HEX19         หมายถึงขนาดหัวเกลียวหกเหลี่ยม. 19  มิลลิเมตร

               ข้อมูลในตารางระบุสำหรับรถยนต์  

แถวแรก         บอกชื่อรุ่น เช่น celica

แถวสอง         บอกรหัสตัวถัง เช่น ST205  

แถวสาม         บอกรหัสเครื่องยนต์  เช่น  3S-GTE  

แถวสี่และห้า   บอกปีและสัปดาห์ผลิตเลขสองหลักแรกเป็นปีคริสตศักราช สองหลักหลังเป็นสัปดาห์ที่ผลิต  คือ 9309-9908

แถวหก            บอกรหัส(Part Number) อะไหล่ของรถยนต์รุ่นน้ันๆที่อะไหล่OEM ผลิตให้ คือ รหัส 89428-33010

หมายเหตุ :  ส่วนใหญ่สวิทช์ความร้อนมักจะต่อ (ON) วงจรไฟฟ้าเมื่ออุณหภูมิถึงที่กำหนด  แต่มีบางค่ายรถ  เช่น  Toyota  และบางรุ่นของรถ mazdaที่ใช้สวิทช์ความร้อนที่ตัด(OFF)  วงจรไฟฟ้าเมื่ออุณหภูมิน้ำร้อนถึงจุดกำหนด 

               รู้ข้อมูลกันไว้บ้างเผื่อซ่อม  เผื่อแปลงระบบระบายความร้อน  จะได้ทำกันได้หรือหากต้องพึ่งพาช่างก็อย่างน้อยได้มีข้อมูลคุยกับช่างได้  จะได้ไม่โดน  ฟัน  ให้บาดเจ็บ

cr:  http://www.infodozer.ru/tama-switch

 

รถจักร U20 ของ CSR (SDA3):หัวรถจักรประวัติพิสดาร

รถจักร U20  ของ CSR (SDA3) : หัวรถจักรประวัติพิสดาร

u20

               ยุคนี้เป็นยุคของรางครับ  มีการพัฒนาระบบขนส่งทางรางกันยกใหญ่  น่าจะเริ่มเป็นที่รู้จักกับการพัฒนานี้ตั้งแต่ตอนจะสร้างรถไฟความเร็วสูงเพื่อขนผัก?  นั่นแหละ

               หลังจากหยุดพัฒนามานานรถไฟไทยก็ได้หัวรถจักรใหม่ที่ลงรางไปเมื่อวันที่ ๗  มกราคม  ๒๕๕๘  จำนวน  ๒  คัน  อันเป็นรถไฟจีนจากบริษัท  CSR (China South Railways)  อันมีพื้นฐานคลับคล้ายคลับคลากับรุ่น  SDA2  ทำให้ได้รหัสรุ่นว่า  SDA3  (U20)  ทำไมรถไฟไทยจึงตกยุคจนถูกกล่าวหาว่าด้อยพัฒนามานาน  เป็นเรื่องที่ต้องหาคำตอบกัน

               ถ้าจะมองพัฒนาการเป็นเรื่องของการที่ต้องหาสิ่งใหม่มาทดแทนสิ่งเก่า  รถไฟไทยก็หยุดการพัฒนามา  ๒๐  กว่าปีได้แล้ว  หัวรถจักร ที่ได้มาใหม่เมื่อต้นปี๒๕๕๘ จะช่วยแบ่งเบาภาระหัวรถจักรเก่าที่ซื้อไปครั้งสุดท้ายเมื่อปีพ.ศ.  ๒๕๓๘-๓๙  หรือเมื่อ  ๒๐ ปีที่แล้ว  รถไฟไทยหยุดซื้อหัวรถจักร-หยุดโตมา  ๒๐  ปีแล้ว  แต่ตลอดเวลา  ๒๐  ปีรถไฟไทยไม่หยุดเคยบริการรับคนส่งสินค้า  จึงไม่แปลกที่หัวรถจักรเก่าๆที่รับงานหนักจะมีอันเป็นไป  เสียกลางทางอยู่บ่อย ๆ ให้เป็นข่าว  ล่าสุดที่จอดเสียแถวอยุธยาจนรถขบวนหลังมาเสยท้ายเกิดบาดเจ็บกันไปทั่วไม่เว้นแม้คนนามสกุล  จงสงวน

               พัฒนาการครั้งล่าสุดของรถไฟไทยอุบัติราวปีพ.ศ.  ๒๕๓๘-๓๙  เมื่อรถจักร  GEA  หมายเลข  ๔๕๒๓-๔๕๖๐  จำนวน  ๓๘  คัน ราคาคันละ  ๕๔,๓๕๐,๔๙๘.๐๐  บาท  ถูกซื้อมาใช้ในกิจการรถไฟไทย  GEA  สัญชาติอเมริกันนี้มีแรงม้า ๒x๑๒๕๐ = ๒๕๐๐  แรง  ความเร็วสูงสุด  ๑๐๐  กิโลเมตรต่อชั่วโมง

               ก่อนหน้านั้นประมาณ  ๒  ปี  ในปีพ.ศ.  ๒๕๓๖   รถจักร  Hitachi  ที่มีชื่อเรียกในหมู่ครฟ.(คนรถไฟ) ว่า  HID สัญชาติญี่ปุ่นหมายเลข  ๔๕๐๑-๔๕๒๒  ได้ถูกรถไฟไทยเรียกใช้เข้าประจำการจำนวน  ๒๒  หัว  ในราคาหัวละ  ๗๕,๐๕๙,๗๔๓.๐๐  บาท  ??  แพงกว่าตอนซื้อ  GEA  เมื่ออีกสองปีถัดมาอยู่ประมาณ  ๒๐,๗๐๙,๒๔๕  บาท  ทว่า Hitachi  มีแรงม้ามากกว่าคือมี  ๒x๑๔๓๐ = ๒๘๖๐  แรง  ความเร็วสูงสุดที่  ๑๐๐  กิโลเมตรต่อชั่วโมงเช่นกัน

               ถ้าลองเทียบแรงม้าที่เท่ากันจะพบว่า  HID  มีค่าตัว  ๒๖,๒๔๔.๖๗  บาทต่อหนึ่งแรงม้า  ส่วน  GEA  มีค่าตัว  ๒๑,๗๔๐.๒๐  บาทต่อหนึ่งแรงม้าในปี ๒๕๓๘   ที่อัตราดอกเบี้ย ๔ %  ต่อปี GEA  จะมีค่าตัวประมาณ  ๒๐,๑๐๐.๐๔  บาทต่อหนึ่งแรงม้าในปี๒๕๓๖   ถูกกว่า  HID   อยู่ราว ๖,๑๔๔.๖๓  บาทต่อหนึ่งแรงม้า  หรือหมายถึงของญี่ปุ่นแพงกว่าของอเมริกาถึงประมาณ ๓๐.๕๗ % !!!  หากใช้สูตรทางเศรษฐศาสตร์แปลงเงินในอดีตเป็นเงินปัจจุบัน(Net Pressent Value) กันต่อจะมีข้อค้นพบอีกว่าที่อัตราดอกเบี้ย ๔ %  ต่อปีนี้ GEA  ของปี๒๕๓๘ จะมีค่าตัวประมาณ  ๑๑๙.๐๙  ล้านบาทต่อหัว ???ในปี  ๒๕๕๘

                นั่นเป็นประวัติการจัดซื้อหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้าในอดีตที่มีข้อชวนสงสัยที่คงต้องผู้เกี่ยวข้องเท่านั้นที่จะช่วยไขความสงสัยเหล่านั้นได้  ส่วนหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า ยุคปัจจุบันที่รถไฟไทยสั่งซื้อไป  ๒๐  หัวและได้รับมาแล้ว  ๒  หัวมีประวัติความเป็นมาเยี่ยงไร  จะพิสดารไม่แพ้อดีตหรือไม่โดยเฉพาะเรื่องราคาที่เปลี่ยนแปลงไปมา  ลองมาสืบประวัติความเป็นมาของหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้าน้ำหนักกดเพลา  ๒๐  ตัน หรือน้อง  U๒๐  ดูกันดังนี้ครับ

๐  ข่าวซื้อรถจักร                             ๑๒ เม.ย.๕๔      

๑  ขายซองประกวดราคา                พ.ค.๒๕๕๕          วงเงิน  ๓,๓๐๐ ล้านบาทมีผู้ซื้อซอง ๑๗ บริษัท

๒  ยื่นซอง                                         ๑๖ ก.ค.๕๕         ผู้ยื่น  ๖  ราย

๓  ผ่านคุณสมบัติ                             ๓  ก.ย.๕๕           ๓  บริษัท

๔  เปิดซองราคา                               ๔  ก.ย.๕๕           บ.ป่าไม้สันติ จก.ชนะ ๑,๙๑๖  ล้านบาท/๒๐คัน

๕  ตรวจสอบราคาต่ำเกิน                  ๖  ก.ย.๕๕

๖  ผลตรวจไม่พบผิดปกติ                ๑๘ กย.๕๕

๗  ให้ข่าวขออนุมัติแหล่งเงินกู้        ๑๒ ต.ค.๕๕

๘  ผู้ว่าฯเสนออนุมัติเงินกู้                 เม.ย.๒๕๕๖        วงเงิน  ๒,๑๐๐  ล้านบาท ?

๙  ครม.มีมติอนุมัติ                           ๒๓ เม.ย.๕๖        วงเงิน  ๒,๓๔๔  ล้านบาท??

๑๐ เซ็นสัญญา                                 ๒๕ มิ.ย.๕๖         วงเงิน  ๒,๐๒๒  ล้านบาท???

๑๑ คตร.ตรวจโครงการ                    ๑๖ มิ.ย.๕๗         วงเงิน  ๒,๑๓๐  ล้านบาท?

๑๒ บอร์ดรฟท.อนุมัติL/C                 ๒๘ ส.ค.๕๗        วงเงิน  ๓,๓๐๐  ล้านบาท?!?

๑๓ บ.ป่าไม้สันติเปลี่ยนชื่อ               ๓๐ ก.ย.๕๗         เป็น บ.ซานโฟโกอินเตอร์เนชั่นแนล จก.

๑๔ U๒๐ ๒คันแรกถึงแหลมฉบัง       ๔ ม.ค.๕๘          

๑๕ ลงราง                                        ๗ ม.ค.๕๘

๑๖ รมว.รับมอบ                                ๒๓ม.ค.๕๘

               หากลองศึกษาประวัติโดยละเอียดตามลิงค์ที่ให้ไว้ด้านล่างจะเห็นความไม่ธรรมดาของน้องยูทเว็นตี้ครับ  ใช้ระยะเวลาจัดหาตั้งแต่ออกข่าวจะซื้อในปี ๒๕๕๔  จนถึงรับมอบในปี  ๒๕๕๘  สามปีกว่า ๆ เกือบสี่ปี  กับการให้ข่าวราคาที่เปลี่ยนไปมาชวนเวียนหัว  กับบริษัทผู้ประมูลได้ที่ต้องเปลี่ยนชื่อ(กันทำไม)  กับผู้ยื่นซองประกวดราคาเพียง  ๖  รายจากผู้ซื้อซอง  ๑๗  บริษัท  กับบริษัทรถไฟจากจีนเท่านั้นที่เข้าประมูลงานแทนที่จะเป็นเจ้าใหญ่ค่ายตะวันตก เช่น ฝรั่งเศส  สเปน  เยอรมัน  อเมริกา  หรือค่ายตะวันออกอย่าง  ญี่ปุ่น สะท้อนถึงสิ่งใด  ครฟ.กระมังที่ต้องช่วยกันตอบ  กับราคาประมูลที่ต่ำไปกว่าราคากลางที่ตั้งไว้มากก็อีกเช่นกันกระมังที่ ครฟ.ต้องช่วยตอบ  คงไม่ต้องย้อนไปถึงยุคที่รฟท.ซื้อ  GEA  ได้ในราคาที่ถูกกว่า HID หรอกนะที่ ครฟ.ต้องช่วยกันตอบ  เอาแค่อินโดนีเซียซื้อ  GE  ในยุคปัจจุบันนี้ได้ในราคาถูกขณะที่รถไฟไทยได้รถไฟจีนในราคาแพงขึ้นจากราคาที่ประมูลได้  มันเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ได้อย่างไรเป็นหลายคำถามนี้วานผู้รู้ช่วยตอบที

               กระนั้นกระนี้แล้วจะให้ไว้ใจระบบบริหารงานของรัฐได้อย่างไรว่าจะไม่มีอะไรๆ ที่พิสดาร  โดยยกเหตุกระตุ้นเศรษฐกิจจากการจับจ่ายภาครัฐมาเป็นข้ออ้างเพื่อรีบเร่งสร้างรถไฟความเร็วปานกลางที่แปลงร่างมาจากรถไฟความเร็วสูงเก่า

แม้ในยุคที่มี  ซุปเปอร์บอร์ด ก็เถอะ  จะเชื่อใจได้เช่นไรว่าจะไม่มี เปอร์เซ็นต์

 เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ

เพิ่มเติม:  ใครเป็นใครในการบริหารการรถไฟชุดนี้  ข้อมูลจากวารสารรถไฟสัมพันธ์ ฉบับพฤศจิกายน๒๕๕๗-มกราคม ๒๕๕๘

u20_3

u20_2

Cr:

๐. ร.ฟ.ท.จัดซื้อหัวรถจักร 20 คันรวด
ฐานเศรษฐกิจ  อสังหา  วันอังคารที่ 12 เมษายน 2011 เวลา 11:30 น.
http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=63178:-20-&catid=129:2009-02-08-11-47-38&Itemid=479#.VSeIBPyUfVE. http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=63178:-20-&catid=129:2009-02-08-11-47-38&Itemid=479.
๑.  รถไฟเบ่งประมูลลอตใหญ่2หมื่นล. ผู้ผลิตยุโรปมึน-TORกำหนดราคากลางต่ำเอื้อจีน.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์22 พ.ค. 2555 เวลา 10:36:24 น.http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1337657646
๒.   หึ่งอีกแล้ว ! ประมูลซื้อหัวรถจักรโชยกลิ่นฉาวหักหัวคิว30%.
มติชนออนไลน์  วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 เวลา 21:36:41 น.
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1342870839&grpid=&catid=01&subcatid=0100
๓. ร.ฟ.ท.เตรียมปิดดีลประมูลหัวจักร 20 คันเปิดราคา 3 ผู้ผลิตจีน “กลุ่มล็อกซเล่ย์” ยังเต็ง.
ASTVผู้จัดการออนไลน์  3 กันยายน 2555 21:27 น.
http://www.manager.co.th/iBizchannel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000108436
๔. โรงงานจีนดัมป์ราคาซื้อหัวจักร 20 คันไม่ถึง 2 พันล้าน.
ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 กันยายน 2555 20:01 น.
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000109030&TabID=2&
๕. ป่าไม้สันติเล็งฮุบเค้กหัวรถจักร1.7แสนล.
กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ อสังหา REAL ESTATE – คอลัมน์ : อสังหาฯ REAL ESTATE วันศุกร์ที่ 14 กันยายน 2012 เวลา 11:06 น.
http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=142209:17&catid=128:-real-estate-&Itemid=478#.VS9PGNyUfVE
๖. “ชัจจ์” สอบทุจริตซื้อหัวรถจักร 3 พัน ล. สุดแคลงใจตั้งราคากลางไม่สมเหตุผล.
ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.ย. 2555 05:30.
http://thairath.co.th/content/291850
๗.  ร.ฟ.ท.จ่อส่งเรื่องคลังหาแหล่งกู้ซื้อหัวรถจักร.
INN ข่าวเศรษฐกิจ วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2555 9:43น.
http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=409823
๘.  ร.ฟ.ท.ฉวยจังหวะบาทแข็งค่า ชง ครม.อนุมัติกู้เงินในประเทศซื้อหัวรถจักร.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์  23 เม.ย 2556 เวลา 11:50:01 น.
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1366692382
๙.  ครม.ไฟเขียว ร.ฟ.ท.จัดซื้อหัวจักรดีเซลไฟฟ้า วงเงินกว่า 2,300 ล.
ASTVผู้จัดการออนไลน์23 เมษายน 2556 17:45 น.
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9560000048858
๑๐.  รฟท.สั่งซื้อหัวรถจักร 20 คัน ผลิตในจีนกว่า 2 พัน ลบ.ตามแผนพัฒนาโลจิสติกส์.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์  25 มิ.ย. 2556 เวลา 16:25:38 น.
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1372152094
๑๑. รฟท.ปรับปรุงระบบรางเพิ่มความเร็ว 120 กม.ต่อชม.
เดลินิวส์ วันอังคาร 2 กรกฎาคม 2556 เวลา 16:53 น.
http://www.dailynews.co.th/Content/economic/47482/รฟท.ปรับปรุงระบบรางเพิ่มความเร็ว+120+กม.ต่อชม.
๑๒.  บอร์ด ร.ฟ.ท. อนุมัติดซื้อหัวรถจักรดีเซล 20 คัน.
Nation TV  วันที่ 28 สิงหาคม 2557 10:56 น.
http://www.nationtv.tv/main/content/economy_business/378421780/
๑๓.  ประกาศกรมศุลกากรที่150/2557.
http://www.customs.go.th/wps/wcm/connect/library+cus501th/internetth/9/9_2/4b30e1fcb53ba30a1d22c0893c59f2b8
๑๔.  CivilSpice. รถไฟไทยดอทคอม.
http://portal.rotfaithai.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=6661&postdays=0&postorder=asc&start=0  :http://portal.rotfaithai.com/photobucket/new_loco/10364149_04.jpg
http://portal.rotfaithai.com/photobucket/new_loco/10364149_06.jpg
๑๕.  OneBrutal.  รถไฟไทยดอทคอม.http://portal.rotfaithai.com/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=6661&postdays=0&postorder=asc&start=20  :http://i1089.photobucket.com/albums/i341/InfinitelyDia/CSR/DSC_5082_00051.jpg
๑๖. “ประจิน” รับมอบรถจักรดีเซลไฟฟ้า 2 คัน อย่างเป็นทางการ.  ASTVผู้จัดการออนไลน์   23 มกราคม 2558 13:12 น.  http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000008836
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 72 other followers

%d bloggers like this: